
ความจริง ที่ยังบิดเบือน
โดย เล็ก
พลูโต
จากร่ายยาว เล่าความจริง
ของคุณจรรยา หรือ ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ แห่งวัดพุทธปัญญา
(คำว่าคุณ เป็นคำสุภาพที่ฆราวาสใช้เรียกพระสงฆ์ที่ไม่คุ้นเคยหรือให้ความเคารพนับถือ
อย่าหาว่าผมก้าวร้าวนะครับ ขอบอก) ที่บอกว่า ผมเขียนข้อความพาดพิง
ด้วยการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพหลายแห่ง ผมขอเรียนถามเป็นข้อแรกว่า
มีข้อความใดที่ผมใช้ เป็นคำไม่สุภาพบ้าง
ที่บอกว่าญาติโยมที่อ่านข้อความดังกล่าวแล้ว ต่างพากันโทรศัพท์ตั้งคำถามว่า
จะทำอย่างไรกับหนังสือพิมพ์เสรีชัยและตัวผมดี จะฟ้องหมิ่นประมาทหรือเขียนตอบโต้อย่างไร
เพราะจะมีคนเข้าใจผิดต่ออาตมา ตามที่เขากล่าวหา
อาตมาก็ตอบทุกสายและทุกคนไปว่า อาตมาให้อภัยทั้งคุณเล็ก
และหนังสือพิมพ์เสรีชัย ต่อจากนั้นก็อธิบายเหตุผลของการให้อภัย ผมอ่านแล้วยังอดที่จะอนุโมทนาสาธุ ด้วยไม่ได้ เลยยกมือขึ้นสาธุ อนุโมทนาในอภัยทานของคุณจรรยาในครั้งนี้ แต่แล้วพออ่านไปเรื่อยๆ
ถึงรู้ว่า หลงกล ซะแล้ว
เพราะคุณจรรยาเล่นร่ายยาว มากกว่าหนึ่งหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ซะอีก
ปลงอนิจจัง สังขารไม่เที่ยง คำพูดของคนที่โกนหัวโล้น
ห่มเหลือง อย่างคุณจรรยา ก็ไม่เที่ยงภายในนาทีเดียวเหมือนกัน
ก่อนจะร่ายยาวยังเน้นอีกนะว่า อุบาสก อุบาสิกา หลายท่านถามย้ำว่า
หากอาจารย์ไม่แถลงอะไรบ้าง อาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดท่านก็ยังตอบอย่างมีเมตตาธรรมอีกว่า
ประชาชนมีสิทธิ์เข้าใจผิดต่ออาตมาได้ แต่ข้อสำคัญ อาตมาอย่าไปกระทำผิด
ตามที่เขาเข้าใจก็แล้วกัน เพราะความดี และความจริง เป็นสิ่งที่มั่นคงถาวรเหมือนฟากฟ้า
เวลาเมฆผ่านมา อาจจะบังได้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว แต่เมื่อเมฆผ่านพ้นไป
ท้องฟ้ากลับสดใสเหมือนเดิม แล้วท่านก็ตัดบทสรุปว่า
ความจริง ย่อมหนีความจริงไม่พ้น สักวันหนึ่ง คนต้องรู้แจ้งเห็นประจักษ์ในความจริง
ปากก็ว่าให้อภัย ไม่โต้ตอบใด ๆ แล้วไฉนฤาถึงร่ายยาวมากกว่าหนึ่งหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์
ลูกผู้ชาย กล่าววาจาใด คำไหน ก็คำนั้น เขาเรียกว่า สัจจะของลูกผู้ชาย
เป็น ผู้ใหญ่ จะกล่าววาจาอะไร ก็ควรจะอยู่กับร่องกับรอย
ปากกับใจต้องตรงกัน นี่คุณจรรยาเป็นพระผู้ใหญ่ เป็นครูบาอาจารย์
ที่มีผู้คนเคารพนับถือ ศรัทธาอย่างมากมาย แต่กลับพูดอย่าง ทำอย่าง
ปากว่า ตาขยิบ ข้อเขียนของคุณนั้น มันขัดแย้งในตัวมันเองอย่างเห็นได้ชัด
แล้วอย่างนี้ จะให้ผมเคารพนับถือคุณได้อย่างไร
การเขียนความจริงอย่างตรงไปตรงมา คุณจรรยาเห็นว่าเป็นการก้าวร้าว
บางคนอาจจะเห็นว่า ผมเป็นฆราวาส ถือดีอย่างไร ไปกล่าววาจา
หรือ เขียนก้าวร้าวพระผู้ใหญ่ ผมขอเรียนถาม และขอความเป็นธรรม
จากผู้ที่มีใจเป็นธรรมในสังคมสัก ๒ ข้อ เถอะว่า
๑. ถ้าผู้ใหญ่ทำผิด หรือ ทำตนไม่อยู่กับร่องกับรอย ผู้น้อยสามารถวิพากษ์วิจารณ์
หรือ กล่าวตักเตือนได้หรือไม่ หรือเห็นว่าผู้ใหญ่เป็นเทวดา ที่ทำอะไรทุกอย่าง
ต้องถูกต้องทั้งหมด ผู้น้อยไม่มีสิทธ์ซักถาม หรือว่ากล่าวตักเตือน
๒. พระภิกขุที่ประพฤติตนไม่อยู่ในพระธรรมวินัย กระทำการใด ๆอันเป็นการสวนกระแสสังคม
หรือ ขวางโลก ผ่านธรรม หรือ เข้าไปข้องแวะกับสังคม โดยไม่ใช่กิจของสงฆ์
เช่น เทศนาเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง ไปในที่ที่ไม่ควรไป
หรือ อโคจร เห็นป้ายประกาศจากเจ้าของสถานที่ ที่เขาห้ามแล้วว่าไม่ให้ทำกิจกรรมใดๆไม่ให้เข้าไป
ก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เคารพกติกาของเจ้าของสถานที่
ขนาดมีคนที่เคารพนับถือห้ามปราม ท้วงติงก่อนหน้านั้นแล้ว และ
ภิกขุผู้นั้น ก็รับปากแล้ว ว่าไม่ไป ก็ ไม่ไป แต่แล้ว ก็กลืนน้ำลายตัวเอง
ฯลฯ ลักษณะอย่างนี้ อุบาสก อุบาสิกา ที่เป็นส่วนหนึ่งของพุทธบริษัท
เป็นเจ้าของพุทธศาสนา มีสิทธิ์ที่จะว่ากล่าวตักเตือนหรือท้วงติง
ได้หรือไม่ ?
ผมเป็นสื่อมวลชน ทำหน้าที่นี้มากว่า
๑๐ ปี ผมไม่เคยใช้ปลายปากกา (ปลายนิ้วที่กดแป้นพิมพ์) หรือข้อเขียนไปก้าวร้าวรังแกใคร
ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนมาก่อน แม้แต่หนังสือพิมพ์ต้นสังกัด
แต่ครั้งนี้ เมื่อสิ่งที่ผมเห็น สิ่งที่ผมเขียน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เป็นสิ่งที่ผมเห็นแล้วไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ผมจึงเขียนบทความขึ้นมา
เพื่อเตือนคุณให้รู้สำนึก คุณจรรยายังกล้ายืนยันอีกหรือไม่ว่าคุณไม่ได้กลืนน้ำลายตัวเอง,คุณไม่ได้เห็นป้ายประกาศห้าม,คุณไม่เคยเทศน์เรื่องของการเมือง
ซึ่งเป็นเรื่องของทางโลก ปะปนกับหลักธรรม, คุณไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า
ที่ที่คุณไปนั้น มีปัญหา เป็นที่ที่คุณไม่ควรไป ฯลฯ คุณทราบและคุณรู้ทุกอย่าง
แต่คุณก็ยังไป แล้วผลกระทบกับตัวคุณเป็นอย่างไร คนหลายคนในสังคมเขาอ่านข้อเขียนผมแล้ว
พิจารณาอย่างเป็นธรรม (ไม่ใช่กลุ่มสาวกของคุณ) เขาวิพากษ์วิจารณ์คุณอย่างไร
(เข้าข่าย อาบัติโลกวัชชะ ชาวบ้านเขาติเตียน) คุณยังไม่สำนึกอีก
ผมไม่โง่พอ ที่จะไม่รู้ว่า ถ้าเขียนถึงคุณในลักษณะดังกล่าว จะเกิด ผลกระทบจะมีมายังตัวผม
และ หนังสือพิมพ์ต้นสังกัด อย่างไรบ้าง ซึ่งตอนนี้ผม และหนังสือพิมพ์ต้นสังกัด
ก็กำลังประสบอยู่ จากอิทธิพลของคุณ ผ่านลูกศิษย์ของคุณ ทั้งที่นี่และเมืองไทย
ถึงกับมีอีเมล์จากวัดชลประทานฯมายังหนังสือพิมพ์เสรีชัย ให้ถอดบทความของผมออกไปจากเว็บ,
โทร.เข้ามาอย่างมากมาย ให้ปิดคอลัมน์โหราปริทรรศน์, ห้ามผมไม่ให้เขียนข้อความพาดพิงถึงตัวคุณ
ในคอลัมน์ผมอีกต่อไป ซึ่งผมก็ต้องยอมรับ และทำตามคำสั่งของบรรณาธิการ
เพราะผมเป็นแค่ขุนพล เมื่อแม่ทัพสั่ง ต้องทำตาม ไม่งั้นก็อยู่ร่วมกองทัพกันไม่ได้
ต่างกับคุณ และอลัชชีทั้ง ๓ ทั้งที่รู้ว่า สมัชชาสงฆ์ฯได้มีคำสั่งให้อลัชชีทั้ง
๓ พ้นจากฐานะพระธรรมทูต นิมนต์ให้กลับต้นสังกัดที่เมืองไทย แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
เพราะเห็นว่าสมัชชาสงฆ์ เป็นแค่ เสือกระดาษ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะจัดการอะไรพวกคุณได้
การที่คุณคอยถือท้าย
และ ให้ความช่วยเหลือต่างๆ กับ อลัชชีทั้ง ๓ เท่ากับว่า คุณไม่ยอมรับมติหรือ คำสั่งของสมัชชาสงฆ์ด้วยเช่นกัน
ให้ความช่วยเหลือ เลี้ยงดูผู้ที่ทำผิดกฎหมาย หรือระเบียบสังคม
ไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงโจร แถมโจรพวกนั้นยังอาศัยอยู่บ้านคนอื่น
ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น คุณทำอย่างนี้ได้อย่างไร ทำไม ไม่คิดถึงอกเขาอกเราบ้าง
อ้อ ปาละ ไม่นับ เพราะผมไม่ถือว่าเป็นพระในพระพุทธศาสนานานแล้ว
แม้จะบวชเข้ามาอย่างถูกต้อง ขนาดเจอท่านเจ้าคุณวัดไทย ที่เป็นองค์อุปัชฌาย์ที่ศาล
ยังไม่ทำความเคารพ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า อุปัชฌาย์นั้นเปรียบเสมือนพ่อผู้ให้กำเนิดในทางธรรม
ไม่มีความกตัญญูกตเวที นี่หรือคนที่คุณบอกว่าให้ความเคารพคุณอย่างดีเสมอต้นเสมอปลาย
แน่ละครับ เพราะคุณให้ข้าวให้น้ำ ให้ความช่วยเหลืออยู่นี่ ก็ต้องจงรักภักดีเป็นธรรมดา
คุณยังไม่ยอมรับในข้อที่ว่า ยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน โดยคุณบอกว่า สงฆ์ทั้งสองฝ่าย ได้แตกแยกกันมานานแล้ว นั่นคือความจริง ที่ยังบิดเบือน
การที่ศาลสั่งให้คณะกรรมการบริหารวัด และคณะสงฆ์ ชุดปัจจุบัน
เป็นผู้บริหารวัดโดยถูกต้อง และทางคณะกรรมการผู้บริหารวัดได้จัดการทุกวิถีทาง
ที่จะให้วัดในพื้นที่เดียวกัน เป็นวัดเดียว มีพระสงฆ์ในนามของ
วัดพุทธิชิโนฮิลส์ คณะเดียว ไม่เป็นวัดบน วัดล่าง อีกต่อไป ด้วยการ
๑.เปลี่ยนชื่อวัดพระพุทธชินราชชิโนฮิลส์ กลับมาใช้ชื่อ วัดพุทธิชิโนฮิลส์ ตามเดิม
๒.พยายามชักชวนให้อลัชชีทั้ง ๓ ลงมาทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน ให้ร่วมแรงร่วมใจกัน
ทำกิจกรรมทางวัดให้เป็นหนึ่งเดียว หลายครั้งหลายครา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธทุกครั้งอย่างไร้เยื่อใย
ครั้งสุดท้ายที่ชวน คือ ก่อนเข้าพรรษาในปีนี้
๓.เมื่อเห็นว่า ใช้ไม้อ่อนไม่ได้ผล ก็จำเป็นต้องใช้ไม้แข็ง คือ ฟ้องขับไล่ให้พ้นวัด
และขนของที่จะใช้ในการทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา แข่งกับทางวัดออกมา
รื้อป้ายวัดพุทธชินราชทิ้ง ติดป้ายประกาศไม่ให้ทำกิจกรรมใด ๆ
ทางพุทธศาสนาในกุฎิที่พักอาศัย ปิดแผ่นป้ายกระดานตัวเบ้อเร่อ
ด้านหน้ากุฏิที่อลัชชีทั้ง
๓ พักอาศัย
มีคนบอกผมว่า ที่อลัชชีทั้ง ๓ ไม่ยอมลงเอยด้วยดี เป็นหนึ่งเดียว กับคณะกรรมการวัด
และคณะสงฆ์ชุดปัจจุบัน และกระทำการกระด้างกระเดื่องทุกวิถีทาง
ทั้งต่อหน้า และลับหลัง โดยใช้สื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับ และอินเทอร์เน็ต
เป็นเครื่องมือเขียนกระทู้ ข้อความ ด่าทอพระสงฆ์ และ คณะกรรมการวัด
ไม่เว้น แม้แต่ พระเทพกิตติโสภณ ประธานสมัชชาสงฆ์ ทั้งนี้
เนื่องจากคุณจรรยาคอยหนุนหลังอยู่ ผมเองก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ต่อเมื่อคุณได้แสดงตัวอย่างชัดแจ้ง ผมเห็นด้วยตาผมเองน่ะแหละ
ผมถึงเชื่อสนิท
สิบปากว่า ไม่เท่าสองตาเห็น คิดดูนะครับว่า ถ้าอลัชชีทั้ง ๓ ไม่มีลูกพี่ดี มีอิทธิพลสูง คอยหนุนหลัง เมื่อถึงคราวจำเป็น
ที่ดิ้นรนไปไหนไม่ได้แล้ว ก็ต้องกลับมารวมพวก เป็นคณะสงฆ์หนึ่งเดียวในที่สุด
นี่ถึงกับขนาดไปดูบ้านที่แถว Downey ให้เป็นที่พักอาศัยหรือทำเป็นวัดชั่วคราว
เพราะรู้ว่าสิ้นเดือนนี้ไม่มีทางอยู่ต่อ ใครเป็นตัวตั้งตัวตี
ย่อมรู้อยู่แก่ใจ พฤติกรรมเยี่ยงนี้ ขอให้สังคมช่วยกันตัดสินด้วยเถอะครับว่า
เข้าข่าย เป็นสังฆเภท หรือยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน หรือไม่
ถ้าสังคมหรือพระผู้ใหญ่ เห็นว่าพฤติกรรมของคุณผิดจริง? คุณจะต้องอาบัติขั้นรองลงมา
หรือเป็นโทษระดับกลาง รองลงมาจากอาบัติ ปราชิก คือต้องอาบัติสังฆาทิเสส ในพระวินัยกล่าวไว้ว่า ภิกษุผู้กระทำผิดเรียกว่าต้องสังฆาทิเสส เป็นโทษระดับกลางต้องรับโทษ อยู่กรรมทรมานตน จึงจะพ้นอาบัติ การอยู่กรรมทรมานตนคือการอยู่ในที่สงบในช่วงเวลาหนึ่งสำรวมกายใจ ใคร่ครวญพิจารณาโทษของตนแล้วตั้งใจไม่กระทำความผิดเช่นนั้นอีก
คำว่าสงฆ์ มีความหมายตรงตัวว่า หมู่คณะ ในทางพระพุทธศาสนากำหนดไว้ว่า หากภิกขุที่อยู่รวมกันตั้งแต่
๔ รูป ขึ้นไป เรียกว่า ภิกษุสงฆ์
การที่พระภิกษุรูปหนึ่งรูปใด ยุยงสงฆ์ หรือ หมู่คณะ หรือ สังคมส่วนรวม
ที่มีสมาชิกมากกว่า ๔ คน (ไม่จำเป็นต้องพระภิกษุเสมอไป) ให้แตกแยกกัน
หรือ ยุยงให้คนในสังคมแตกความสามัคคีกัน เช่น ยุยงให้คณะกรรมการวัดแตกกันเป็นสองฝ่าย,ยุยงให้ญาติโยม
อย่าไปทำบุญวัดโน้นวัดนี้, ยุยงให้คนในชาติ แบ่งพรรคแบ่งพวก
แบ่งศาสนา แบ่งภาค เป็น ชาวเหนือ ชาวใต้ ชาวอีสาน คนเมืองหลวง
หรือคนภาคกลาง ,แบ่งแยกดินแดนฯลฯ ลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้ เข้าข่ายยุยงสงฆ์
ส่วนรวม หรือหมู่คณะ ให้แตกแยกกัน หรือสังฆเภท นั่นเอง
โถ กลัวญาติโยมเขาจะไม่รู้เรื่องของพระเทวทัต อุตส่าห์ยกเรื่องพระเทวทัตมากล่าวย้ำ
และยังสบประมาท หรือ ดูหมิ่นภูมิรู้ ภูมิธรรม ในทางพระพุทธศาสนาของผม
ทั้งที่ผมไม่เคยดูหมิ่นภูมิรู้ ภูมิธรรมในทางพระพุทธศาสนาของคุณมาก่อน
ไม่เป็นไรครับ คุณจรรยาหมิ่นผมได้ ผมก็หมิ่นคุณได้ อ่านไปเรื่อย
ๆ ก็แล้วกัน แล้วก็อย่าทำตัวเป็นขี้แพ้ชวนตี ถึงกับฟ้องร้องหมิ่นประมาทกันล่ะ
ขายขี้หน้าเขาเปล่าๆ ผมจะบอกให้ทราบ เพื่อให้หูตาสว่างขึ้น ผมเขียนเรื่องพระเทวทัตลงในเสรีชัย
หลายครั้งหลายครา มาตั้งหลายปีดีดักแล้ว ในเวปไซด์ผมก็มี อยู่ในบทความเรื่องอะไรบ้าง
ลองไปหาเอาเองก็แล้วกัน เขียนเล่ามากกว่าคุณซะอีก เรื่องที่คุณมาลงนั้น
เป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ เขารู้กันมานานแล้วล่ะลุง (เชย)
คุณเข้าใจคำว่า อลัชชี ถูกต้องว่าเป็นผู้หน้าด้าน ไร้ยางอายแม้จะใช้ไม่ถูกบุคคลก็ตาม แต่คุณยังเข้าใจความหมายของคำว่าเดรัจฉานวิชา
ผิดหรือ ยังมีความเข้าใจไม่ถ่องแท้
หรือไม่เช่นนั้น คุณก็จงใจที่จะบิดเบือนคำสอน ให้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
คำว่า เดรัจฉานวิชา แปลว่า ความรู้ที่ขวางต่อทางพระนิพพานคำว่า
เดรัจฉาน แปลว่า สัตว์ที่มีลำตัวขนานกับพื้น
โอกาสที่จะปฏิบัติธรรมด้วยการนั่งสมาธิ คือการนั่งตัวตรง ดำรงสติ
เพื่อหาจุดศูนย์กลางของร่างกาย (เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้ว) จึงไม่อาจทำได้
แม้แต่ลิงหรือหมีควาย รู้จักหรือเปล่า หมีควาย....น่ะ
แม้ในบางครั้งบางครามันอาจจะยืนสองขาได้ นั่งได้ ก็ไม่อาจทำให้ลำตัวตรงได้
อย่างพญานาค แปลงกายมาบวชเป็นพระภิกษุ ไม่อาจนั่งสมาธิให้ลำตัวตั้งตรงได้
เพราะกระดูกสันหลังขนานกับพื้น เมื่อจิตตกภวังค์ ก็กลับกลายร่างเป็นพญานาคอย่างเดิม
เรียนรู้ธรรมไป ก็ไม่อาจปฏิบัติธรรมจนสำเร็จมรรคผลได้
มีผู้รู้ท่านหนึ่ง ได้ยกตัวอย่าง เดรัจฉานวิชา คือ๑.รู้ในการทำเสน่ห์
(ทำเสน่ห์ยาแฝด) ๒.รู้ในการทำให้คนถึงวิบัติ (ปล่อยของคุณไสย์เข้าร่างกายคน) ๓.รู้เรื่องภูตผี
(บังคับให้ผีไปสิงสู่ หรือ ทำร้ายคน) สามข้อแรกนี้ สังเกตให้ดี เป็นวิชาที่เบียดเบียนคนอื่น
๔.รู้ในทางทำนาย เช่นหมอดู (โหราศาสตร์) ข้อนี้ หมอดูที่ดีนั้นมีมาก เช่น โหรในราชสำนัก พระเถระเจ้าที่ทรงคุณวิชานี้
หลายท่านเช่นพระพรหมมุนี (แย้ม) วัดราชประดิษฐ์, สมเด็จพระสังฆราช
(อยู่) ญาโณทัย ฯลฯ ไอ้ที่เลวก็มีไม่น้อย พวกนี้อาศัยวิชาหมอดูที่มีอยู่งู
ๆปลาๆ หากิน เป็นพวก ๑๘ มงกุฎ จะมาโทษว่าหมอดูไม่ดีไปทั้งหมดหรือวิชาโหราศาสตร์
เป็นศาสตร์ที่โกหกหลอกลวง ต้มตุ๋นผู้คนให้ลุ่มหลงมัวเมา งมงาย
ไม่ได้
อันที่จริง ความรู้ที่ขวางต่อทางพระนิพพาน ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ แต่ที่ท่านผู้รู้ท่านนี้
ท่านยกตัวอย่างมาเพียงแค่นี้ เพราะท่านมี อคติ กับวิชาดังกล่าวข้างต้น เพราะถ้าจะกล่าวไปแล้ว
วิชาการแพทย์ วิชาการรบทัพจับศึก ยุทธศาสตร์ หรือพิชัยสงคราม
วิชาการเพาะปลูก (เกษตรศาสตร์)วิชากฎหมาย (นิติศาสตร์)วิชาการปกครอง
(รัฐศาสตร์) ฯลฯ สรุปง่าย ๆ ก็คือ วิชาการทางโลกทั้งหลายแหล่
ล้วนแต่เป็น เดรัจฉานวิชา ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะความรู้ดังกล่าว
ขวางทางนิพพาน ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียน หากลุ่มหลงมัวเมา
ยึดติด ก็ไม่อาจสำเร็จมรรคผลนิพพานได้โดยง่ายต้องปล่อยวาง ละทิ้งเสียก่อน
คนที่เขาเป็นบัณฑิต มีปัญญา และมีใจเที่ยงธรรม เขาแยกแยะออกครับ ว่าอะไร เป็น
มนุสสวิชา หรือ อะไรเป็น เดรัจฉานวิชา เขาไม่มั่วนิ่ม มีอคติ
มิจฉาทิฐิ กันหรอกครับ
วิชาการทั้งหลาย ที่มนุษย์จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียน
นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อความอยู่รอด ก่อให้เกิดประโยชน์ตน
และประโยชน์ท่าน โดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน
ไม่ทำให้สังคมปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่ก่อให้เกิดสงคราม ฯลฯ วิชาการเหล่านี้
เขาเรียกว่า มนุสสวิชา
ส่วนวิชาการใด ๆ ที่คน(ปะปนกันไม่ว่า
คนดี คนเลว เรียกรวมกันระคนกันว่า คน) ศึกษาเล่าเรียนแล้ว ก่อให้เกิดโทษต่อตนเอง
และผู้อื่น ทำให้สังคมปั่นป่วนวุ่นวาย ก่อให้เกิดสงคราม
รบราฆ่าฟันกัน ฯลฯ วิชาการเหล่านี้ต่างหากที่ควรจะเรียกว่า เดรัจฉานวิชา ที่มนุษย์ หรือผู้ที่มีจิตใจสูงเขาไม่เรียนกัน จะเรียนกันก็แต่เฉพาะพวกมนุสสติรัจฉาโน หรือ ตัวเป็นคนแต่ใจเป็นเดรัจฉานเท่านั้น
ที่พระพุทธองค์ทรงห้ามพระภิกษุ (แปลว่า ผู้ห่างไกลจากกิเลส) เล่าเรียนและสอนเดรัจฉานวิชา
นั้นเป็นเรื่องจริง หากใครเรียน หรือ สอน ต้องอาบัติทุกกฎ
อันเป็นอาบัติเล็กน้อย เป็นอาบัติที่เบา ไม่มีในพระปาฏิโมกข์
ซึ่งสามารถปลงอาบัติได้ง่ายมาก ศีลของพระเหนียวจะตาย ไม่ขาดจากความเป็นพระง่าย
ๆ หรอก
เพราะอะไรหรือ เพราะพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ที่บวชเรียนเข้ามาในสำนักของพระพุทธองค์นั้น
ล้วนต้องการมุ่งสู่ทางพระนิพพานด้วยกันทั้งสิ้น ต่างกับยุคสมัยปัจจุบัน
ที่บางรูป อาศัยผ้าเหลืองห่อหุ้มกาย แล้วศึกษาวิชาทางโลกจนจบปริญญาเอก
โดยอาศัยวิชาทางพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน เทศนาหากิน เลี้ยงกระเพาะไปวันๆ
เรื่องนิพพานไม่ต้องพูดถึงยังห่างไกล ไปได้แค่ นิพพาลเท่านั้น พระพุทธองค์เองก็ทรงศึกษาวิชาทางโลกไม่ว่าจะเป็นไสยศาสตร์ (พระเวท)
โหราศาสตร์ พิชัยสงครามศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ฯลฯหรือ ที่เรียกว่าศิลปศาสตร์ ๑๘ สาขา มาจากครูวิศวามิตรที่เป็นพราหมณ์ จนเชี่ยวชาญและพระพุทธองค์ก็ทรงทราบดีหลังจากตรัสรู้ธรรมว่า
วิชาดังกล่าว ไม่ได้ช่วยให้ไปสู่ทางพระนิพพาน จึงทรงห้าม
เพื่อไม่ให้ภิกขุเสียเวลาเรียน แต่ก็ไม่ได้ห้ามถึงกับเป็นความผิดร้ายแรง
คือ ปราชิก ขาดความเป็นสงฆ์ หรือ สังฆาทิเสส ที่ต้องอยู่ปริวาสกรรม
ดังนั้นการที่คุณจรรยา วิเคราะห์ข้อความในพระไตรปิฎก แล้วเอามาสอนคนอื่นนั้น
คุณต้องพิจารณาดูก่อนว่า ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม หรือ
บัญญัติศีล นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร พระพุทธองค์ทรงแสดงกับใคร
บัญญัติศีลไว้กับใคร (พระ หรือ ฆราวาส) และมีเหตุผลอย่างไรในการบัญญัติศีลนั้น
ๆ
อีกอย่างหนึ่งคุณเองก็ทราบดีว่า บรรดาสิกขาบททั้งหลายของพระพุทธองค์นั้น ท่านทรงตรัสเอาไว้ก่อนปรินิพพาน
ว่าหากสิกขาบทใดที่ไม่ทันยุค ทันสมัย ขัดขวางต่อการดำรงชีพ หรือ
ต้านกระแสสังคม และเป็นอาบัติเพียงเล็กน้อย พระภิกษุสงฆ์ จะเพิกถอนสิกขาบทนั้นๆบ้างก็ได้
คุณจรรยา คุณเองก็จบปริญญาโทและเอก เป็นถึง ด็อกเตอร์ ในสาขารัฐศาสตร์หรือการปกครอง
อันเป็นวิชาทางโลก คุณยอมรับไหมว่า ?วิชาที่คุณเรียน และ จบมานี้ เป็น เดรัจฉานวิชา เป็นวิชาที่ขวางทางนิพพาน หรือ วิชารัฐศาสตร์
จะช่วยทำให้คุณบรรลุมรรคผลนิพพานได้ คุณบอกว่า พระที่เป็นหมอดู
เสกเป่าเครื่องรางของขลัง เป็นอลัชชี เพราะต้องอาบัติเรียนเดรัจฉานวิชา แล้วมันแตกต่างกับตัวคุณตรงไหน
คุณจะดูถูก ดูแคลน วิชาไสยศาสตร์ (การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง) โหราศาสตร์
(หมอดู) เพราะคุณไม่ศรัทธา ไม่เชื่อถือ ไม่มีใครเขาว่าหรือตำหนิคุณ
แต่คุณไม่ควรไปตำหนิหรือดูถูก ดูแคลน ผู้ที่เขาศึกษาเล่าเรียน
คุณบอกว่าพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าพิธี และ เสกจตุคาม
ถ้าเอาพระวินัยข้อที่ว่าประกอบเดรัจฉานวิชา ล้วนเป็นอลัชชีทั้งหมด ผมว่าคุณกล่าวหาท่านเหล่านั้นแรงไป
เรื่องของไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ มีมาทุกยุคสมัย พระมหาวีรกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช,สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช,
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ฯลฯ แม่ทัพนายกองทั้งหลาย
ในยามที่ออกศึกสงครามปกป้องผืนแผ่นดินไทย รักษาเอกราชของชาติไทย
เพื่อให้ลูกหลานไทย และ คุณจรรยาได้มีแผ่นดินไทยซุกหัวนอน ได้ศึกษาเล่าเรียน
มีชื่อเสียง มีลูกศิษย์มากมาย มาจนทุกวันนี้ ล้วนใช้วิชาทั้งสองนี้เข้าช่วย
นอกเหนือจากวิชาการรบ หรือการต่อสู้ป้องกันตัว
สมเด็จพระวันรัต วัดป่าแก้วพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวร, สมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต) พรหมรังสี, สมเด็จพระสังฆราช (แพ)วัดสุทัศน์,สมเด็จพระสังฆราช
(อยู่) ญาโณทัย (พระองค์ท่านเชี่ยวชาญโหราศาสตร์ เป็นองค์อุปัชฌาย์ในหลวง
ร.๙) , สมเด็จพระญาณสังวร พระสังฆราชองค์ปัจจุบัน หรือแม้แต่
เจ้าคุณเฒ่า (พระธรรมจารีมุนีวงศาจารย์) วัดขันเงิน อ.หลังสวน
จ.ชุมพร วัดที่คุณได้ศึกษาเล่าเรียนบวชเณรและบวชพระ (ไม่แน่ใจว่าคุณได้ทันท่านหรือเปล่า)
และยังมีพระสุปฏิปันโนอีกมากมายฯลฯทุกพระองค์ ทุกท่านที่ได้กล่าวพระนาม
หรือนามมานี้ ล้วนแต่เคยปลุกเสก พระเครื่องรางของขลังด้วยกันทั้งสิ้น
คุณกล้าที่จะปรับอาบัติท่านเหล่านั้น และให้ท่านเป็น อลัชชี เหมือนกับที่คุณบอกว่า พระที่เป็นเจ้าพิธีปลุกเสกจตุคาม
เป็นอลัชชีทั้งหมด หรือเปล่า
การปลุกเสกจตุคามฯหรือพระเครื่องรางของขลังต่าง
ๆ นั้น มีมานานมากกว่าพันปี ยิ่งการปลุกเสกพระพุทธรูปด้วยแล้ว
มีมาตั้งแต่สมัยคันธาราฐ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พระเครื่องกรุต่าง
ๆ ในประเทศไทย แทบทุกภูมิภาค มีมากกว่าหนึ่งพันกรุ คุณจรรยารู้ไหม
ว่าเขาสร้างและปลุเสกเอาไว้ทำไม ยิ่งสมัยก่อนพระเครื่องรางของขลัง
ไม่มีราคาค่างวด เขาคงไม่สร้างและปลุกเสกเอาไว้ขายเป็นแน่
ถ้าไม่รู้จะบอกให้ เขาสร้างและปลุกเสกขึ้นมา เพื่อสืบทอด และ ต่ออายุพระศาสนา
ไม่ให้ดับสลาย หรือ สูญหายไปจากประเทศไทย เหมือนกับที่เคยสูญหาย
หรือดับสลายหมดไปจากอินเดีย ในราวปี พ.ศ. ๑๗๐๐ (คนอินเดียบางส่วน
เริ่มกลับมานับถือพุทธศาสนา เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง)
ถ้าบรรพชนเหล่านั้น มิได้สรรสร้างสิ่งเหล่านี้ไว้ ป่านนี้ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
อาจจะมีโบสถ์เป็นป่า มีพระพุทธเจ้าเพียงชื่อ พระธรรมคำสอนยิ่งผิดเพี้ยนเข้าไปใหญ่
เพราะไม่มีการจารึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในแผ่นใบลาน บรรจุกรุเอาไว้กับพระพุทธรูป
และ พระเครื่อง นี่ขนาดพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านทรงสร้างสังเวชนียสถานไว้
๔ แห่งนะครับ ไม่งั้น คนที่เขาไม่นับถือพุทธ เขาไม่เชื่อหรอกครับว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกนี้จริงๆ
ในประเทศอินเดียและเนปาล เพราะกว่าจะขุดสำรวจพบเจอ รัฐบาลอินเดียต้องใช้เวลานานหลายปีทีเดียว
เนื่องจากซากสถูปเจดีย์ ได้ปรักหักพังจมพื้นดินลึกมากยากที่จะสังเกตหรือพบเห็นได้โดยง่าย
การปลุกเสกจตุคาม และพระเครื่องรางของขลัง
การสร้างพระพุทธรูป ของทางวัดต่าง ๆ แทบทุกวัดทั่วประเทศไทยในยุคสมัยปัจจุบัน
หรือหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา คุณมองว่า เป็นสิ่งนอกพระพุทธศาสนา
เป็นสิ่งมอมเมาประชาชน เป็นพุทธพาณิชย์ ผู้ปลุกเสกใช้เดรัจฉานวิชา
ต้องอาบัติตามพระธรรมวินัย เป็นผู้หน้าด้าน ไร้ยางอาย ฯลฯ คุณเป็นพระผู้ใหญ่ระดับนี้
จะพูดจา หรือ ทำอะไร ควรระมัดปาก ระวังคำไว้บ้าง คนที่เขามีปัญญา
เขาไม่พากันหลงเชื่อคำพูดของคุณยังมีอีกมาก มากกว่าสาวกของคุณหลายล้านเท่าตัวก็แล้วกัน
ผลพวงของการสร้างและปลุกเสกจตุคามฯ ในรอบปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว คุณรู้ไหมว่า
ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับสังคม และประเทศชาติไว้บ้าง
และเป็นจำนวนเท่าไร จริงอยู่ แม้จะมีคนร่ำรวยจากการค้าขายจตุคามฯ
เช่น พวกศูนย์พระเครื่อง นายทุนจัดสร้าง แต่คุณต้องคำนึงถึงผลดีที่สังคมจำนวนมากมายมหาศาลที่สังคมและประเทศชาติได้รับด้วยว่ามันมากมายกว่ากันหลายเท่าตัว
วัดพุทธิชิโนฮิลส์ เป็นวัดหนึ่ง
ที่ได้รับผลพวงจากการสร้าง และปลุกเสกจตุคาม ฯ ทางวัดไม่ได้สร้างเอง
ไม่ได้ลงทุนเลยสักเหรียญเดียว คุณก็ทราบดีนี่นา วัดจะเอาเงินที่ไหนไปลงทุน
คุณรู้ไหมว่า ถ้าทางวัดจำหน่ายหมด จะมีเงินเข้าวัดเพื่อใช้ในกิจการของวัด
และพระพุทธศาสนามากถึง ๔ แสนเหรียญ แน่นอน ยังไม่เพียงพอที่จะชำระค่าที่ดินทั้งหมด
แต่อย่างน้อย รายได้จากการเช่าบูชาจตุคามในแต่ละเดือน สามารถช่วยแบ่งเบาภาระในการผ่อนส่งค่าที่ดินของทางวัด
ไม่ให้วัดต้องถูกยึดขายทอดตลาด พ้นวิกฤติทางการเงินมาได้จนทุกวันนี้
ผมตั้งข้อสังเกต ในเรื่องของการเข้าฟังพระปาฏิโมกข์ที่วัดไทย ทุกกึ่งเดือน ของคุณ
และพระที่วัดพุทธปัญญาเอาไว้ คุณก็อ้างว่า เคยไป ครั้งสุดท้ายที่ไป
คือ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๐ ไม่ได้ไปฟังพระปาฏิโมกข์ แต่ไปปวารณาออกพรรษา
เอ๊ะ นี่เราพูดเรื่องเดียวกันหรือเปล่า ? คุณพอจะบอกผมและสาธารณชนได้ไหม
เมื่อพรรษาที่ผ่านมา มีการจัดฟังพระปาฏิโมกข์ถึง ๖ ครั้ง
มีครั้งใดบ้าง ที่คุณและพระในวัดเข้าไปฟัง คุณอ้างว่า ติดธุระไปไม่ได้
ไปไม่ทันเพราะต้องนั่งรถประจำทาง ฯลฯ พิโธ่ พิถัง เหตุผลของคุณ
น่ารับฟังเหลือเกิน
คุณเป็นคนขวางโลก ผ่านธรรม ภาพลักษณ์ของวัดคุณก็เช่นกัน ขวางโลก ผ่านธรรม ถึง
๙ ข้อ เอาไว้ผมจะวิสัชนาเป็นข้อ ๆ ให้ในภายหลัง รถยนต์เขามีให้นั่ง
มีให้ขับ ญาติโยม ลูกศิษย์คุณก็เยอะแยะ ไม่มีใครมีจิตศรัทธาที่จะอำนวยความสะดวกในการเดินทางของคุณ
ในภาวะที่จำเป็นเลยหรือ หรือคุณเห็นว่า การฟังพระปาฏิโมกข์ ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
หรือจำเป็นน้อยกว่า การรับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมทางทีวี หรือสวนสาธารณะต่าง
ๆ
ภาพลักษณ์ของวัดพุทธปัญญา คือ พระไม่ขับรถ ในขณะที่พระวัดอื่นๆ เขาขับกัน อย่าบอกนะครับว่าพระขับรถยนต์ผิดวินัยสงฆ์
หรือเป็นกิริยาอาการที่ไม่ควรกระทำ ไม่งั้น พระที่พายเรือบิณฑบาต,พระถังซัมจั๋งที่ขี่ม้าไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียมายังประเทศจีนฯลฯ
ก็เป็นการกระทำที่ผิดวินัยหรือไม่ควรที่พระสงฆ์จะกระทำน่ะซี
คุณจรรยา คุณเห็นคำเตือน
ของผม เป็น คำขู่ ผมเป็นคนพูดจริง
ทำจริง ไม่เคยขู่ใคร คุณมีปัญญาคิดอะไรต่อมิอะไรได้แค่นี้เองหรือ
คุณเองต่างหาก ที่เขียนไป พิมพ์ไป ด้วยใจเร่าร้อน เพราะมีโทสะจริตเข้าครอบงำซึ่งคุณก็รู้อยู่แก่ใจ
ผมไม่แน่ใจว่า ข้อเขียนตอนนี้ของผม จะได้ตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่คุณ มัดมือชกบีบคั้นด้วยอิทธิพล ไม่ให้บรรณาธิการรับข้อเขียนของผมหรือเปล่า
แต่ผมเชื่อว่าคงมีหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ ที่เขาพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับผม
เมื่อเห็นผมถูกรังแกโดยไร้ทางต่อสู้ แม้ถึงที่สุด บทความตอนนี้ไม่มีใครกล้ารับพิมพ์
ผมก็จะจัดพิมพ์เป็นใบปลิว แจกให้ทั่วและลงในเว็บไซด์พระพุทธศาสนาทั่วโลก
ไม่เชื่อ หรือ คิดว่า ขู่ คอยดูกันไป
|