----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãËè--------------------------------------------
ความสำเร็จของดอยตุงแบบอย่าง
การพัฒนาเศรษฐกิจแบบยิ่งยืน
เมื่อโครงพัฒนาดอยตุงจากพระราชดำริของสมเด็จย่าประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ
โครงการนี้ก็มีการ”ส่งออก”ไปยังต่างประเทศ
โดยเฉพาะประเทศที่ยากไร้และเคยประสบปัญหายาเสพติดเหมือนเช่นประเทศไทย
ดังนั้นโครงการดอยตุง
2 จึงเกิดขึ้นที่ประเทศพม่า
โครงการดอยตุง
3 ในจังหวัดอาเจห์
ประเทศอินโดนีเซียและดอยตุง
4 ในประเทศอัฟกานิสถาน
เพื่อให้ดำเนินรอยตามดอยตุงไทยนั่นคือการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน
(Sustainable
Alternative Livelihood Development หรือ
SALD)
ในปี
2546 ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อัฟกานิสถานเกี่ยวกับการปลูกพืชทดแทนยาเสพติด
(Crop
Substitute Program) ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการร่วมกับ
ม.ร.ว. ดิศนัดดา
ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
กระทรวงฯได้เชิญ
ม.ร.ว. ดิศนัดดาไปบรรยายเรื่องการปลูกพืชทดแทนยาเสพติดแก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของอัฟกานิสถานที่กรุงคาบูลมาแล้ว
1
ครั้ง
ต่อมากระทรวงการต่างประเทศร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเชิญคณะของอัฟกานิสถานมาดูงานการปลูกพืชทดแทนยาเสพติดที่ประเทศไทย
โดยอัฟกานิสถานส่งคณะผู้แทนระดับสูง
(high
level) คือนาย Mohamad Alim Razam
รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเบาและผลิตภัณฑ์อาหาร
(Minister of Light Industry and Foodstuff) พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก
4 คน และบุคคลสำคัญอื่นๆ
ร่วมเดินทางมาอีกจำนวนมาก
คณะฯไปศึกษาดูงานที่โครงการพัฒนาดอยตุง
ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ต้อนรับและดูแลเป็นอย่างดียิ่ง
ทราบว่าคณะฯดูงานที่ศูนย์ทดลองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้
ศูนย์อนามัยและหมู่บ้านในโครงการพัฒนาดอยตุง
โดยเฉพาะให้ความสนใจโรงงานทอผ้า(ทอมือ)อย่างมากเพราะดำเนินการอย่างครบวงจร
ตั้งแต่การทอผ้า
การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆจนถึงการตลาด
โดยฝ่ายอัฟกานิสถานศึกษาว่าเมื่อมีการลด
เลิกอาชีพปลูกฝิ่นแล้ว
บุคคลดังกล่าวสามารถทำอาชีพอะไรได้บ้าง
ชาวอัฟกานิสถานมาฝึกฝนเรียนรู้ที่ดอยตุง
45 วันด้วยการทำความเข้าใจ
ด้านปศุสัตว์
การทำพรมและผลไม้
ส่งเสริมการเลี้ยงแกะ เพราะแกะอัฟกานิสถานเป็นแกะที่ดีที่สุดและขนแกะนำไปทำเป็นเครื่องนุ่งห่มมีราคาแพง
ปัจจุบันยังไม่พอกับความต้องการของตลาด
มูลนิธิฯจึงเสนอให้ทำเป็นธนาคารแกะ
และทำการพัฒนาด้านอื่นๆที่เขาต้องการในลำดับต่อไป
ส่วนโครงการพัฒนาดอยตุง
2
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงข้ามไปทำที่ฝั่งพม่า
ระหว่างปี
2545-2547 ระยะแรกต้องรับฟัง ต้องเรียนรู้
ต้องเข้าใจว่าชาวบ้านพม่าต้องการอะไร
ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเข้าช่วยเหลือปัญหาระดับชาวบ้านพื้นฐานสามารถทำรายได้ให้กับชาวพม่า
“ต้องมองว่าการเข้าไปช่วยเหลือพม่าเป็นผลดีกับไทยด้วยเพราะควรที่จะหันหน้าเข้าหากันช่วยเหลือกัน
ถ้าเศรษฐกิจเจริญก็เจริญด้วยกัน
เอาแพทย์อาสาไปช่วย ก็เป็นการป้องกันไม่ให้มีโรคแพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย
“ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว
นอกจากนี้การนำพวก”ชาวว้า”มาฝึกฝน
มาเรียนรู้กับไทยเพื่อให้เขานำไปใช้ได้
โดยจะแนะนำให้ทำทุกอย่างให้เป็นธนาคาร
เช่น ธนาคารหมู
ธนาคารข้าวโพด
ธนาคารถั่วเหลือง
เป็นต้น ระยะกลาง
ให้ขุดคูคลองส่งน้ำ
โดยการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียนรู้จากพวกเขาและนำมาใช้
นอกจากนั้นการแก้ไขความไม่รู้โดยให้การศึกษาสร้าง
โรงเรียน โรงพยาบาล
และอื่นๆ มูลนิธิทำให้พม่าเพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะต่อๆไป
“หลักการการพัฒนาแบบดอยตุงคือการแก้ไขความเจ็บความป่วย
การแก้ไขความยากความจน
และแก้ไขความไม่รู้
โดยมี 3 ขั้นตอนคือ
ระยะสั้น ระยะกลาง
และระยะยาว
เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและอย่างเพียงพอและยั่งยืน”ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว
ด้วยการที่ฝังตัวกับโครงการมาตั้งแต่ปี
2531 จนถึงปัจจุบัน
ทำให้ม.ร.ว.ดิศนัดดา
ดิศกุล บัณฑิตด้านบริหารธุรกิจจาก
Indiana
University (Bloomington) สหรัฐอเมริกาได้รับการยกย่องจากมูลนิธิชวาบ
(The Schwab Foundation) ให้เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการทางสังคมดีเด่นในภูมิภาคเอเซียตะวันออก
ประจำปี พ.ศ.2552 (Social Entrepreneur of the Year, East Asia 2009)
และได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายแนวคิดใหม่ของบทบาทของภาคธุรกิจในการดูแลสังคม
ในเวที “ซัมเมอร์
ดาวอส”ปี
2009
นับได้ว่าประเทศไทยได้รับการยอมรับในด้านการพัฒนาชนบทอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับมูลนิธิชวาบก่อตั้งขึ้นในปี
ค.ศ. 1998 โดยคลอส ชวาบ
(Professor Klaus Schwab) และ
ฮิลเด ชวาบ
(Mrs. Hilde Schwab)มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการประกอบการเพื่อสังคม
ที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับชุมชนในระดับรากหญ้า
ทั้งนี้ คลอส
ชวาบยังเป็นผู้ก่อตั้งการประชุมเศรษฐกิจโลก
(World Economic Forum) อีกด้วย
มูลนิธิชวาบพิจารณาผู้ประกอบการทางสังคมดีเด่นโดยพิจารณาจากเกณฑ์
4 ประการ ได้แก่
ความคิดริเริ่ม
ความยั่งยืน
ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับในทางตรง
และความสามารถในการขยายและนำไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการมูลนิธิประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายวงการนานาประเทศ ในแต่ละปีจะมีการคัดเลือก
18 คนเข้ารับรางวัล
คนไทยคนแรกที่รับรางวัลนี้คือคุณมีชัย
วีระไวทยะ
ได้รับรางวัลนี้เมื่อปี
พ.ศ. 2550
เมื่อรับฟังการบรรยายพร้อมกับการตอบคำถามต่างๆเสร็จเราเข้าไปดูห้องนิทรรศการ จัดแสดงด้วยเทคนิคทันสมัยน่าตื่นใจและดีมากๆนับแต่เสด็จสู่สวรรคาลัย
ก่อนที่จะย้อนกลับไปยังช่วงต้นของพระชนม์ชีพ
แรกพบสมเด็จพระบรมราชชนก
พระราชพิธีอภิเษกสมรส
ทรงร่วมใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ
เยอรมนีและสหรัฐอเมริกา
ทรงอภิบาลพระประมุขของชาวไทย
2 พระองค์พร้อม
เสด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
ทรงงานด้านการศึกษา
สาธารณสุข
สาธารณกุศล
และทรงได้รับยกย่องจากยูเนสโกเป็น
บุคคลดีเด่นแห่งศตวรรษที่
20
นิทรรศการนี้แสดงออกให้เห็นว่าพระองค์เป็นครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งโดยมีอยู่กัน
5 คน เท่านั้น
เมื่อออกมายืนด้านนอกคณะได้พบกับม.ร.ว.ดิศนัดดาพอดี
ท่านพูดคุยสนุกเมื่อมาถึงพบกับกงสุลใหญ่ดำรง
ใคร่ครวญ ท่านก็สัพยอกว่านี่สมเด็จปู่
(กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)มาเอง หมายถึงกงสุลใหญ่เป็นนักประวัติศาสตร์ตัวยงคนหนึ่งเพราะท่านเรียนจบภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์
มธ.
“ไม่มาพักด้วยกันที่นี่”ท่านบอกอีก
”ต่อไปจะให้ทำอะไรสั่งมาเลยนะจะทำให้
แต่ถ้าขอมาไม่ทำ” ท่านหมายถึงที่พักบนดอยตุงก็มีล้อดจ์ให้พักได้แบบสบายๆ
คณะของเรากล่าวคำอำลาพร้อมกับเดินทางมุ่งหน้าสู่”ดอยฝิ่น”สถานที่อันน่าตื่นตาตื่นใจอีกแห่ง
หากใครยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมแล้วควรหาโอกาสไปทั้งดอยตุง-ดอยฝิ่น-สามเหลี่ยมทองคำ
เพราะให้องค์ความรู้ได้อย่างควรถ้วนสมบูรณ์-โปรดติดตาม
|