----------------------------------------------€ΕΤ‘·ΥθΓΩ»ΰΎΧΝ΄ΩΓΩ»γΛθ--------------------------------------------
โครงการพัฒนาดอยตุงกับสมเด็จย่า
บ่ายของวันที่
14 มกราคม 2553 คณะของพวกเขาได้รับเชิญเข้าสู่หอแห่งแรงบันดาลใจ
( Hall of Inspiration) จากห้องอาหารครัวตำหนักเดินลงไปประมาณ
150 เมตรเห็นจะได้ ด้านหน้าของหอแห่งนี้มีมะเขือการ์ตูน
(Cartoon Eggplant)ปลูกอยู่
ลูกสีเหลืองสวยงามดูประหลาด
เมล็ดพันธุ์มีจำหน่ายด้วยราคา
20 บาท
ผมบอกให้แชนซี่
มาร์เทอร์เรล
เข้าไปยืนจับมะเขือจะได้ถ่ายรูปให้
หลังจากถ่ายเสร็จผมบอกเธอว่าทำไมจึงบอกให้เข้าไปยืนถ่ายรู้ไหม
? เธอบอกไม่รู้
ผมก็เลยแจ้งให้ทราบว่าหน้าเธอเหมือนการ์ตูน ทุกคนหัวเราะ
เทเรซ่าบอกว่าผมเล่นแรงไป
เดี๋ยวพี่แชนซี่โกรธเอาแต่แชนชี่ก็เก็บเรื่องไว้เพื่อรอวันเอาคืนในโอกาสหน้าและก็เป็นเช่นนั้นจริงเมื่อผมตกหลุมบางเรื่อง
เลยเจอเธอเข้าเต็มๆเหมือนกัน
เมื่อเข้าไปในห้องโถงเพื่อใช้ในการบรรยาย
ได้มีหนุ่มฝ่ายบริหารที่เคยบรรยายให้เรารับฟังแล้วบริเวณโรงทอผ้าด้วยมือ
มาบรรยายให้เรารับทราบ
เป็นภาษอังกฤษเพราะเขามาเรียนอยู่นิวยอร์กตั้งแต่เด็กและอยู่ที่นั่นถึง
12 ปีจนจบปริญญาตรีก็กลับไปเมืองไทยและได้รับการชักชวนเข้าร่วมโครงการ
โครงการนี้แชนซี่ให้ความสนใจมากเพราะเป็นการฟื้นฟูชีวิตผู้คน,ฟื้นฟูป่าไม้ธรรมชาติ,การสร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในท้องที่
เป็นการพลิกฟื้นจากการปลูกฝิ่นให้ผู้คนหันมามีอาชีพแบบยั่งยืน
ผมคิดว่าแชนซี่อาจจะเดินทางกลับไปอีกครั้งเพื่อดูงานอย่างละเอียด
และยังทราบว่าจะมีการติดต่อนำผลผลิตของดอยตุงมาจำหน่ายในตลาดเกษตรที่กำลังจัดตั้งขึ้นในไทยทาวน์
ออลลีวู้ดอีกด้วย
ถึงตรงนี้ผมก็อยากเล่าโดยสรุปเกี่ยวกับดอยตุงเพื่อว่าท่านจะได้เข้าใจมากขึ้น
ดอยตุง
ตั้งอยู่ต.แม่ฟ้าหลวง
อ.แม่ฟ้าหลวง
อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย
60 กิโลเมตร
ตามทางหลวงหมายเลข
110 ไป 45 กิโลเมตร
แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข
1149 ไปประมาณ
15 กิโลเมตร
ในบริเวณนี้มีพระตำหนักดอยตุงตั้งอยู่ มูลเหตุแห่งการสร้างพระตำหนักดอยตุงนั้น ทรงมีพระราชกระแสว่าหลังพระชนมายุ
90 พรรษาจะไม่เสด็จไปประทับที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์
สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์
จึงได้เลือกดอยตุงเป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน
เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินยังบริเวณหน่วยพัฒนาต้นน้ำที่
31 ตำบลเทิดไทย กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ
ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ราชเลขาธิการในพระองค์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2530 ณ ที่นั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นบริเวณที่สมควรจะสร้างพระตำหนักบนดอยตุง
เนื่องจากที่มีภูมิทัศน์และสภาพอากาศคล้ายบริเวณพระตำหนักที่เมืองปุยยี่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ขณะประทับ
ณ บริเวณดังกล่าวพระองค์ทอดพระเนตรเห็นท้องทุ่งในเขต
อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย
และอำเภอเชียงแสน
เป็นที่ราบเปรียบเสมือนทะเลสาบเจนีวาและทิวเขาที่สวยงามเปรียบประดุจเทือกเขาแอลป์
ทรงพอพระทัยมากจึงมีรับสั่งว่าสร้างบ้านให้ฉันที่นี่ ฉันจะปลูกป่าที่ดอยตุง
ดังนั้นพระตำหนักดอยตุงจึงเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่
26 ธันวาคม พ.ศ.
2530 ถือเป็นบ้านหลังแรกของสมเด็จย่า
สร้างขึ้นโดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
ที่เน้นความเรียบง่ายและการใช้ประโยชน์
มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบล้านนากับบ้านพื้นเมืองของสวิส
สร้างบนไหล่เนิน
มองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลสุดสายตา
พร้อมกันนี้
ยังมีพระราชกระแสรับสั่งว่าจะปลูกป่าบนดอยสูง จึงกำเนิดเป็นโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในปี
2531
โดยพัฒนาเป็นมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ทำงานด้านพัฒนาเพื่อสาธารณกุศลเป็นหลัก
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชนกลุ่มน้อยและชาวไทยภูเขาบนดอยตุงให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
มีศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต
คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้
อีกทั้งทำงานด้านการอนุรักษ์สืบสานศิลปะ
วัฒนธรรม ประเพณีของชาวไทยภูเขาและชาวไทยภาคเหนือให้คงอยู่ตลอดไป
ภายหลังจากสมเด็จย่าสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์
และทรงโปรดฯ
ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารีเป็นองค์ประธาน
และดูแลการดำเนินงาน
ให้เป็นไปตามพระราชณิธานของสมเด็จย่าสืบต่อมาจนปัจจุบัน
อีกทั้งพระตำหนังดอยตุงยังถูกพัฒนาให้เป็นสถานที่ให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว
เกี่ยวกับองค์สมเด็จย่าอีกด้วย
วันนั้นคุณชายดิศนัดดา
ดิศกุล ซึ่งมีหลายตำแหน่งประกอบด้วยเลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง,ประธานคณะกรรมการสนองพระราชดำริในเขตพื้นที่ทรงงาน
โครงการพัฒนาดอยตุงและผู้อำนวยการ
สำนักงานประสานงานโครงการพัฒนาดอยตุง
อันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี
2531 โดยวันนั้นท่านต้องตามเสด็จฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯจึงมอบหมายให้ทีมงานคนหนุ่มสาวมาบรรยายแทน
กลจักรสำคัญหรือที่ท่านเรียกว่าเดี่ยวมือสองคือลูกชายของท่านเอง
ม.ล.ดิศปนัดดา
ดิศกุล จะเข้ามารับหน้าที่แทนต่อจากตัวท่าน
และก็คงไม่ผิดหวังเพราะคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันได้รับการศึกษาดีจากทั้งไทยและต่างประเทศ
รู้งานด้านการตลาดรวมทั้งลงมือทำการตลาดด้วยตัวเอง
เดินทางไปยังประเทศต่างๆเพื่อเสนอแบรนด์
กล่าวได้ว่าโครงการพัฒนาดอยตุง
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง
ถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์ไทยต้นแบบ
เศรษฐกิจพอเพียงของโลกหรือศูนย์รวมพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
ที่มียุทธศาสตร์การจัดการเศรษฐกิจยั่งยืนอย่างสมบูรณ์
ทั้งป่าไม้
มนุษย์ (แรงงานชาวเขา)
เกษตรแปรรูป
ชุมชน วิถีชีวิต
วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
แบบครบวงจร
โครงการเริ่มตั้งแต่ปี
2531 ปัจจุบันก็
32 ปีเข้าไปแล้ว
แนวคิดพัฒนาก็คือประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกร
เป็นสันหลังของชาติ
จึงวางยุทธศาสตร์เป้าหมายแก้ไขความยากจน เพื่อสร้างความยั่งยืนด้วยการปรับทัศนคติกับคนจนที่อยากทำกินอย่างสุจริต
แนวคิดของสมเด็จย่าทรงทำต้นแบบการพัฒนาด้วย
3 ศาสตร์ คือ 1.
แก้ไขปากท้องความอยู่รอดหรือความจน
2.ขจัดการเจ็บไข้
3.ให้ความรู้การศึกษาแก่ชุมชน
ลำดับแรกสังคมต้องมีการศึกษาก่อนจึงเปลี่ยนแปลงได้
เริ่มจากการหาคนมีเงินมาช่วยดูแลคนยากจน
จากนั้นวัดผลดูว่าเงินในกระเป๋าชาวบ้านมาจากการทำงานจริงไม่ใช่ใช้เงินแจกลงไปจะช่วยได้เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น
ที่สำคัญดอยตุงเปิดโอกาสให้ชาวบ้าน(ชาวเขาที่เลิกปลูกฝิ่นแล้ว)เข้ามาร่วมถือหุ้นและรับปันผลเช่นเป็นเจ้าของต้นกาแฟที่รับผิดชอบดูแล
ยิ่งชาวเขาสร้างผลผลิตต่อต้นใส่ปุ๋ยพรวนดินด้วยต้นทุนที่ถูก
มีเมล็ดกาแฟออกมามากเท่าไร ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งตามจริง
ส่วนโครงการดอยตุงมีหน้าที่สร้างโรงงานคั่วเมล็ดกาแฟ
และสร้างสรรค์แพ็กเกจบรรจุภัณฑ์รวมทั้งสร้างแบรนด์ให้แข่งขันในตลาดทั้งตลาดในประเทศไทยและโลกเพื่อให้เพิ่มมูลค่าได้สูงขึ้น
นอกจากนี้ยังมียังจัดการด้านการท่องเที่ยวควบคู่กันไปเพราะเป็นโครงการที่สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ปีละเป็นพันๆล้านบาทรูปแบบการเที่ยวอย่างมีความรู้เชื่อมโยงแบบครบวงจร
เดินเรื่องท่องเที่ยวผูกโยงกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ไล่เรียงถึงวิถีชีวิตของคนไทยในอาชีพหลักเกษตรกรรม
ที่มีกรรมวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มการค้าด้วยการแปรรูปสินค้าเกษตร
ส่วนพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในเขตดอยตุงมีรองรับถึง
9 จุด ได้แก่ พระตำหนักดอยตุง
หอพระราชประวัติ
สวนแม่ฟ้าหลวง
สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ
หมู่บ้านชาวเขา
พระธาตุดอยตุง
ไร่กาแฟและแม็กคาเดีย
ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ
และดอยตุงลอร์ด
ปัจจุบันดอยตุงได้เติบโตงดงามอย่างเป็นรูปธรรม จากแนวคิดเน้นการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน
เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอันเป็นต้นเหตุของการค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์อันนำมาซึ่งปัญหาสังคมอื่นๆโดยมีปรัชญาสำคัญ
คือ การสร้างคนที่ด้อยโอกาสให้เขาช่วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน
ในระยะที่ผ่านมา
ช่วยให้ชาวไทยภูเขามีอาชีพที่สร้างรายได้อย่างถาวรเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น
ทั้งยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกด้าน
ในปี 2545 สำนักงานควบคุมยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ
(United Nations Office or Drugs and Crime :UNODC) ได้อนุมัติให้สินค้าจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯใช้ตราสัญญลักษณ์รับรองว่า
มีส่วนช่วยเหลืออย่างโดดเด่นเพื่อให้สังคมพ้นจากปัญหายาเสพติด
จึงเป็นต้นแบบของความสำเร็จในการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สำเร็จที่สุดของโลก
มูลนิธิมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้มาหลายปี ปัจจุบันมีรายได้ไม่น้อยกว่า
500
ล้านบาทมาจากผลิตภัณฑ์หัตถกรรม
กาแฟ และท่องเที่ยวเป็นหลัก
ภายใต้การดำเนินงาน
1,745 คน ส่วนใหญ่ประมาณ
1600 คนอยู่ในจังหวัดเชียงราย
ครึ่งหนึ่งหรือ
800 คนเป็นคนในพื้นที่บนดอยหรือชาวไทยภูเขา
จุดประสงค์หลักของโครงการฯต้องการให้ชาวไทยภูเขาที่อาศัยบนดอยตุงสามารถปกครองตนเองและรับผิดชอบงานด้านบริหารของโครงการฯได้ภายในปี
2560 ก้าวต่อไป คือต้องทำให้
ตราสินค้า(Brand)
เป็นอันเดียวกันให้ได้
การปรับกลยุทธ์ด้านธุรกิจด้วยการจัดกลุ่มธุรกิจและการกำหนดหลักการและโครงสร้างของแบรนด์ดอยตุงโดยเจ้าหน้าที่ของโครงการและชาวไทยภูเขาบนดอยตุง
เป้าหมายเพื่อให้คนพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน
ด้านหนึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายที่สามารถการบริหารจัดการร่วมกันได้
ปัจจุบันได้สร้างตราสินค้า
DoiTung เป็น 5 สายธุรกิจประกอบด้วย
สายธุรกิจการเกษตร,สายธุรกิจอาหาร,สายธุรกิจแฟชั่นและเครื่องประดับ,สายธุรกิจของใช้ตกแต่งบ้าน
และสายธุรกิจท่องเที่ยว
ให้ชัดมากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักร้านกาแฟในชื่อ
ดอยตุง "DoiTung" ขณะนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น
Cafe'
DoiTung เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์อื่นที่จะขยายตามมา
อาทิ ชา เป็นต้น
สินค้าแฟชั่นเครื่องประดับและของใช้ตกแต่งบ้านใช้ชื่อ "DoiTung Lifestyle", ด้านท่องเที่ยว
"DoiTung Lodge"
สำหรับที่พักบนดอยตุงและแหล่งท่องเที่ยวเพื่อนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
อาทิ หอฝิ่น
อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ
และไร่แม่ฟ้าหลวง
การบรรยายยังไม่จบนะครับ
ฉบับหน้าแบบอย่างการพัฒนาแบบยิ่งยืนจะถูกขายไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่ปลูกฝิ่น-โปรดติดตาม
|