----------------------------------------------€ΕΤ‘·ΥθΓΩ»ΰΎΧΝ΄ΩΓΩ»γΛθ--------------------------------------------
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญล้างไพ่-ยุบทุกพรรค
ชวน หลีกภัย
มีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯ
ย้อนกลับไปวันที่
13 กรกฎาคม 2006 ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องของอัยการสูงสุด(อสส.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบ 5 พรรคการเมืองไว้พิจารณาวินิจฉัย โดย
1.พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า คำร้องระบุ น.ส.อิสรา หรือพรณารินทร์ ยวงประสิทธิ หัวหน้าพรรค และเป็นผู้แทนของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้ากระทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพรบ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 (2) และ(3)
2.พรรคพัฒนาชาติไทย คำร้องระบุว่า นายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรคพัฒนาชาติไทย และเป็นผู้แทนของพรรคพัฒนาชาติไทย กระทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพรบ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 (2) และ(3)
3. พรรคแผ่นดินไทย คำร้องระบุว่า นายบุญอิทธิพล หรือบุญบารมีภณ ชิณราช หัวหน้าพรรคแผ่นดินไทย เป็นผู้แทนของพรรคแผ่นดินไทย กระทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพรบ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 (2) และ(3)
4. พรรคไทยรักไทย คำร้องระบุว่า วันที่ 20 มีนาคม
2549 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้องเรียนต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ว่ามีการสมคบระหว่างผู้บริหารพรรคไทยรักไทย เจ้าหน้าที่พรรคการเมืองอื่น และเจ้าหน้าที่กกต.เปลี่ยนแปลงข้อมูลสมาชิกพรรค และว่าจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครส.ส.ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ตามมาตรา 74 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และ ได้ตั้งส.ว.
ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาและเห็นพ้องตามที่คณะอนุกรรมการฯเสนอความเห็นมา โดยน่าเชื่อว่า การกระทำของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของพรรค ซึ่งมีลักษณะเป็นการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ในวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศรีธรรมอันดี ตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 66 (1)และ (3)
5.พรรคประชาธิปัตย์ คำร้องระบุว่า นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล และพวก 6 คน ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายการเลือกตั้งโดยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรล้มล้างรัฐบาล เสนอขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งส.ส.
ชักจูงให้ประชาชนไปลงคะแนนในช่องที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน จ้างพรรคชีวิตที่ดีกว่า พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ให้ใส่ร้ายพรรคการเมืองอื่น และขัดขวางการลงสมัครรับเลือกตั้ง จ.สงขลา ซึ่งอสส.ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคตามมาตรา 67 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง เนื่องจากหัวหน้า รองหน้าหน้า เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย หรือศรีธรรมอันดีของสังคม ตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 66 ( 2)และ( 3)
ทั้งนี้สำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญจะได้ส่งสำเนาคำร้อง พร้อมกับเอกสารประกอบไปให้กับ 5 พรรคการเมืองเพื่อยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมาเป็นเอกสารภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง หลังจากนั้นองค์คณะตุลาการฯจึงจะอภิปรายว่าจะดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาคดีอย่างไร จะพิจารณาสำนวนคำร้องยุบพรรคทีละพรรคหรือพิจารณารวมกันทั้ง 5 พรรค ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคำชี้แจงของทั้ง 5 พรรคการเมืองด้วยว่าจะมีการขอสืบพยานที่จะต้องมีการออกนั่งบัลลังก์หรือไม่
ดังนั้นประมาณวันที่
29 หรือ 30 กรกฎาคมหรือกว่านั้นก็จะครบ
15 วันที่พรรคการเมืองจะต้องชี้แจงกลับมายังศาลรัฐธรรมนูญ
จากนั้นองค์คณะตุลาการฯจึงจะพิจารณาตามกระบวนการต่อไป
หรืออาจจะเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองขอสิทธิ์ยืดระยะเวลาการชี้แจงออกไปอีก
ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็จะรับมาพิจารณาเช่นกัน
การเมืองไทยหากมองหลายมุมก็มีสิ่งบอกเหตุว่า
ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบทั้งพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์เพื่อที่จะล้างไพ่ทางการเมือง
สิ่งน่าพิจารณามีดังนี้
1.พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร นัดกินหูฉลามกับนายบรรหาร
ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย โต๊บรรณาธิการมองว่าหากศาลสั่งยุบพรรคจริง
พ.ต.ท.ทักษิณยังหวังที่จะหนุนให้นายบรรหาร ศิลปอาชา
ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะคุยกันรู้เรื่องกว่ากับพรรคประชาธิปัตย์
2.เมื่อวันที่
22 กรกฎาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีสมาคมชาวเหนือ 2548 ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ส่งมอบตำแหน่งนายกสมาคมชาวเหนือให้กับ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นอกจากนี้ยังกล่าวในตอนหนึ่งเหมือนกับรู้เบาะแสว่า
ผมเป็นนายกสมาคมชาวเหนือ ไม่เคยทำงานเลย มีแต่คณะกรรมการคอยช่วย ยังอยู่ครบ 2 เทอม 8 ปี แต่เป็นนายกรัฐมนตรีทำงานตลอด แต่ก็อยู่ได้ไม่ครบ 2 เทอม เพราะมีคนเกเรมาบอกให้พอแล้ว ถ้ามีการยุบพรรคไทยรักไทย จะตั้งชื่อพรรคใหม่ ว่า สุขนิยม ก็อู้ไปเรื่อย ๆ
ให้สื่อมีอะไรไปเขียน ผมอาสาเข้ามาทำงาน ถ้าเลือกแล้วผิดไป ไม่ชอบใจ อยู่ปีเดียวแล้วมาไล่ลง มันผิดกติกา ส่วนใหญ่มีวาระซ่อนเร้น จึงอยากบอกให้ทุกคนเข้มแข็ง และในสมาคมชาวเหนือ คุณหญิงแสงเดือน ณ
นคร ถือว่าเป็น Predecessor (ผู้เข้ารับตำแหน่งก่อน) ส่วน พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ ถือว่าเป็น Successor (ผู้ที่จะประสบความสำเร็จคนต่อไป) ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ คุณชวน คือ Predecessor แต่ว่าใครจะเป็น Successor ยังไม่รู้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
น่าสนใจตรงที่ทำไมจะต้องแขวะมาถึงนายชวน
หลีกภัย เหมือนกับจะรู้ว่านายชวนคือบุคคลหนึ่งที่น่ากลัวในยุทธจักรการเมืองเพราะเขาคือ
Mr. Clean ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว
2 สมัย
3.หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองแล้ว คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง จะต้องถูกเว้นวรรคการเมือง
5 ปี ตามมาตรา
69 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.
2541 สำหรับคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
ประกอบด้วยหัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง รองเลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง โฆษกพรรคการเมือง และกรรมการบริหารอื่นซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิกซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(มาตรา 12)
สมมติว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่
15 ตุลาคม 2549 ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมาแล้วและประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่
24 สิงหาคม 2549
เป็นต้นไป บุคคลหรือพรรคการเมืองที่ไม่ถูกต้องห้ามหรือเว้นวรรคทางการเมืองหรือถูกยุบพรรคก็สามารถดำเนินการทางการเมืองต่อไปได้ เช่นนายชวน
หลีกภัย อาจประกาศจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์นิยมเป็นหัวหน้าพรรคได้และระดมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เดิมตลอดจน
ส.ส.ของพรรคที่ไม่ถูกเว้นวรรคมาจัดทีมใหม่ เพราะนายชวนเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
(ตำแหน่งเกียรติยศ)ไม่อยู่ในข่ายเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามกฎหมาย
มองจากจุดนี้จึงมาถึงบางอ้อว่าทำไมทักษิณจึงมีนัดกินหูฉลามกับเติ้ง
เสี่ยวหาร
และทำไมจะต้องแขวะไปถึงนายชวน
หลีกภัย ในการประชุมสมาคมชาวเหนือ
อย่างไรก็ตามต้อมาฟังนายจุมพล
ณ สงขลา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ให้ความเห็นถึงเรื่อง
การวินิจฉัยยุบ
5 พรรคการเมืองจะเสร็จก่อนการเลือกตั้งวันที่
15 ต.ค. หรือไม่ว่าตนไม่แน่ใจว่าจะเสร็จทัน
และคิดว่าไม่เกี่ยวกับ
ครม.หรือนักการเมือง
ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป
หากหลังเลือกตั้งได้ตัวนายกรัฐมนตรี
แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบ
5 พรรค คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคที่ถูกสั่งยุบก็ต้องถอดถอนจากตำแหน่ง
สมมติว่าคำสั่งยุบพรรคเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง
15 ตุลาคมไปแล้ว
ก็จะถือเป็นการเปิดทางให้จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่
เป็นวิธีการล้างไพ่ทางการเมืองอย่างหนึ่ง
อาจมีคำถามว่าล้างไพ่
ดีหรือไม่
? ตอบได้ว่าดีเพราะนักการเมืองหลายคนในหลายพรรคจะกลายเป็นวิญญานไร้ร่างการเมืองไป
5 ปี อีกทั้งยังมีคนไทยอีกมากมายที่จะเข้าไปทำงานการเมืองได้ อย่าไปคิดว่าประเทศไทยมีแต่คนอย่างทักษิณหรือพรรคไทยรักไทย
อย่าไปคิดว่ามีแต่อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
และพรรคประชาธิปัตย์ หากคิดตื้นๆแค่นี้ประเทศไทยก็คงจะวนเวียนกับการเมืองแบบเดิมๆไม่รู้จบ
สนธิ ลิ้มทองกุลและกลุ่มพันธมิตรฯก็จะยังคงออกมาตะโกน
ท้ากกก...ษิณ ออกไป ต่อไปอีก
(คอลัมน์จากโต๊ะบรรณาธิการ ฉบับที่ 286 วันที่ 27
กรกฎาคมถึง
2 สิงหาคม 2006 )
|