การบินไทยต้องการลดค่าใช้จ่ายจึงสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง
จากโต๊ะบรรณาธิการ
บริษัทการบินไทยจำกัด(มหาชน)ถือเป็นสายการบินแห่งชาติเพราะกระทรวงการคลังและหน่วยงานของรัฐบาลถือหุ้นอยู่ประมาณ
71 % ที่เหลือเป็นเอกชนทั้งพนักงาน,เอกชนในประเทศ,บริษัท
เอกชนต่างชาติ มีพนักงานเมื่อปี
2004 รวม 25,884 คน ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบินหลายประเภทเช่นครัวการบินไทย
การซ่อมบำรุง
ฯลฯ เฉพาะการบินได้เปิดจุดบินไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก
33 ประเทศรวม
55 จุดหมายปลายทาง ส่วนในประเทศไทยก็บิน
13 จุดทั้งภาคเหนือ
ภาคอีสานและภาคใต้(ไม่นับรวมกรุงเทพฯ) ข้อมูลคร่าวๆนี้มาจาก
www.thaiairways.com
เมื่อเร็วๆนี้รัฐบาลได้แต่งตั้งนายสมใจนึก
เองตระกูล
กรรมการอำนวยการบริษัท
อดีตปลัดกระทรวงการคลังเข้ามาทำหน้าที่
ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท โดยโอนอำนาจของนายกนก
อภิรดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่(ดีดี)เข้ามาดูแล นายกนกเองยังเป็นดีดีอยู่เหมือนเดิมและอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วยโดยดูแลด้านการตลาดต่อไป กรรมวิธีนี้จะกระทำได้
3 เดือนตามกฎเกณฑ์ของบริษัทเมื่อเห็นว่าจะเกิดวิกฤติ
ต้องเข้าไปแก้ปัญหา
วิกฤติเกิดขึ้นจากองค์ประกอบ
2 ประการคือ
1. ราคาน้ำมันโลกทะยานพุ่งขึ้นมาก 2.การขายตั๋วแก่ผู้โดยสารลดลง หากปล่อยให้ภาวะนี้เกิดขึ้นต่อไปจะทำให้การบินไทยดำดิ่งแน่นอน ทั้งนี้นายสมใจนึก
เองตระกูล
ได้แถลงผลการประกอบการในไตรมาสที่
3 ของปีงบประมาณปัจจุบันคือระหว่างวันที่
1 เมษายน-30 มิถุนายน
2005 การบินไทยขาดทุนสุทธิ 4,779.44 ล้านบาท แต่เมื่อนับรวมผลประกอบ
การ 9 เดือนแรก(1
ตุลาคม 2004-30 มิถุนายน
2005)การบินไทยยังมีกำไรสุทธิอยู่ 4,428.13 ล้านบาท อย่างไรก็ตามถ้าน้ำมันดิบยังขึ้นราคาหรือคงราคาระดับบาเรลละ
66-67 ดอลลาร์และผู้โดยสารลดลง เชื่อว่าใน
3 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณอาจจะทำให้การบินไทยขาดทุนก็ได้
จึงสรุปได้ว่า
การตั้งคณะกรรมการบริหารเข้าไปดูแลบริษัทเป็นทางเลือกที่รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องกระทำ
ส่วนที่ใครบอกว่ารัฐบาลต้องการยึดอำนาจมาให้พวกพ้อง นั่นถือเป็นการคิดเอาเอง คือใครจะคิดยังไงก็ได้
(คิดเอง พูดเอง
เออเอง เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลและตำรวจไม่จับ
)
คราวนี้ผลกระทบก็ตกมาถึงแอล.เอ.
เมืองเทวดา(ที่มีพวกเทวดาอยู่กันมาก
ใครไปทำให้นางฟ้าหรือเทวดาไม่พอใจ
จะต้องระวังตัวไว้ให้ดี)
อย่างเช่นข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันที่
16 สิงหาคม 2548 มีหัวข่าวเศรษฐกิจว่าทีจีแอลเอปั่นป่วนสั่งปลดพนักงาน ผู้รายงานข่าวคือกองบรรณาธิการเนื้อหาที่พาดพิงถึงการบินไทย(TG) แอล.เอ.มีดังนี้
ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากการบินไทยเปิดเผยว่า
นโยบายการว่าจ้างเอกชนภายนอก (Outsource) มาให้บริการแทนพนักงานการบินไทยกำลังเกิดปัญหาที่นครลอสแองเจลิส(แอลเอ) สหรัฐอเมริกา หลังจากผู้จัดการภาคพื้นอเมริกาได้อ้างคำสั่งคณะกรรมการลงนามเลิกจ้างพนักงานท้องถิ่นชาวไทยประจำสถานีสนามบินลอสแองเจลิสจำนวน 5 คน โดยให้เหตุผลว่าประหยัดค่าใช้
จ่าย และจ้างบริษัทฮอลล์มาร์คมาทำงานแทน ขณะที่ตามกฎหมายแรงงานของสหรัฐอเมริกา หากเลิกจ้างพนักงานแล้วจะไม่สามารถจ้างงานใหม่ได้ หรือจ้างบริษัทภายนอกมารับช่วง
นอกจากนี้ยังมีกระแสจากคนไทยในสหรัฐอเมริกาว่า หากมีการเลิกจ้างคนไทยก็จะพิจารณาไปใช้บริการสายการบินอื่นแทน
และในวันที่
20 ส.ค.นี้
เวลา 12.00 น. ชุมชนไทยในแอลเอจะรวมตัวกันที่หน้าสถานกงสุลไทย เพื่อเดินขบวนคัดค้านการปลดพนักงานทั้ง
5
คน
ด้านนายมานิตย์ ไชยสุกุมาร ผู้จัดการการบินไทยภาคพื้นอเมริกา กล่าวว่า คำสั่งนี้มาจากคณะกรรมการและได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยแนวคิดเรื่องเอาต์ซอร์สเป็นความคิดที่มีมานาน เนื่องจากการบินไทยขาดทุนเส้นทางนี้อย่างต่อเนื่อง แต่จำเป็นต้องบิน และสายการบินอื่นก็ได้จ้างฮอลล์มาร์คมาทำงานแทนเช่นกัน ครั้งนี้ทำให้ประหยัดต้นทุนพนักงานได้เดือนละ
8,600
เหรียญสหรัฐ ส่วนที่ว่าเหตุใดไม่จ้างคนท้องถิ่นเป็นพนักงาน แทนที่จะส่งผู้บริหารจากเมืองไทยมาประจำทำให้ต้องจ่ายเงินเดือนสูงกว่าปกติ นายมานิตย์กล่าวเพียงว่า เป็นเรื่องของนโยบายโดยพนักงานทั้ง
5
คน มีอัตราเงินเดือนรวมกัน
17,200
เหรียญสหรัฐต่อเดือน ขณะที่การบินเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-แอลเอ
มีผลขาดทุนเดือนละ
400
ล้านบาท
ส่วนข่าวเศรษฐกิจของน.ส.พ.ไทยรัฐฉบับประจำวันที่
16 สิงหาคม 2548
หัวข่าวว่าโวยเจ้าจำปีถีบคนไทยไปโอ๋ฝรั่ง พร้อมกับมีเนื้อข่าวเสนอว่า
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสหรัฐฯว่าเมื่อวันที่
12 ส.ค.ที่ผ่านมา
นายมานิตย์ ไชยสุกุมาร
ผจก.ทั่วไปภาคพื้นอเมริกา
บมจ.การบินไทย ได้ลงนามคำสั่งเลิกจ้างพนักงานท้องถิ่น
ชาวไทยประจำสถานีสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส (LAX)โดยอ้างเหตุผลบริษัทต้องการตัดงบค่าใช้จ่าย
พร้อมกับไปจ้างบริษัท ฮอลล์มาร์คของสหรัฐฯมาทำหน้าที่ประจำสถานีแทน ทำให้ชาวไทยในสหรัฐฯวิจารณ์กันว่าผู้บริหารเมืองไทยไม่รู้ความจริงว่า การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทถูกฟ้องร้องเป็นเงินมหาศาล และการจ้างบริษัทฝรั่งมาทำหน้าที่ก็แพงกว่าการเลิกจ้างพนักงานคนไทย
5
คน สำหรับพนักงานท้องถิ่นชาวไทยที่ถูกเลิกจ้าง
5
คน มีผู้ช่วยนายสถานี
2
คน คือนายกฤษดา
ธนะพัฒน์ และนายศักดิ์ดา
ธนะพัฒน์ ส่วนพนักงานมีนาย
มิกกี้ ลู,นางพรรณี จงเลิศสุข
และนายเวหาสถ์
ภูมิรักษ์
นายมานิตย์
ไชยสุกุมาร
ผจก.ทั่วภาคพื้นอเมริกา บมจ.การบินไทย
ชี้แจงว่า
คำสั่งปลดพนัก
งานดังกล่าวมาจากบอร์ดใหญ่ โดยพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
เรื่องการจ้างบริษัทฝรั่งมาทำเป็นความ
คิดที่มีมานานแล้ว เนื่องจากบริษัทขาดทุนจากเส้นทางนี้
แต่จำเป็นต้องบิน
และสายการบินอื่นก็ทำ หากพนักงานคนไทยอยากทำงานก็ไปสมัครกับบริษัทฮอลล์มาร์ค
ด้านนายสมหมาย
ปัทมคันธิน
ประธานสภาหอการค้าไทยแห่งสหรัฐฯ
กล่าวว่า สายการบินไทยต้องมีคนไทยบริการ
คงจะเปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่น
ขณะนายสมชาย
ไทยทัน นายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้
กล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว เราต้องการพนักงานคนไทย
พนักงานกลุ่มนี้แก้ปัญหาให้คนไทยได้ดี คนไทยถึงมาบินกับการบินไทย
ขณะที่ผู้นำชุมชนไทยต่างบอกจะเลิกบินกับการบินไทย โดยเฉพาะนายอรรคเดช
ศีลพิพัฒน์
เจ้าของ น.ส.พ.สยามมีเดีย
กล่าวว่า วันที่
20 ส.ค.นี้ นัดจะไปประท้วงที่หน้าสถานกงสุลไทย
ณ นครลอสแอนเจลิส ที่ปลดคนไทยและจ้างฝรั่งมาทำ.
เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก็พบว่าวันศุกร์ที่
12 สิงหาคม นายมานิตย์
ไชยสุกุมาร
ผู้จัดการการบินไทยภาคพื้นอเมริกาได้จัดประชุมพนักงานการบินไทยฝ่ายสนามบิน
LAX ประกอบ ด้วยนายสถานีชื่อนายสบชัย
สตรูแสยง ผู้ช่วยนายสถานีอีก
2 คนคือนายกฤษดา
ธนะพันธ์และนายศักดิ์ดา
ธนะพัฒน์ และพนักงานอื่นอีก
3 คน รวมเป็น
6 คนเพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีการปลดพนักงานที่
LAX
การปลดจะมีขึ้นตามขั้นตอนก็คงประมาณ
2 สัปดาห์หลังจากวันแจ้งให้ทราบ
โดยบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่าย
ส่วนอีก 2 คนนั้นถูกส่งตัวไปช่วยงานที่สถานีการบินไทยนิวยอร์กคงรอดพ้นตัวไป
การปลดคนงาน
5 คนนั้นทราบว่าการบินไทยมีทางเลือกคือนโยบายที่จะลดค่าใช้จ่ายโดย
1.คนที่ถูกปลดก็จะมี
Compensation ให้ตามกฎหมายแรงงานสหรัฐ จะเท่าใดนั้นไม่มีใครทราบอาจจะให้ตามอายุงานหรือให้แบบเหมาก็ได้เช่นคิดเป็นเงินเดือน 6 เดือนบวกโบนัสอีก
6 สัปดาห์
2.คนที่ยังอยากทำงานกับการบินไทยอยู่ก็ไปสมัครกับบริษัท
Hallmark Aviation Services ซึ่งเป็นบริษัท
Handling Agent ที่เข้ามารับผิดชอบ
สรุปแล้วก็คือการบินไทยไม่รับภาระในส่วนของการว่าจ้างแบบปลีกย่อย เพราะถ้าเป็น Staffs การบินไทยไม่แต่เพียงต้องจ่ายเงินเดือนให้เท่านั้น
ยังต้องจ่ายค่าประกันภัยและสิทธิประโยชน์
(Benefits)อื่นๆตามกฎหมายแรงงานกำหนดอีกด้วย
สิทธิประโยชน์นี้โดยหลักการแล้วจะตกไปถึงครอบครัวคือคู่สมรสและลูกๆ ตรงนี้ก็คือการลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง
ดังที่นายมานิตย์ชี้แจงว่าทุกวันนี้การบินไทยจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน
5 คนเดือนละ
17,200 ดอลลาร์ เมื่อเลิกจ้างพนักงาน
5 คนก็จะลดต้นทุนได้เดือนละ
8,600 ดอลลาร์ ถ้าผู้เขียนเป็นเจ้าของบริษัทการบินไทย ผู้เขียนก็จะต้องลดต้นทุนตรงนี้
เหมือนเช่นทุกวันนี้สายการบินอื่นๆก็จ้าง
Handling Agent มารับผิดชอบ แม้กระทั่งกระทรวงคมนาคมสหรัฐและฝ่ายบริหารความมั่นคงด้านการคมนาคม
(Transportation Security Administration) ก็ไม่มีคนของตัวเองไปตรวจกระเป๋าทุกใบตามสนามบินจะต้องจ้างบริษัทรับเหมาไปจัดทำตามระเบียบที่
TSA ได้วางไว้
อีกตัวอย่างตามตึกใหญ่ๆเมื่อเราเข้าไปจะมี
Security คอยตรวจบัตร-แลกบัตร บริษัท Security
เหล่านี้ก็รับเหมาจากบริษัทเจ้าของตึกมาทำหน้าที่
นี่เขาเรียกว่าเป็น
Outsource
ที่สนามบินดอนเมือง
กรุงเทพฯบริษัทการบินไทยก็จ้าง
Outsource เข้ามาทำหน้าที่แทนนานแล้ว ส่วนที่สถานีแอล.เอ.เป็นสถานีไกลปืนเที่ยงจากดอนเมือง จึงยังเป็นแบบบ้านนอกๆอยู่ พวกนี้ภาษาสมัยใหม่เขาเรียกว่าทันสมัย แต่ไม่พัฒนา
3.เมื่อผู้ถูกปลดคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ไม่ต้องรับเงิน
Compensation สามารถยื่นฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องเงินจำนวนมหาศาล(ตามข่าวได้)
คราวนี้เราก็ต้องคอยฟังข่าวว่า
5 คนที่ถูกปลดออกนั้นจะมีใครบ้างที่ยื่นฟ้องการบินไทย
4.เมื่อจ้างเอเยนซี่มาดำเนินการก็จะทำให้การบินไทยใช้อำนาจหน้าที่บังคับบัญชาให้เป็นไปตามนโยบายที่ต้องการได้ สมมติว่าต้องการลดพนักงานก็บอก Outsource ไป
หรือเพิ่มพนักงานก็ขอเพิ่มตามความจำเป็น
แต่ความสะดวกอาจจะไม่เกิดขึ้น
3 ทางคือ
ในทางแรกพวกใช้บัตรเบ่งจะไม่ได้เอื้ออำนวยความสะดวกเช่นพวกขออัพเกรดจากชั้น
Economy ขึ้นไปเป็น
Business or First Class (แต่จริงๆแล้วพวกเทวดาและนางฟ้าทั้งหลายไปเบ่งกับนายสถานีที่เป็นคนไทยได้
ถ้าอยากเบ่ง)
ทางที่สองพวกที่กระเป๋าเกินโควต้าหรือพวกกองทัพมดขนสินค้าไปขายที่เมืองไทยอาจเสียประโยชน์ตรงจุดนี้ ในความจริงแล้วหากกระเป๋าเกิน
สายการบินก็ไม่ได้ห้ามเพียงแต่เรียกเก็บเงินเพิ่มซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติโดยทั่วไปอยู่แล้ว ทางที่สามคนไทยที่เดินทางมาจากเมืองไทยไม่ค่อยรู้เรื่องด้านภาษาอาจจะมีปัญหา
แต่เรื่องนี้อิมมิเกรชั่นและศุลกากรสหรัฐ ก็มีเจ้าหน้าที่เป็นคนไทยดูแลอยู่
5.การลดพนักงาน
5 คนจากทั้งหมด
25,884 คน ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่
เพราะสายการบินทั่วโลกก็
layoff คนเป็นร้อยๆพันๆคนในคราวเดียวกัน
พนักงานบางส่วนยอมที่จะลดเงินเดือนของตัวเอง
เพื่อให้สายการบินอยู่รอด
กล่าวสำหรับตัวพนักงานการบินไทยเองที่ถูกปลดอาจจะเจ็บปวดอยู่บ้างที่ต้องไปหางานใหม่ทำ
(หากบุคคลทั้ง
5 ในชีวิตนี้ไม่เคยถูกปลดออกจากงานเลย
พวกเราจะต้องช่วยปลอบประโลมเดี๋ยวเขาจะไปฆ่าตัวตาย)
การปลดพนักงาน
5 คนครั้งนี้คนที่เดือดร้อนกว่านั้นกลับเป็นคนข่าวและคนทำหนังสือพิมพ์ คนข่าวในที่นี้ชื่อณญาดา
ธนะพัฒน์ ผู้สื่อข่าวน.ส.พ.ไทยรัฐประจำแอล.เอ.(ชื่อเดิมกรรณิการ์
อมตะวณิชย์
เคยเป็นเจ้าของบริษัท
SK Insurance ท่านที่เคยซื้ออินชัวรันซ์กับบริษัทนี้ในอดีตก็คงจำเธอได้)
เพราะสามีของเธอคือนายศักดิ์ดา
ธนะพัฒน์ ต้องถูกปลดด้วย จึงกลายเป็นเรื่องที่คนข่าวมีผลประโยชน์ทับซ้อน
(Conflict of Interest )เพราะอาจไม่ได้
benefits ตามสามี
นอกจากนี้ยังมีข่าวเล็ดรอดจากภายในการบินไทยว่าเธอไปชักชวนให้คนร่วมประท้วง
หากเป็นจริงถือว่าเป็น
Double Conflict of Interest
มีบางคนถามผู้เขียนว่าทำไมข่าวไปปรากฎในไทยโพสต์ด้วย เรื่องนี้สืบไม่ยากก็เพราะภรรยาของนายดำฤทธิ์
วิริยะกุล
(แห่งไทยรัฐ)
ทำงานอยู่ที่ไทยโพสต์
เรื่องราวก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้
อย่างไรก็ตามข่าวจะไปปรากฎที่ไหนไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ว่าเนื้อหาของข่าวเป็นอย่างไรมากกว่า
ส่วนคนทำหนังสือพิมพ์ที่เดือดร้อนคือนายอรรคเดช
ศีลพิพัฒน์
(ที่ถูกคือศรีพิพัฒน์)บ.ก.นสพ.สยามมีเดีย
ตามข่าวไทยรัฐแจ้งว่าถึงกับจะไปชุมนุมประท้วงหน้าสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.
วันที่ 20 สิงหาคมนี้(ผู้เขียนคิดว่าคุณอรรคเดชควรจะไปประท้วงที่หน้าสำนักงานการบินไทย
เมืองเอล ซีกันโด้
น่าจะถูกต้องกว่า)
อีกประการหนึ่ง
หากการบินไทยทำผิดโดยไม่จ่ายค่า
Compensation ตามกฎหมายแรงงานแล้วก็น่าจะประท้วง
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคนจะประท้วงต้องศึกษาให้ดีด้วย อย่าลืมว่าทุกอย่างเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย
และกฎหมายแรงงานก็ให้ความเป็นธรรมกับบริษัทนายจ้างด้วยเช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากแจ้งให้ทุกคนทราบก็คือพฤติกรรมนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วกล่าว
คือมีข่าวออกมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐคอลัมน์สายตรงจากต่างแดน ว่าจะมีการวางหรีดดำหน้าสถานกงสุลใหญ่ในข้อหาไม่ยอมส่งกงสุลบางคนกลับประเทศไทยหรือไม่ยอมจัดการกับนายทองดี
สุขเดช อะไรทำนองนี้ เมื่อตรวจสอบเบื้องหลังแล้วทราบว่าเป็นความประสงค์ของนักข่าวชื่อ
ณญาดา ธนะพัฒน์
ที่เสนอไปยัง
นายดำฤทธิ์
วิริยะกุล
ผู้สื่อข่าวไทยรัฐที่เมืองไทย
จากนั้นนายดำฤทธิ์ก็นำมาเสนอให้เสี่ยตุ้ย
ซานเบิร์น
หรือนายสาคร
ศิริรัฐ ไปทำหน้าที่วางหรีดดำ ครั้นนายสาครทราบรายละ
เอียดต่างๆว่าเบื้องหลังคืออะไรก็ยุติเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พร้อมกับบอกแก่ผู้เขียนว่า
พี่ ผมไม่ใช่ควายนะครับ
หากมีการวางหรีดดำเกิดขึ้นในครั้งนั้น
แล้วเรามารู้ทีหลังว่าข้อเท็จจริงคืออะไร
พวกเราก็คงเสียใจและอับอายขายหน้า เพราะเราเปรียบเสมือนควายให้คนอื่นจูงจมูก
ผู้เขียนคิดว่าแต่ละองค์กรย่อมมีสายงานการบังคับบัญชาของเขาอยู่แล้ว เราไม่ควรไปก้าวก่ายหน้าที่เพราะเราเองก็ไม่ใช่อธิบดีกรมการกงสุลหรือปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่จะไปย้ายคนนั้นคนนี้ได้
โดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
ใครจะไปชุมนุมประท้วงก็ไม่เป็นไร
เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ขอให้ไปกันจริงๆ
เราจะได้ไปทำข่าวถ่ายรูปและขอสัมภาษณ์มาลงตีพิมพ์ให้คนอ่านได้อ่านกัน
โดยเฉพาะที่นำคำว่าชุมชนไทยในแอล.เอ.ไปอ้างบ่อยๆนั้น
ขอเสียทีเถอะ
อย่าทำให้คนไทยในแอล.เอ.ต้องเสียหายโดยรวมอีกเลย
เราอยู่แอล.เอ.เรารักแอล.เอ.
ใครมาทำให้แอล.เอ.บอบช้ำเราก็คงยอมไม่ได้
ที่เขียนมาทั้งหมดก็เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพกว้างที่เกิดขึ้น
ไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกับผู้ใด
ข้อเท็จ จริงก็คือข้อเท็จจริง อย่าว่าแต่การบินไทยเลย วงการหนังสือพิมพ์ไทยในแอล.เอ. เมื่อแบกรับภาระไม่ไหวก็ต้องรุคนทำออก
บางรายก็จ้างแบบคนงานรายวัน(เหมือนพวกขุดดินรายวัน)คือทำเฉพาะวันปิดเล่ม นี่คือข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ หากไม่ทำเช่นนี้หนังสือพิมพ์ก็อาจปิดตัวลง
ถ้าการบินไทยไม่แก้ปัญหาทั้งระบบตั้งแต่สำนักงานในกรุงเทพฯมาถึงสำนักงานนอกประเทศ
การบินไทยอาจจะไม่ได้บินมาแอล.เอ.ก็ได้เพราะขาดทุนเดือนละ
400 ล้านบาท แต่สาเหตุที่ต้องบินก็เพื่อต้องการโชว์ธงไตรรงค์ อันเป็นธงชาติไทย
ผู้บริหารก็คงมองภาพรวมว่าเส้นทางนี้กำไรดี
เส้น ทางนั้นขาดทุน แต่เมื่อคิด
Overall แล้วบริษัทยังกำไรอยู่ก็จะต้องบิน
ยิ่งบินมาสู่สหรัฐด้วยแล้ว
ถ้าไม่บินก็คงเป็นสายการบินกระจอกไปในทันที
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหากฝ่ายบริหารไม่อาจจัดการปัญหาได้ ไม่มีการ
re-engineering บริษัทก็คงอยู่ไม่ได้
คำพุทธศาสนาก็ว่าไว้ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต อันเป็นชีวิตของส่วนรวม
ถ้าหากส่วนตัวจะเจ็บปวดบ้างก็ต้องยอม
หรือว่าเราจะเอาแต่ตัวรอดเพื่อให้ส่วนรวมพัง
? ( จากน.ส.พ.
The Asian Pacific News ฉบับที่ 237 ประจำวันที่
18-24 สิงหาคม
2005 )
|