----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่--------------------------------------------
อะไรคือข่าว อะไรไม่เป็นข่าว
ศึกษากรณี ศิริวรรณ นิมิตรศิลป
ไพสันติ์ พรหมน้อย
ภายหลังจากที่นสพ.เอเชี่ยน แปซิฟิกฉบับที่ 312 ประจำวันที่
25-31 มกราคม 2550 เสนอข่าวพาดหัวว่าคตส.ขอดูเทปหลังถูกด่าหยาบคายศิริวรรณแอล.เอ.ร่วมลุยในขบวน พร้อมกับลงภาพของนางศิริวรรณ
นิมิตรศิลป 2 ภาพเพื่อยืนยันว่าข่าวและภาพที่เกิดขึ้นเป็นจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มกราคมสำนักงาน APN
ได้รับเสียงบันทึกจากนางศิริวรรณในช่วงแรกว่า
คุณไพสันติ์ นี่
ศิริวรรณ นิมิตรศิลป นะ คุณไพสันติ์ก่อนที่คุณจะเขียนเรื่องดิฉัน
ศิริวรรณ นิมิตรศิลป นะ คุณต้องคิดดูก่อนคุณต้องไตร่ตรองก่อน
คุณอย่าไปฟังความข้างเดียวนะ คราวที่แล้วคุณด่าว่าฉันสติแตก
แล้วคราวนี้คุณด่าว่าฉันไปด่าคตส.หยาบคาย คุณน่ะเขียนบิดเบือนความจริงนะ
แล้วก็ไอ้คม ชัด ลึก ก็เขียนบิดเบือนความจริง เอเอสทีวีของนายสนธิ ลิ้มทองกุม มันก็เขียนบิดเบือนความจริง
ดังนั้นไพสันติ์ ถ้าเก่งจริงนะ
มาให้ดิฉันสัมภาษณ์บ้าง โอ.เค. คุณอย่าไปสุ่มสี่สุ่มห้าเขียนนะ
คุณเขียนบิดเบือนความจริงนะ ตราบใดที่คุณจะเขียนอีกต่อไป ฉันไม่ยอมนะ
ยังไง คุณต้องมาคุยกับฉันนะ คุณต้องมาขอโทษฉันด้วย คุณเขียนเมื่อคราวที่แล้วหาว่าฉันไปก่อกวนอรุณีที่วัดป่าธรรมชาติ
ก่อนที่คุณจะเขียนคุณต้องคุยกับทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่คุณคุยอยู่ฝ่ายเดียว
ฉะนั้นถ้าคุณเก่งจริงคุณโทร.มาเลย แล้วคุณมาสัมภาษณ์ฉันแล้วฉันจะให้ความจริงกับคุณ
ไม่ใช่อยู่ๆคุณบิดเบือนความจริง
อยู่ๆคุณนึกจะเขียนด่า เขียนด่า ทำไม่ถูก ยังไงคุณเก่งจริงคุณโทร.กลับมาเลยนะ
ฉันจะคอยโทรศัพท์คุณอยู่ ยังไงกรุณาโทร.กลับเข้ามาด้วย (323)722
(เซ็นเซอร์) คุณเขียนแบบนี้มันสร้างความเสียหายให้กับฉันมาก
คุณไม่รู้หรือว่าประเทศไทยตอนนี้น่ะมันล่มจมกันแค่ไหน แล้วคุณก็ยังตาบอดอยู่อีกเหรอ
ยังไงนะคุณก็โทร.กลับมาหาหน่อย ฉันจะให้ความจริงกับคุณ โอ.เค.
เทปบันทึกเสียงบอกเวลา 3.51
PM ต่อมามีเสียงบันทึกของนางศิริวรรณติดต่อมาอีกว่า
ไพสันติ์ พรหมน้อยนี่
ศิริวรรณ นิมิตรศิลป อีกครั้งหนึ่งนะ ยังไงได้รับแมสเสจแล้วโทร.กลับมาด้วย
323-722 (เซ็นเซอร์) ยังไงถ้าคุณเก่งจริงโทร.เข้ามา อย่าไปสัมภาษณ์ฝ่ายเดียว
แล้วอย่าไปตาม คนอื่น คุณต้องรู้ด้วยตัวของคุณเอง หนังสือของคุณเขียนบิดเบือนความจริง
ระวังหนังสือของคุณไม่มีคนจะอ่าน ยังไงก็ตามโทร.กลับมาเลยมาสัมภาษณ์กันเลย
มาคุยกันหน่อยแล้วฉันจะให้ความจริงคุณทุกอย่าง อย่าไปหลับหูหลับตาซะ คุณไม่รู้ คุณไม่ได้ไปเมืองไทย
คุณไม่รู้หรือว่าเมืองไทยตอนนี้มันจะจมดิ่งเหวไปแล้ว แล้วพวกคุณก็ยังหลับหูหลับตาอยู่อีกเหรอ
โอ.เค..... บาย เทปบันทึกเสียงบอกเวลา
4 .18 PM
เมื่อผมกลับเข้าสำนักงานก็รีบโทร.กลับไปเวลา 18 น.เศษตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้
แต่เป็นเสียงเพลงอันไพเราะ พร้อมกับให้บันทึกเสียงไว้ ผมจึงแจ้งไปว่า
พี่ศิริวรรณ นี่ผมไพสันติ์ ผมรีเทิร์น
คอล ครับ จากนั้นก็วางหู จนกระทั่งเวลา 08.30 น.โดยประมาณของวันรุ่งขึ้นคุณศิริวรรณก็โทร.มาพูดคุยกันอีกครั้งซึ่งเรานำเสนอเป็นข่าวหน้า
1
แต่สิ่งหนึ่งที่อยากนำมาเป็นกรณีศึกษาก็คือเรื่องของการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ
เพื่อความเข้าใจในการเสนอข่าวของสื่อมากขึ้น ผมกลับไปดูข่าวต่างๆที่เสนอก็ไม่เห็นมีอะไรที่ผิดพลาดหรือบิดเบือนตามคำกล่าวหาของคุณศิริวรรณ
ผมคิดว่าคุณศิริวรรณอาจอ่านข่าวไม่แตกแยกแยะไม่ละเอียด ดังนี้
1.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันที่ 24 มกราคมบริเวณหน้าสำนักงานสตง.เป็นเรื่องจริง
มีผู้ไปก่นด่าคณะกรรมการคตส.และคตส.ก็ขอดูเทป แต่ไม่ได้มีส่วนไหนระบุว่าคุณศิริวรรณเป็นคนด่า
เพียงแต่บอกว่าร่วมขบวนด้วยเพราะภาพปรากฎชัดเจนมีการชูธนบัตร
100 ดอลลาร์ 3 ใบ
ข่าวที่เรานำมาเสนอเรานำมาจากนสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 25 มกราคม ส่วนภาพนำมาจากนสพ.ผู้จัดการ
กรณีที่คุณศิริวรรณไปปักใจกับนสพ.คม
ชัด ลึก นั้นผมไม่ได้เปิดดูและไม่ได้ไปนำมาลง
2.เมื่อย้อนกลับไปดูข่าวที่เสนอเกี่ยวกับคุณศิริวรรณช่วงทอดกฐินพระราชทานวัดป่าธรรมชาติ
เมืองลา พวนเต้นั้นเราพาดหัวข่าวว่า อดีตนายกสมาคมไทยฯศิริวรรณเบรคแตกด่ากก.วัดป่าฯเสือกหลังขอให้หยุดล่ารายชื่อ เราพยายามติดต่อกลับไปยังคุณศิริวรรณ พรรคพวกบางคนบอกว่าเห็น
เธอนำผลฝรั่งมาขาย แต่เธอกลับเมืองไทยไปแล้ว หนังสือพิมพ์เมื่อมีคนมาร้องเรียนมีตัวตนจริง
ก็จะได้ข้อเท็จจริงในด้านนั้นและเป็นข่าวไป ถ้าไม่มีเหตุเกิดก็คงไม่มีการให้ข่าวและร้องเรียนกันขึ้นมา
ดังนั้นการเสนอข่าวที่เกิดขึ้น ณ วัดป่าธรรมชาติไม่มีส่วนไหนที่บอกว่าคุณศิริวรรณสติแตก
เพียงแต่บอกว่าเบรคแตกเสมือนการหักห้ามอารมณ์ไม่อยู่
ส่วนสติแตกหมายถึงคนนั้นวิกลจริตไปแล้ว(ผมเชื่อว่าคุณศิริวรรณยังไม่วิกลจริตดอกครับ)
คำว่าสติแตกนี้นายคำนูณ
สิทธิสมาน แห่งเอเอสทีวีเป็นคนพูดเมื่อได้เห็นภาพวิดีโอคลิปเหตุการณ์วันที่
24 มกราคม จึงอยากให้คุณศิริวรรณกลับไปดูวิดีโอคลิปที่ตัวเองแสดงอาการต่างๆออกมาและออกอากาศไปทั่วโลก
นั่นคือกระจกสะท้อนที่ดี
3.คุณศิริวรรณอาจไม่เข้าใจเรื่องของการรายงานข่าว เมื่อข่าวเกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าสนใจก็จะมีผู้สื่อข่าวและสำนักข่าวรายงานออกไปทั่วโลก ผมไม่จำเป็นต้องไปอยู่เมืองไทยตามที่คุณศิริวรรณอ้างผมก็เสนอข่าวได้ หรือหากผมอยากรู้อะไรลึกๆในประเด็นใดหรือเรื่องใด
ผมก็ยกหูไปคุยกับเพื่อนหรือคุยกับรุ่นพี่รุ่นน้องในวงการข่าวที่เมืองไทยได้ จะทำหรือไม่เท่านั้นเอง ไม่ต้องบินกลับไปเมืองไทยเหมือนคุณศิริวรรณ
เพราะผมไม่ได้ไปร่วมประท้วง นี่เป็นลักษณะงานข่าว
ในกรณีเหตุเกิดที่วัดป่าธรรมชาติ
หรือกรณีที่เกิดขึ้นหน้าสำนักงานสตง.ก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนเพราะนางสาวพิณทองทา
ชินวัตร ไปให้ปากคำต่อคตส.เกี่ยวกับการขายหุ้นชินคอร์ป กองทัพผู้สื่อข่าวก็ไปปักหลักกันอยู่ตรงนั้น ทุกฉบับก็รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
ข่าวที่เกิดขึ้นจึงไม่ทราบว่าบิดเบือนตรงไหน หรือว่าหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับรายงานข่าวผิดพลาดหมด
4.อาจมีคำถามว่าทำไมต้องเสนอข่าวศิริวรรณ สาเหตุเพราะคุณศิริวรรณ
เป็นนายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ปี 1997-1998 เป็นผู้แทนของคนไทยที่แอล.เอ.มาก่อน
คุณศิริวรรณจึงไม่ใช่ขี้ไก่เป็นคนมีสถานภาพทางสังคม
บางครั้งก็เรียกว่าเป็น Public Figure หรือเป็นคนที่สาธารณะรู้จัก
(ไม่ใช่บุคคลสาธารณะ หากเป็นบุคคลสาธารณะจะใช้ไปทำงานที่ไหนก็ได้
เหมือนส้วมสาธารณะ ใครจะไปใช้บริการก็ได้)
ดังนั้นมองในแง่คุณค่าของข่าวจึงเป็นข่าวได้ แต่หากคุณศิริวรรณยังทำขนมถือตะกร้าเดินขายไปเรื่อยๆ
หรือทำกองทุนเทปศิริวรรณ นิมิตรศิลป ไปวันๆไม่ได้สนใจอะไร ไม่ได้มีบทบาทอะไรและไม่มีสถานภาพทางสังคมก็จะไม่ตกเป็นข่าว ในทำนองเดียวกันคนที่อยู่จังหวัดเลยหรือจังหวัดยะลา
ไม่รู้จักว่าคุณศิริวรรณเป็นใคร หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นใน 2 จังหวัดก็จะไม่หยิบไปเสนอให้ความสำคัญ
แต่ที่แอล.เอ.คนรู้จักคุณศิริวรรณ จึงเป็นข่าว
แม้ว่าในวันนั้นคุณศิริวรรณไม่ได้ไปร่วมขบวนการเอมสู้ส้ก็ต้องเป็นข่าวอยู่ดีเพราะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
สื่อทีวี.ไปปักหลักทำข่าว บางฉบับรายงานว่าม็อบสมุนแม้วสุดถ่อย
ด่ากรรมการคตส.หยาบคาย ด้วยซ้ำไป นี่เขาเรียกว่าการพาดหัวข่าวแบบใส่อารมณ์เข้าไปด้วยให้เห็นภาพชัดเจน
คิดอีกมุมหนึ่งคุณศิริวรรณอาจบอกว่าไม่ได้ด่าคตส.หยาบคาย
แต่เมื่อไปรวมกันเป็นม็อบก็ยากที่จะแยกออก
เหมือนตำรวจไปจับบ่อนไพ่หรือจับวงไฮโล
คนใดคนหนึ่งจะบอกว่าฉันไม่ได้เล่นเพียงยืนดูเฉยๆ ตำรวจก็รวบทั้งหมดไปโรงพักเพื่อสอบปากคำอยู่ดี
5.ผมเข้าใจดีช่วงที่คุณทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาเปิดตัว
ในแอล.เอ.ที่ศูนย์อาหารไทยแลนด์ พลาซ่าหลังจากตั้งพรรคไทยรักไทยใหม่ๆ
นั้นคุณศิริวรรณขอเงินจากทักษิณและคุณทักษิณก็ให้ 300 ดอลลาร์เข้าสมทบกองทุนเทปศิริวรรณ
นิมิตรศิลป ถือว่าเป็นเรื่องดีเป็นการทำคุณประโยชน์ร่วมกัน ผมเห็นว่าคุณศิริวรรณเป็นคนรู้จักบุญคุณคน
นับเป็นสิ่งที่ดี คุณศิริวรรณจึงได้เชียร์คุณทักษิณเสมอมาซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของคุณศิริวรรณ
เรื่องรักใครชอบใครผมถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล
คุณศิริวรรณจะใช้เงินตัวเองเดินทางกลับเมืองไทยไปให้กำลังใจคุณเอม
คุณโอ๊ค ก็เป็นเรื่องของคุณศิริวรรณ หรือจะไปเรี่ยไรกับคนที่สนับสนุนคุณศิริวรรณก็ไม่ใช่เรื่องของผม
จึงอยากเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า ข่าวคือรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
บุคคลที่มีสถานภาพหรือตำแหน่งในสังคมไปทำอะไรมักจะตกเป็นข่าว ไปทำบุญก็ตกเป็นข่าวบุญ ไปทำบาปก็ตกเป็นข่าวบาป
ยิ่งหากไปทำเรื่องร้ายๆ ย่อมถือเป็นข่าวดีของหนังสือพิมพ์ สรุปแล้วหากไม่อยากตกเป็นข่าวก็อย่าไปทำตัวเป็นข่าว
ส่วนหน้าที่ของหนังสือพิมพ์ คือการเสนอข่าว ยิ่งเป็นข่าวที่มีความขัดแย้ง
ยิ่งต้องเสนอเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบพัฒนาการและความคลี่คลายของสถานการณ์
หากไม่เสนอข่าวและรายงานข่าว ก็ไม่ใช่งานด้านหนังสือพิมพ์
|