
สมัคร สุนทรเวช:ไม่ใช่ปลาหมอตาย
เพราะปากเท่านั้น ทักษิณจะตายด้วย
สมัคร สุนทรเวช
เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี
เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย
รัฐมนตรีช่วย
เป็นผู้ว่ากทม.
เป็นส.ส. เรียกว่าเป็นมาหมดแล้ว หลังจากหมดตำแหน่งทางการเมืองก็มาอาชีพเดิมคือเป็นสื่อจัดรายการ"
เช้าวันนี้ที่เมืองไทย"
ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก
ช่อง 5 (ททบ.5) ร่วมกับนายดุสิต
ศิริวรรณ
เจ้าของฉายา”จืด
ข้าวบูด”
ฉายานี้ได้รับมาอย่างไรต้องไปถามนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมยุคสมัยของเขา
คนหนึ่งที่จะพูดได้ดีก็คือ
สถาพร ศรีสัจจัง
ศิลปินแห่งชาติหมาดๆคนนั้น
นอกจากนี้ทั้งสองคนยังมีรายการ"สมัคร-ดุสิตคิดรายวัน"
ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง
9 อสมทและรายการ
"ข้อเท็จจริงวันนี้"
ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม
105 เมกะเฮิร์ตซ์ ทั้งคู่ประกาศยุติบทบาทการทำหน้าที่”สื่อ”ทั้ง 3 รายการตั้งแต่วันที่
13 กุมภาพันธ์
2549 เป็นต้นไป
เหตุที่บอกว่ามาทำอาชีพเดิมก็เพราะก่อนเข้าสู่วงการเมืองนั้นสมัคร
สุนทรเวช เขียนคอลัมน์อยู่ค่าย”สยามรัฐ”ยุคอาจารย์คึกฤทธิ์
ปราโมช เป็นผู้อำนวยการ
ใช้นามปากกาว่า”นายหมอดี” (แปลจากนามสกุลของเขาเองคือสุนทรเวช)
สมัครเป็นคนมีฝีปากดี พูดเก่ง สมัยเรียนอยู่นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ รุ่นเดียวกับชวน หลีกภัย (นิติศาสตร์
2501) ก็เป็นถึงประธานชมรมปาฐกถาและโต้วาทีของมหาวิทยาลัย เข้ากับภาษิตไทยโดยตรงว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี” ความที่เขาพูดแบบไม่เกรงกลัวใคร ด่าแม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ว่าเป็นพวก”เหี้ยแหงแดง” ครั้งหนึ่ง อรุณ วัชระสวัสดิ์ เขียนการ์ตูนล้อว่าสมัครเป็นคนที่สามารถ” ตดทางปาก” ได้ นี่คือความเป็นมาคร่าวของสมัคร สุนทรเวช
เรื่องเริ่มมาจากเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้จัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง "การบริหารจัดการภาครัฐตามแนวทางพระราชดำริ เพื่อประเทศไทยในอนาคต" โดยได้เชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวปาฐกถาเรื่อง "แนวทางพระราชดำริสู่การบริหารจัดการภาครัฐ" ความตอนหนึ่งว่า ดีใจที่คนไทยทุกระดับพูดกันถึงเรื่องคุณธรรมและจริย
ธรรม สมัยก่อนไม่ค่อยไม่มีการพูดถึงกัน ความเก่ง ความฉลาดเป็นเรื่องที่ดี แต่ความเก่ง ความฉลาดที่ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่น่าจะดี
พล.อ.เปรมได้ยกแนวพระราชดำริ 14 ประการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเล่าพร้อมแนะนำให้นำไปปฏิบัติ โดยมีหลายข้อที่น่าสนใจ อาทิ การบริหารจะต้องเป็นการบริหารเพื่อความมั่นคงของชาติ เพื่อความเจริญของประเทศ และเพื่อความผาสุกของประชาชน การบริหารจะต้องไม่เอาประ โยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ของญาติพี่น้อง ประโยชน์ของบริวารเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือต้องบริหารด้วยความสามัคคี ทรงเห็นว่าความสามัคคีปรองดองจะนำไปสู่ความร่วมมือและความเข้มแข็ง รวมทั้งจะ ต้องเป็นการบริหารที่ถูกต้อง คือถูกต้องตามกฎหมาย ตามกฎเกณฑ์ เที่ยงธรรม เที่ยงตรง มีประสิทธิภาพ และให้ประสิทธิผลสูง
ทั้งนี้ พระราชดำริข้อ 1-14 ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผู้บริหารจะต้องอดทน ซื่อสัตย์ ทำความดี หาความรู้ สำนึกในความรับผิดชอบและมีสติมีปัญญา พล.อ.เปรมยังได้ขายความเห็นเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารจะต้องมีมาตรฐานเดียวเสมอหน้ากัน ทั่วถึงกัน ต้องไม่มีหลายมาตรฐาน หรือไม่มีมาตรฐานเลย หรือใช่มาตรฐานตามอารมณ์ มาตรฐานตามกิเลส
ขณะเดียวกันนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในห้วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์”สิงห์ดำชนสิงห์ดำ”เหตุเพราะความเห็นขัดแย้งกันในกรณีขับไล่นายกรัฐมนตรี
ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ทั้งสมัคร สุนทรเวช และดุสิต ศิริวรรณ ก็คันปากในรายการ "เช้าวันนี้..ที่เมืองไทย"ทางททบ.5 มีประเด็นสำคัญโดยสรุปดังนี้
สมัคร - ดูหนังสือพิมพ์พาดหัว "ป๋าเปรมเตือนสติผู้นำ" มีโปรยว่า ยึดมั่นพระราชดำรัส 14 ข้อ คือ ทั้งหมดก็อ่านกันใหญ่ทั้ง 14 ข้อ ส่วนไทยโพสต์ บอกว่า "พลากรอายแทนร่างทรง-ลาออกจากสมาคมนิติเก่าจุฬาฯ" ผมอยากจะออกความเห็นสั้นๆ แต่ต้องออกความเห็นว่า เขากำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน มีไอ้คนหนึ่งกำลังมาไล่นายกรัฐมนตรีให้ออกจากตำแหน่ง ปรากฏว่าสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ เขาก็กระทบกระทั่งกัน มีใครรู้บ้างว่าคุณพลากร ท่านองคมนตรีพลากร ท่านเป็นศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ เขาก็รู้กันในหมู่ท่าน
สมมุติถ้าท่านเฉยๆ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับเขา ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ท่านลาออกจากสมาคม เวลานี้ก็กลายเป็นเหยื่อเลย "พลากรอายแทนร่างทรง" เห็นมั้ยฮะ ท่านอยู่ใกล้ใครฮะ....เห็นมั้ยฮะ ตำแหน่งท่านเป็นองคมนตรีน่ะ ผมไม่ได้ว่าอะไรท่านน่ะ ความเคลื่อนไหวของท่านเนี่ย ท่านออกมาทำอย่างนี้ เป็นเหยื่อของหนังสือพิมพ์ เพราะหนังสือพิมพ์แปลเสร็จเลยว่า พลากรอายแทนร่างทรง ท่าน พล.อ.เปรมก็รับเชิญปาฐกถา ปริญญาเอกที่ในมหาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทั้งหมด 14 ข้อ คือ เมื่อประมาณปีก่อน คุณเปรม... ท่านองคมนตรีปาถกฐถา ก็ไม่เป็นปัญหา รออีก 3 เดือนมาปาฐกถา ก็ไม่เป็นปัญหา แต่นี่เขากำลังล่อกัน กำลังจะขับไล่นายกฯ ออกจากตำแหน่ง ไม่มีสิทธิ ไม่มีไอ้นั้นแล้วน่ะ ท่านประธานองค มนตรีมาปาฐกถา เขาก็เอาเป็นเหยื่อเลย มาอ่าน 14 ข้อ (พระราชดำรัส) พออ่านมาแล้ว แปลว่า กระทบใคร กระทบนายกรัฐมนตรี
ดุสิต - คุณสมัครไม่คิดมากหรือ
สมัคร - คิดมากเลย คิดมากเลย เรื่องนี้ ผมคิดเลยว่า ทำไม ทำไม ถึงจะต้อง.... ผมไม่อยากบอกว่า
เอากับเขาด้วย
บ้านเมืองกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน
กำลังจะล่อไม่ล่ออยู่เนี่ย
องคมนตรีสองท่านออกมาแสดงอย่างนี้
ทำไม ท่านจะสุจริตใจยังไงก็เรื่องของท่าน
สุดแท้แต่
แต่การที่ทำอย่างนี้หนัง
สือพิมพ์พาดหัวว่า
พลากรอายแทนร่างทรง
แปลว่าถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว
ถูกไหม เห็นมั้ยฮะ
เพราะว่าสมาคมศิษย์เก่า
เขากระทบกระทั่งกันในปัจจุบัน
ฮ่า... แปลว่าไง
แปลว่า ท่านเลือกข้างใช่ไหม
หรือเปล่า
ดุสิต - คุณสมัครกำลังจะบอกว่า ถูกเอาไปเป็นเหยื่อ
สมัคร - เสียของ... อยู่ดีๆ แหมคือท่านไม่ต้องทำอะไร เฉยๆ แล้วใครจะว่าอะไร แล้วใครจะไปเดือดร้อนกับท่าน แล้วท่านรับไปปาฐกถา เรื่องนี้ อบรมใครล่ะ ... อบรมคนเป็นผู้นำแปลว่า ไง ผมจะถามทำไมไม่อบรมคนอย่างสนธิล่ะ
ภายหลังจากนั้นปฏิกิริยาต่อคำวิจารณ์ของสมัคร สุนทรเวช พุ่งกระฉูดขึ้นมาทันทีอาทิเช่นเมื่อเวลา 10.00 น.
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด แถลงว่าได้รับมอบหมายจาก พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นกรณีเร่งด่วนให้ชี้แจงกรณีนายสมัครวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.เปรม ทางกอง ทัพไทยขอเรียกร้องให้นายสมัครแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าวที่กล่าวล่วงละเมิดประ
ธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจทหารและประชาชนทั่วไป และเป็นการทำลายความรักสามัคคีของคนในชาติ ทหารในกองทัพรู้สึกกังวลกับการกระทำดังกล่าว เนื่องจาก พล.อ.เปรมนับเป็นปูชนียบุคคลมีคุณูปการต่อประเทศชาติบ้านเมือง ผ่านการพิสูจน์มาเป็นเวลานาน คำปาฐกถาเป็นการน้อมนำพระราชดำรัสมาบรรยายเป็นข้อเตือนใจแก่ผู้ฟัง โดยสุจริตปราศจากอคติและการพาดพิงผู้หนึ่งผู้ใด ทางกองทัพจึงขอให้นายสมัครได้ตระหนักถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำครั้งนี้ และขอให้แสดงความรับผิดชอบโดยเร็ว
เมื่อกองทัพเดินหน้าออกกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้ทั้งคู่ประกาศยกเลิกการจัดรายการทั้ง
3 ทันทีในวันที่
13 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป
หลายคนมองว่า
สมัคร สุนทรเวช
ออกมาปกป้องรัฐบาลทักษิณ
ชินวัตร ตลอดเวลา
เหตุหนึ่งก็เพราะจะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภากทม.ในวันที่
19 เมษายนศกนี้ หากได้รับเลือกตั้งก็หวังที่จะให้รัฐบาลทักษิณผลักดันขึ้นไปนั่งตำแหน่งประธานวุฒิสภา
อันเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะวางมือทางการเมืองโดยแท้จริง ปัจจุบันนายสมัครอายุ
70 ปี เกิด 13 มิถุนายน
พ.ศ.2478 หากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกตามเป้าหมายเขาก็จะปลดเกษียณการเมืองตอนอายุ
77 ปี
ทั้งกองทัพและประชาชนออกมาประท้วงสมัคร
สุนทรเวช ยังส่งผลกระทบต่อรัฐบาลทักษิณโดยตรงเพราะกลุ่มสนธิและนักศึกษากำลังเคลื่อนขบวนเพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง ภาพการเชลียร์และปกป้องทักษิณแทนที่จะเกิดผลดีต่อรัฐบาล
กลับกลายเป็น”เชื้อเพลิง”ที่ช่วยจุดให้ลุกโชนเร็วยิ่งขึ้นเพราะดันไปวิพากษ์วิจารณ์ประธานองคมนตรีหรือประธานที่ปรึกษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็นเรื่องไม่บังควร
เมื่อสมัคร
สุนทรเวช ยุติบทบาททางสื่อเชื่อว่าจะต้องกินแหนงแคลงใจกับรัฐบาลทักษิณตามมาเหมือนกับที่สมัครพูดว่า(การออกมาปกป้องทักษิณ)เป็นการทำคุณบูชาโทษ
การยุติรายการนี้คงไม่เพียงเท่านั้นเพราะกองทัพและประชาชนตลอดจนลูกป๋าที่อยู่ในสมาคมนายทหารนอกราชการต้องการให้สมัคร
“ขอขมา” เชื่อว่ารัฐบาลทักษิณก็ต้องการให้สมัคร”ขอขมา”ป๋าเปรมด้วยเช่นกัน เพราะนั่นเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยรัฐบาลทักษิณโดยตรง แต่เชื่อว่าสมัครไม่ทำ
สิ่งนี้จะทำให้ทั้งรัฐบาลทักษิณและสมัครตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีต่อไป
เชื่อว่าทักษิณคงไม่มีทางไปบังคับให้สมัคร”ขอขมา”ป๋าเปรม
ผู้อ่านจะต้องตั้งคำถามว่างานนี้สมัคร
สุนทรเวช รับใบสั่งจากใคร
? ทำไมจึงกล้าหาญชาญชัยออกมาจาบจ้วงประธานองคมนตรี
และเชื่อว่าประ
เด็นนี้จะเป็น”ลิ่ม”อันสำคัญที่ตอกใส่รัฐบาลให้พังเร็วยิ่งขึ้น – โปรดจับตาดูสถานการณ์ต่อไป
ประวัติอีกด้านของสมัคร
สุนทรเวช
!!!หมักจมูกชมพู่
โว้ย (จมูกชมพู่
เป็นฉายาเก่าตั้งโดยนายวีระ
มุสิกพงศ์
ส่วนฉายาใหม่คือ
จมูกหมู )
เอ็งลืมแล้วหรือ
ในตอนที่เอ็งกราบตีนจอมพลถนอม
กิตติขจร ข้างห้องประชุมใหญ่ของ
มธ (ด้านสนามหลวง)
เมื่อวันที่
27 มิถุนายน 2506 นั้น ซึ่งเป็นวันสถาปนา
มธ โดยกราบขอความกรุณาอย่าให้ท่านลบชื่อเอ็งออกจากการเป็นนักศึกษาของ
มธ. เพราะเอ็งทะลึ่งหน้า!!!
ดันไปเขียนด่าท่านในเรื่องส่วนตัวสมัยที่ท่านยังหนุ่มๆ
โดยใช้นามปากกาว่า
“ นายหมอดี
” เมื่อเอ็งกราบตีนท่านเสร็จแล้ว
เอ็งยังกอดขาท่านไว้แน่นเลย
จนท่านยอม
โดยที่เอ็งจะต้องกล่าวคำสาบานต่อวัดพระแก้วฯ
ว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยว
กับเรื่องใดๆของท่านอีก
เอ็งจึงกล่าวคำสาบานตามคำบอกของพลโทอำนวย
ชัยโรจน์
นับจากวันนั้นไป
เอ็งก็เปลี่ยนไปเป็นขวาตกขอบ
ประจบสอพลอกับนักเผด็จการทุกรูปแบบ
การที่เอ็งเป็นอย่างนี้ก็น่าเห็นใจอยู่หรอก
เพราะตอนนั้นเอ็งมันยากจนมาก
เป็นลูกพระยาเหม็ดเอาตอนก่อนเปลี่ยนการปกครองเพียงไม่กี่วัน
ก็เลยกินแห้ว
ต้องวิ่งขายห่อหมกตามตลาดตามข้างถนนแทน
แต่เอ็งมันเป็นคนที่ไม่จักการกตัญญูต่อผู้ที่มีพระคุณต่อเอ็งเลย
ท่านทหารเก่า
(สละ ลิขิตกุล)
อุตส่าห์ช่วยให้
นสพ. สยามรัฐลงบทความห่วยๆ
ของเอ็ง และยอมควักเงินของท่านเองเพื่อเป็นค่าเขียนให้เอ็งแทน
นสพ.สยามรัฐครั้งละ
50 บาท แต่พอเอ็งใหญ่โตขึ้นมาในสมัย
รสช เอ็งก็กลับตอบแทนพระคุณของท่านด้วยการด่าท่านว่า
“ !!! แก่หลายนามปากกา
” ท่านก็เลยด่าว่าเอ็งกลับไปว่า
“!!!ซ่า จอมเนรคุณ
”
สาเหตุที่เอ็งต้องออกจากพรรค
ปชป ก็เพราะอาจารย์เสนีย์
ปราโมช เป็นผู้ไล่เอ็งออกไปจากพรรค
(ย้ำคำว่า ไล่ออก
อีกครั้ง) เพราะเอ็งดันไปอิจฉาคุณสุรินทร์
มาศดิตถ์ ที่ได้เป็น
รมต สำนักนายกฯ
แต่เอ็งนั้น
อาจารย์จะให้เป็นโฆษก(ปรก)
เอ็งก็กลับไปด่าท่าน
โดยอ้างว่า
คุณสุรินทร์
ไม่มีความรู้
เรียนจบแค่
ม 3 เท่านั้น
เอ็งจำได้ไหมในเวลาประชุมโต้วาที
เอ็งถูกนายวีระ
หนูพงศ์ (มุสิกพงศ์)
สอนมวยในการโต้วาทีจนหัวหมุน
เข็ดขี้อ่อนขี้แก่กันตลอด
รวมทั้งสาวบัญชีนักเขียนใหญ่ก็เคยด่าเอ็งว่า
!!!หน้าหมา จนเอ็งต้องวิ่งไปฟ้องกับอาจารย์ผ่อง
มิลินทรางกูร
ซึ่งเป็นนายกสโมสร
มธ. ในขณะนั้น
หมักหมมเอ๋ย
!! เอ็งเคยขายเทปปราศรัยของเอ็ง
ในตอนแรกๆ
ก็ขายดีเหมือนเทน้ำเทท่า
แต่มาในตอนหลังๆ
ทำไมถึงขายเทปไม่ได้
เพราะชาวบ้านจับได้ว่า
!!!ตัวเลขหรูๆต่างๆที่เอ็งอ้างอยู่ตลอดเวลานั้น
มันไม่เคยตรงกันเลยสักม้วน
เอ็งพูดโกหกตอแห?มาโดยตลอด ซึ่งนายบัญญัติ
บรรทัดฐาน
(ปชป) เคยด่าเอ็งในเรื่องนี้เอาไว้
จนดังไปทั้งแผ่นดิน
และจนเป็นวาทะเด็ดการเมือง
คือ “เอ็งเป็นนักโกหกคำโต”...
“เอ็งเป็นนักโกหกคำโต”
เอ็งยังจำได้ไหมวะ
???
สุดท้าย
เอ็งจงจำเอาไว้ให้แม่นน่ะว่า
นายกั