รำลึก100ปีชาตกาล ท่าน"พุทธทาสภิกขุ"
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้ประกาศยกย่องพุทธทาสภิกขุในฐานะบุคคลสำคัญของโลก ประจำปี 2549-2550
ด้วยผลงานที่โดดเด่นในการส่งเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม เป็นบุคคลที่มีคุณูปการต่อสังคมไทยและสังคมโลก
อุทิศตนเพื่อการสั่งสอนธรรมะ ผดุงไว้ซึ่งสันติธรรมแห่งโลก
อัตโนประวัติ ท่านพุทธทาสภิกขุ มีนามเดิมว่า เงื่อม พานิช เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 27 พฤษภาคม 2449 ในสกุลของพ่อค้าที่ตลาดพุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายเซี้ยง และ นางเคลื่อน พานิช ครอบครัวของท่านมีเชื้อสายจีน ประกอบอาชีพหลัก คือ การค้าขายของชำ เฉกเช่นชาวจีนที่นิยมทำกันทั่วไป
แต่อิทธิพลที่ได้รับจากบิดา กลับเป็นเรื่องของความสามารถทางด้านกวี และด้านช่างไม้ ซึ่งเป็นงานอดิเรก ที่รักยิ่งของบิดา
ในวัยเด็กได้แสดงความฉลาดออกมาให้เห็น เช่น การละเล่นกับเพื่อนๆ ได้รู้จักการเอาชนะ ด้วยน้ำใจดี พูดจาอ่อนหวาน จึงเป็นที่รักใคร่ของบรรดาเพื่อนด้วยกัน
เมื่ออายุ 8 ขวบ ท่านได้ไปอยู่วัด เพื่อเรียนหนังสือ จนอายุได้ 11 ปี จึงกลับมาอยู่บ้าน และเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่วัดเหนือ (โพธาราม) และต่อ ม.1 ที่โรงเรียนสารภีอุทิศ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี จนจบชั้น ม.3
ในปี พ.ศ.2469 มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ท่านได้ออกบวชที่วัดนอก (อุบล) และมาประจำอยู่ที่วัดใหม่ (พุมเรียง) ได้รับฉายาว่า "อินทปัญโญ" แปลว่า ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
แต่เดิมท่านตั้งใจจะบวชเรียนตามประเพณี เพียง 3 เดือนเท่านั้น แต่ความสนใจ ความซาบซึ้ง ความรู้สึกเป็นสุข สนุก ในการศึกษา ทำให้ท่านไม่อยากลาสิกขา
ต่อมา ได้เดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมต่อ ที่กรุงเทพฯ และสอบได้นักธรรมชั้นเอก ก่อนเรียนภาษาบาลี จนสอบได้เปรียญ 3 ประโยค
ระหว่างที่เรียนเปรียญธรรม 4 ประโยค ด้วยความที่เป็นคนรักการศึกษา ค้นคว้าจากพระไตร
ปิฎก และศึกษาค้นคว้าออกไปจากตำรา ถึงเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา ในประเทศศรีลังกา อินเดีย และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโลกตะวันตก ทำให้ท่านรู้สึกขัดแย้งกับวิธีการสอนธรรมะ ที่ยึดถือรูปแบบตามระเบียบแบบแผนมากเกินไป ความหย่อนยานในพระวินัยของสงฆ์ ตลอดจนความเชื่อที่ผิดๆ ของพุทธศาสนิกชน
ทำให้ท่าน มีความเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาที่สอน ที่ปฏิบัติกัน ในเวลานั้น คลาดเคลื่อนไปมากจากที่พระพุทธองค์ ทรงชี้แนะ
ท่านจึงตัดสินใจ หันหลังให้กับการศึกษาของสงฆ์เวลานั้น กลับไชยา เพื่อศึกษาและทดลองปฏิบัติ ตามแนวทางที่ท่านเชื่อมั่น โดยร่วมกับนายธรรมทาส (นายยี่เก้ย เป็นน้องชายแท้ๆ) และคณะธรรมทาน จัดตั้งสถานปฏิบัติธรรม สวนโมกขพลาราม เมื่อปี พ.ศ.2475
จากนั้น ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น จนเชื่อมั่นว่า ท่านเดินทางไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน และได้ประกาศใช้ชื่อนาม พุทธทาส เพื่อแสดงให้เห็นถึงอุดมคติสูงสุดแห่งชีวิต
ด้วยอุดมคติที่หยั่งรากลึกลงนี้ ทำให้ท่านสนใจใฝ่หา ความรู้ทางธรรมะตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาทหรือหีนยาน แต่ครอบคลุมไปถึงพระพุทธศาสนาแบบมหายาน และศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์ เป็นต้น
จากความรอบรู้ที่กว้างขวางนี้เอง ทำให้ท่านสามารถประยุกต์วิธีการสอนและปฏิบัติธรรมได้อย่างหลากหลาย ให้คนได้เลือกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับพื้นความรู้และอุปนิสัยของตนได้ โดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติ และศาสนา เพราะท่านเชื่อว่า มนุษย์ทุกคน คือ เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น และหัวใจของทุกศาสนา คือ ต้องการให้คนพ้นจากความทุกข์
ท่านได้ตั้งปณิธานในชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ 1.ให้พุทธศาสนิกชนหรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตาม เข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งที่สุดแห่งศาสนาของตน 2.การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา และ 3.ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม
ในที่สุด ท่านได้รับการยอมรับจากวงการคณะสงฆ์ไทย วงการศึกษาของไทย และวงการศึกษาธรรมของโลก ได้รับการยอมรับให้เป็นเสนาบดีแห่งกองทัพธรรมในยุคหลังกึ่งพุทธกาล เยี่ยงพระมหากัสสปะ ในครั้งพุทธกาล
ลำดับสมณศักดิ์ที่ท่านได้รับ พ.ศ.2489 เลื่อนเป็นพระครูอินทปัญญาจารย์
พ.ศ.2493 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระอริยนันทมุนี
พ.ศ.2500 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชชัยกวี
พ.ศ.2514 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวิสุทธิเมธี
พ.ศ.2520 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมโกศาจารย์
แม้ท่านจะได้รับสมณศักดิ์ตามลำดับ แต่ท่านจะใช้ ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็น ต้องติดต่อราชการเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องอื่น ท่านจะใช้ชื่อ "พุทธทาส อินทปัญโญ" เสมอ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตัวของท่านประการหนึ่ง
สำหรับปริญญาทางโลก ที่ท่านได้รับ อาทิ พ.ศ.2522 พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พ.ศ.2528 อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และ พ.ศ.2528 ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ในระดับนานาชาติ ปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยที่มีแผนกสอนวิชาศาสนาสากล ทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ ล้วนศึกษางานของท่าน หนังสือของท่านกว่า 140 เล่ม ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ, กว่า 15 เล่ม เป็นภาษาฝรั่งเศส และอีก 8 เล่ม เป็นภาษาเยอรมัน นอกจากนี้ ยังแปลเป็นภาษา จีน อินโดนีเซีย ลาว และตากาล็อก อีกด้วย
ถือได้ว่า ท่านอาจารย์พุทธทาส มีผลงานที่เป็นหนังสือแปลสู่ต่างประเทศมากที่สุด
ตลอดชีวิตของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านย้ำอยู่เสมอว่า "ธรรมะ คือ หน้าที่" เป็นการทำหน้าที่ เพื่อความอยู่รอด ทั้งทางฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ และท่านได้ทำหน้าที่ในฐานะทาสผู้ซื่อสัตย์ของพระพุทธเจ้าทุกอณูแห่งลมหายใจเข้าออก จนแม้วาระสุดท้ายแห่งชีวิต จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า ผลงานที่ท่านสร้างสรรค์ไว้ เพื่อเป็นมรดกทางธรรมนั้น จะมีมากมาย สักปานใด ซึ่งจะขอนำมากล่าวเฉพาะผลงานหลักๆ ดังนี้ คือ
1.การจัดตั้ง สถานปฏิบัติธรรม สวนโมกขพลาราม และสวนโมกข์นานาชาติ
2.การร่วมกับคณะธรรมทาน ในการออกหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ราย 3 เดือน นับเป็นหนังสือพิมพ์ทางพระพุทธศาสนา เล่มแรกของไทย เริ่มตีพิมพ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2476 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลารวม 61 ปี นับเป็นหนังสือพิมพ์ทางพระพุทธศาสนา ที่มีอายุยืนยาวที่สุดของไทย
3.การพิมพ์หนังสือชุด"ธรรมโฆษณ์" ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมพิมพ์จากปาฐกถาธรรม ที่ท่านแสดงไว้ในวาระต่างๆ และงานหนังสือเเล่มอื่นๆ ของท่าน
ท่านพุทธทาส ได้ละสังขารกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบ ณ
สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 สิริอายุ 87 พรรษา 67
คงเหลือไว้แต่ผลงานที่ทรงคุณค่า ให้อนุชนคนรุ่นหลัง ได้สืบสานปณิธานรับมรดกความเป็นพุทธทาส
สมดังวลี "พุทธทาส จักอยู่ไป ไม่มีตาย"
(จากคอลัมน์ มงคลข่าวสด นสพ.ข่าวสดรายวัน)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บไซท์
พุทธทาส.คอม
http://www.buddhadasa.com/
ÍèÒ¹µèÍ.....
˹éÒ
2
|