ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน 

ปราโมทย์ นาครทรรพ

*เมื่อวันพุธที่ 24 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรีร่วมกับบรรดาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสำคัญซึ่งเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ผมได้กราบเรียนท่านนายกฯ ไปตรงๆ ว่า ผมเคารพในความเป็นผู้นำ เข้าใจและเห็นด้วยปรัชญาการบริหารของนายกรัฐมนตรีที่ยึดหลักนิติธรรมมากกว่าอำเภอใจของตนเอง แต่ผมต้องคัดค้านและมีความเห็นต่างกับรัฐบาล เพราะไม่สามารถยอมรับให้การเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาเป็นปกาศิตทางการเมืองของประเทศได้ ผมจำเป็นต้องเคลื่อนไหวทางความคิดต่อในทางตรงกันข้ามกับนายกรัฐมนตรี ท่านนายกฯ ตอบว่าท่านไม่ขัดข้อง ท่านเองอาจจะมีความเห็นและความวิตกคล้ายๆ ผม และที่ปรึกษาฯ ส่วนมาก แต่ท่านมีหน้าที่ต้องกระทำตามรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงมิได้และก็จะทำให้ดีที่สุด 

                *นี่คือที่มาของบทความในอนุสารนี้ ซึ่งเป็นการควบบทนำหนังสือรวมบทความเรื่อง “พระราชอำนาจจากพระโอษฐ์ในหลวง กับ เลือกตั้งน้ำเน่า เราจะพากันไปตาย”  กับ บทความเรื่อง “ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน”  ซึ่งผมหลังขดหลังแข็งเขียนทั้งวันทั้งคืน เพื่อเอาไปพิมพ์ใน “ผู้จัดการ” รายวัน  เพื่อหวังจะผันวิกฤตจากการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่จะถึงนี้ให้เป็นโอกาสของประชาธิปไตยที่แท้จริง  

                *ที่ต้องเขียนเรื่องเลือกตั้ง เพราะผมเป็นห่วงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการทำลายมิใช่การสร้างประชาธิปไตย จะทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและสถาบันกษัตริย์ 

                *ที่ต้องเขียนถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เพราะมีความเชื่อมั่นว่า ในยามที่บ้านเมืองวิกฤต หาทางออกอื่นใดมิได้อีกแล้ว  เมืองไทยโชคดี เคยพึ่งพระบรมเดชานุภาพและพระปัญญาบารมีของในหลวง ซึ่งทรงนำจารีตและแนวทางประชา ธิปไตยมาแก้ไขปัญหาได้เสมอ  ในครั้งนี้ จึงอดหวังเช่นนั้นอีกมิได้ 

*หนังสือเล่มนั้น และอนุสาร “เอามโนและศิระกราน” นี้ คือการเคลื่อนไหวทาง

ความคิด เพื่อหวังจะให้เกิดผลในทางกระทำ  เพราะความคิดเป็นบ่อเกิดของการกระทำ  

*การกระทำที่หวังก็คือ การที่คนไทยแต่ละคนแต่ละฝ่ายช่วยกันชะลอการเลือก

ตั้งครั้งนี้ออกไป และหาสิ่งอื่นที่ดีกว่ามาแทน เพราะแม้ว่าการเลือกตั้งจะขาดไม่ได้สำหรับประชาธิปไตย แต่เงื่อนไขและเงื่อนเวลาของการเลือกตั้งครั้งนี้ กลับจะเป็นการทำลายประชาธิปไตยโดยตรง  

                *หากสังคมไทย ใช้ปัญญาสมาธิและความกล้าหาญ ก็จะมองเห็นทางออกที่เป็นประชาธิปไตยกว่า ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและชื่อเสียงของประเทศไทยมากกว่า คือ การแก้พระราชกฤษฏีกาตามครรลองและจารีตประชาธิปไตยให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปสัก 6 เดือนหรือ 1 ปี  โดยในระหว่างนั้นไม่จำเป็นจะต้องใช้ระบบการแต่งตั้งทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารหรือมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ทั้งนี้ประชาชนทั้งหลายจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมโดยเสด็จพระราชอำนาจ พระเมตตาและพระปัญญามารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำประชาธิปไตยที่แท้จริงมาสู่บ้านเมือง 

                *การกระทำดังกล่าว ทำได้อย่างสันติ สงบเยือกเย็น ไม่ต้องรบกวนเบื้องยุคลบาทแต่อย่างใด   ไม่ต้องชุมนุม เดินขบวนประท้วง ด่าทอขับไล่ ผู้ใดพรรคใด เพียงแต่ทุกคนเสียสละเวลาไม่กี่นาที และโปสการ์ดหรือกระดาษแผ่นเดียวกับซองและแสตมป์   แสดงตัวว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของ”สมัชชาประชาธิปไตยฯ” โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆหรือรบกวนให้เป็นภาระแก่ผู้ใด 

                *ถึงแม้ความคิดในหนังสือของผม และการมีส่วนร่วมของท่านจะไม่เกิดผลทันใจในวันที่ 23 ธันวาคม 2550  เพราะเมืองไทยจำเป็นต้องเดินหน้าเลือกตั้งต่อไปตามเงื่อนไขเดิม โดยไม่คำนึงว่าความเสียหายใหญ่หลวงจะเกิดขึ้น เป็นการเอาอนาคตของชาติ สถาบันกษัตริย์ไปเสี่ยง ผมก็จะไม่เสียใจ เพราะถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว เป็นการใช้หนี้บุญคุณของประชาชนที่เสียภาษีอากรส่งผมไปเรียนวิชารัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตย มาถึง 4 มหาวิทยาลัยใน 2 ทวีป เป็นเวลากว่าสิบปี 

*ผมทราบดีว่าเสียงปี่เสียงกลองของการเลือกตั้งทำให้ผู้คนคึกคักเหมือนคอพนันอยากดูมวยคู่เอก หรือฟุตบอลทีมโปรด จึงคอยแต่เร่งวันเร่งคืน ขอโทษเถิด นี่เป็นเรื่องของตัณหา หาใช่การปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมไม่

*ในวิชารัฐศาสตร์ เช่นเดียวกันกับวิชาทหาร หรือการบริหารธุรกิจ  มีการวาดภาพอนาคต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตามยถากรรมหรือโดยการวางแผนสร้างขึ้นมาก็ได้ ภาพอนาคตนั้นเรียกว่า scenario ซึ่งมีทั้งแบบที่ดีและไม่ดี  แบบที่เลวที่สุดเรียกว่า worst case scenario  แบบที่ดีที่สุดเรียกว่า  best case scenario  และมีอีกหลายแบบที่อยู่ตรงกลาง

*ถ้าเป็นไปได้ ทำไมพวกเราหรือสังคมไทยจึงจะไม่ช่วยกันวาดภาพหรือออกแบบอนาคตที่ดีที่สุด

* ผมได้พยายามชี้แจงอย่างดีที่สุดแล้วว่า  ถ้าหากการเลือกตั้งยังเดินหน้าต่อไปตามครรลองที่ผ่านมา โอกาสที่อนาคตของเมืองไทยจะจบลงอย่างเลวร้ายที่สุดใน worst case scenario จะมีมากจนน่าตกใจ 

*การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแต่เพียงพิธีกรรมหรือฉากหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างระบอบทักษิณกับฝ่ายตรงกันข้าม  ฝ่ายทักษิณเป็นฝ่ายที่มีเอกภาพและกำลังวังชามหาศาล ส่วนฝ่ายตรงกันข้ามนั้นแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย มีทั้งยักษ์ทั้งคนแคระช่วยกันเข็นท่อนซุงคนละด้าน  การต่อสู้หลังฉากเต็มไปด้วยเงินและอำนาจ กับวิธีการนอกแบบนอกกฎหมายสารพัดวิชามาร ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าฝ่ายใดจะใช้เก่งกว่ากัน 

*ผมขอพูดสั้นๆว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองเดิมที่เพิ่งรวมตัวกันขึ้นใหม่ 3-4 พรรคใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคพลังประชาชน  มีองค์ประกอบและพฤติกรรมที่ไม่มีทางที่จะไม่ขัดเจตนารมณ์คำวินิจฉัยของศาล ขัดเจตนารมณ์ของคณะปฏิรูปการปกครองซึ่งต้องการปกป้องประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ ขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้งนับไม่ถ้วนมาตรา ตามที่ผมเขียนไว้ในบทความต่างๆ ครั้นจะปล่อยให้เลยตามเลยก็ดีหรือตีความให้เคร่งครัดกำจัดพรรคออกไปจากการเลือกตั้งก็ดี  ผลพลอยเสียและการต่อสู้ทางการเมืองอย่างดุเดือดเลือดพล่านก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน 

*ผมใคร่นำจุดเน้นในหนังสือที่ถูกบิดเบือนและโจมตีโดยผู้อ่านที่บูชาทักษิณที่พากันนำหลักการเก๊ๆทางเศรษฐกิจ การเลือกตั้งและประชาธิปไตยมาเป็นข้ออ้าง ด้วยการยืนยันเรื่องดังต่อไปนี้ 

*หนึ่ง  ขณะนี้การที่พรรคการเมืองน้อยใหญ่พากันละเมิดคำพิพากษาของศาล  ปฏิบัติการทั้งทางตรงทางอ้อมขัดกับรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง  ต้องนับเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่สำเร็จแล้วจะงุบงิบปิดบังปล่อยไปเลยตามเลยหาได้ไม่ เมื่อจำเป็นต้องมีการรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด  พรรคเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง หรือเข้าร่วมแล้วก็จะเป็นโมฆะทีหลัง จะทำให้เกิดการฟ้องร้องต่อต้านและขับเคี่ยวต่อสู้กันจนบ้านเมืองวุ่นวาย หนักยิ่งกว่าการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย 2 เมษายน 2549 อีก 

*สอง ขณะนี้กลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กกต. หรือหน่วยงานปกครองอื่นๆ จะด้วยความด้อยประสบการณ์ก็ดี ความเคยตัวกระทำการเกินไปก็ดี หย่อนไปก็ดี ทำให้พรรคหนึ่งพรรคใดได้ประโยชน์ก็ดี เสียประโยชน์ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการละเว้นปฏิบัติตามหน้าที่ หรือกระทำเกินหน้าที่ ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายสำเร็จแล้วเช่นเดียวกัน  จะต้องเตรียมตัวเผชิญการฟ้องร้องกล่าวโทษ จนอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ 

*สาม รัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายพรรคการเมืองก็ดี กฎหมายเลือกตั้งก็ดี ล้วนแต่มีความบกพร่องทั้งในด้านกลไกและทฤษฎี เป็นการขัดกันเอง ขัดหลักรัฐธรรมนูญ ขัดหลักประชาธิปไตย หากปล่อยไปเลยตามเลยก็ไม่สามารถจะทำให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรมหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนได้ หากไม่ปรับปรุงแก้ไข ก็จะเกิดผลเสียหายใหญ่หลวง ทำให้เกิดช่องว่าง และชะงักงันในการบริหารประเทศ  

*ยกตัวอย่าง บทบัญญัติที่ผู้แทนราษฎรเหมือนกันมีสิทธิทางการเมืองไม่เท่ากัน ผู้ที่อายุไม่ถึง 35 ปีหรือไม่ได้รับปริญญาตรีไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ หรือบทบัญญัติที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่เท่ากันคนหนึ่งเลือกส.ส.ได้คนเดียว อีกคนหนึ่งเลือกได้ 2 คนและอีกคนหนึ่งเลือกได้ 3 คนเป็นต้น และการเลือกตั้งแบบพวงเช่นนี้เป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะมีผู้สมัครจริงสมัครเล่น สมัครเติมให้ครบ 2 หรือ 3 และผลของการลงคะแนนแบบนี้ในหลักวิชาการเลือกตั้งสามารถพิสูจน์ได้ว่าขาดความแน่นอนเที่ยงตรงหรือยุติธรรม เพราะเอาจริงๆแล้วไม่รู้ว่าใครได้รับความนิยมเป็นตัวเลือกอันดับที่หนึ่งของประชาชน แถมคนนั้นๆอาจจะไม่ได้รับเลือกก็ได้ เพราะคะแนนอันดับที่ 2, 3, หรือ 4 ที่มิใช่อันดับแรก ( first choice )ของใครเลย รวมกันแล้วอาจได้มากกว่าอันดับแรก หรือ first choice ก็ได้ นอกจาก นั้นการให้สิทธิเข้าหรือออกจากพรรคก่อนเลือกตั้ง 30 วัน ก็ไม่อาจปฏิบัติได้ เพราะการรับสมัครหมดเขตลงก่อนนั้น ความบกพร่องทางกลไกและหลักประชา ธิปไตยยังมีอยู่อีกมากจนไม่น่าเชื่อ   ทั้งที่มิใช่เรื่องที่เป็นมิติของต่างประเทศด้วยซ้ำ แต่เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างและลักษณะทางสังคมการเมืองไทยของเราเองแท้ๆ 

* สี่  ผมพูดมาหลายครั้งแล้ว ว่า อุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยมิได้อยู่ที่ประชาชนทั่วไป ที่ถูกประณามว่า โง่เง่าขายสิทธิ์ขายเสียง ผู้ที่ขัดขวางความเจริญอย่างแท้จริงของประชาธิปไตย คือ กองทัพ รวมทั้งตำรวจและข้าราชปกครองทั่วไป ที่ปฏิบัติเกินหน้าที่ ไม่ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความรับผิดชอบที่แท้จริงของตน และขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชนในในทางตรงและทางอ้อม บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่ถูกครอบงำโดยหัวหน้าไม่กี่คนและนักสมัครเลือกตั้งเพียง 2-3 พันคน  ที่พากันทำตัวเป็นแก๊งเลือกตั้งผูกขาดการเมืองไทย ทำให้นักการเมืองอาชีพและพรรคที่แท้จริงตลอดจนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของประชาชนเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือ ระหัสกรรมของการเมืองไทย ที่ส่งเสริมค้ำยันโดยระบบราชการ สื่อ  นักรัฐศาสตร์บริการและเนติบริกรไม่กี่ร้อยคนเช่นเดียวกัน 

* ห้า ในชีวิตผมต่อสู้ปฏิวัติรัฐประหารและเผด็จการมาตลอด ผมไม่อยากให้ประชาชนถูกหลอกลวงโดยนักต่อสู้จอมปลอมที่เป็นลูกสมุนและบริวารของระบบทักษิณ การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่เงื่อนไขและเงื่อนเวลาในการเลือกตั้งทุกครั้งไม่จำเป็นจะต้องเป็นประชาธิปไตย ดังเช่น กรณีที่พระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคำถามครั้งที่แล้ว 

*การเคลื่อนไหวของผมโดยหนังสือนี้ มิได้กระทำเพื่อสนับสนุนอำนาจการเมืองที่มาจากการแต่งตั้งผมยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนระบบแต่งตั้ง ผมยืนยันว่าโรคขาดประชาธิปไตยจะต้องแก้โดยการเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น มิใช่น้อยลงและผมยืนยันว่า ในประสบการณ์และจารีตประชาธิปไตยที่แท้จริง  เราสมารถมีสภานิติบัญญัติ(ชั่วคราว) วุฒิสมาชิกชั่วคราว และรัฐบาลชั่วคราว ที่มิได้มาจากการแต่งตั้งหรือการเลือกตั้งทั่วไปได้ ตัวอย่างก็มีอยู่แล้วทั้งในประเทศอังกฤษและไทย ซึ่งต่างก็มีพระมหากษัตริย์ด้วยกัน 

*หก ผมใคร่จะพูดถึงบทบาทของคน 3 กลุ่ม เป็นกลุ่มจำเพาะที่มีตัวมีตนจับต้องและอ้างอิงได้ คนทั้ง 3กลุ่มนี้ต่างก็อ้างความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวต่างก็อ้างว่ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงจะเป็นดั่งวาจาหรือหาไม่ ไม่มีผู้ใดตอบได้ แต่ถ้าคนทั้ง 3 กลุ่มนี้ไม่ยอมร่วมมือกันและไม่ช่วยกัน  ประชาธิปไตยในประเทศไทยเห็นจะเป็นไปไม่ได้  ทั้งๆที่เรามีพระมหากษัริย์ที่แสนประเสริฐ ทรงเข้าพระทัย ทรงชี้แนะ และทรงพร้อมที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อาจจะเป็นไปได้ว่าคนทั้ง 3 กลุ่มนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินหรือสนใจพระบรมราโชวาทเรื่องหัวใจประชาธิปไตย ที่ผมกำลังอัญเชิญมานี้เลย  "ประชาธิปไตยหรือความเป็นอยู่ของสังคมของชาติอยู่ที่ ฯ ทุกคนต้องร่วมมือช่วยกันทำ ตัวใครตัวมันไม่ได้ ก็ต้องถือเป็นหลักว่าเราต้องช่วยกันทำ (2512) " นี่คือหลัก "ราชประชาสมาสัย"ตัวจริง 

*คนสามกลุ่มนี้ 2 กลุ่มแรกเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีชื่อว่า "ชนชั้นปกครองของประเทศไทย" ได้แก่ 
                *1.กลุ่มที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาทำหน้าที่ของตนยังไม่สำเร็จเรียบร้อยดีในเรื่องกู้ชาติและนำชาติออกจากวิกฤตที่สุดในโลก คือ นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และคมช.
 

*2 .กลุ่มบุคคลสำคัญที่ไม่รู้จักความสำคัญของตนเอง ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับความสำคัญ หรือไม่สำนึกว่าอะไรสำคัญและไม่สำคัญในอนาคตประชาธิปไตยของประเทศไทย 3 คนแรกคือ ทหารใหญ่ 3 คนที่มีประสบการณ์การเมืองคนละอย่างเป็นต้นเหตุให้ทหารแตกกันในอดีและทำเป็นทองไม่รู้ร้อนที่ทหารแตกกันในปัจจุบันยิ่งกว่าเดิม  ได้แก พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พลเอกสุจินดา คราประยูร พลตรีจำลอง ศรีเมือง นอกจากทั้งสามจะต้องจับมือกันแล้ว ยังมีอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ยกเว้นคนที่เป็นองคมนตรี กับทั้งปูชนียบุคคลของสังคมทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน รวมแล้วอาจไม่ถึงโหลดี กลุ่มนี้ถ้ากล้าหาญและมีน้ำใจน่าจะเป็นคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อระบอบปประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้เป็นอย่างดี 

*3.กลุ่มที่ถูกดูถูกว่าไม่มีความสำคัญ เป็นทาสของนักการเมืองระดับชาติ ขาดความรู้และประสบการณ์ แปลกแยกแตกสามัคคี ฆ่ากันตายไม่เว้นแต่ละเดือนซึ่งเป็นคำกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม  กลุ่มนี้ได้แก่นักการเมืองในองค์กรปกครองท้องถิ่น มีจำนวนกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นคน ตั้งแต่อบต.เล็กๆ ขึ้นมาถึงเทศบาลนคร และกรุงเทพมหานคร กลุ่มนี้เป็นจุดที่สัมผัสกับรากหญ้าโดยตรงเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของปวงชนส่วนใหญ่  กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสุดหากมีทิศทางและกรอบคิดใหม่(new paradigm)ที่ดี 

* ทั้งสามกลุ่มนี้ทำอะไรได้บ้าง โปรดอย่าตอบว่าถูกมัดเป็นเชลยการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 255  นี้หมดแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย  ผมกลับเห็นว่าทั้งสามกลุ่มนี้จะต้องทำอะไร   ทั้งภายในกลุ่มเอง และร่วมมือกับอีก 2 กลุ่ม และปวงชนชาวไทย ช่วยกันคิดหาทางออกให้ประเทศไทย โดยถือหลักว่า ช่วยตนเองเสียก่อน   แล้วพระเจ้าจะช่วยท่าน 

*เบื้องสุดท้าย เมื่อครบถ้วนขบวนความแล้ว อาจนำไปสู่การกราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัย  อาศัยพระบรมเดชานุภาพ พระเมตตาและปัญญาบารมีของพระเจ้าอยู่หัว นำประเทศออกจากวิกฤต และเริ่มเดินไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยถาวร 

* สำหรับพวกเราทั้งหลาย จะงอมืองอเท้าให้เกิดการฆ่ากันตายเสียก่อน อย่างที่พลตรีจำลองหรือหลายๆคนว่า แล้วจึงค่อยจะขยับตัวยังงั้นหรือ    โปรดอย่าดูถูกตัวเองเช่นนั้นเลย 

*ผมขอเสนอต่อคนไทยทุกคนว่า

* 1. ขอให้พวกเราทุกคนทั้งที่อยู่ในต่างประเทศ ในต่างจังหวัดหรือในกรุงด้วยตัวคนเดียว หรือชวนหมู่คณะที่เป็นองค์การอยู่แล้ว ไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน มารวมตัวกันเข้าเป็น "สมัชชาประชาธิปไตยแห่งชาติ" การเข้าเป็นสมาชิก และการร่วมกิจกรรมของสมัชชาฯ ไม่ต้องกรอกใบสมัคร ไม่ต้องไปประชุม ไม่ต้องไปร่วมชุมนุม ไม่ต้องไปเดินขบวนประท้วงหรือคัดค้าน เพียงแต่นำบัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต หรือใบขับขี่ ของท่าน มาอัดลงในแผ่นกระดาษเปล่า เซ็นชื่อ ของท่าน แล้วเขียนว่า "สมัชชาประชาธิปไตยแห่งชาติ" 

*2. นำกระดาษแผ่นนั้นมาเขียนลงไปดังนี้ 

* 1. ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ขอให้แก้พ.ร.ฎ.เลื่อนออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) 

*2. ข้าพเจ้าขอทูลเกล้าถวายฎีกา ขอให้ทรงมีพระราชวินิจฉัย  พระราชทาน "สมัชชาแห่งชาติ" ในวันที่ 23ธันวาคม 2550 

* 3. ส่งหนังสือนั้นไปยัง  
                สมัชชาประชาธิปไตย ฯ  

                ตู้ ปณ. 19   ทำเนียบรัฐบาล

                ถนนพิษณุโลก กทม. 10302 

*สมัชชานี้ทุกคนเป็นเจ้าของ   จะจัดตั้งศูนย์หรือสำนักประสานงานขึ้นที่ใดก็

ได้  ข้อสำคัญอย่ารบกวนค่าใช้จ่ายใดๆจากสมาชิก เพราะกิจกรรมหลักของสมัชชา คือ การแสดงความคิดเห็น สามารถกระทำโดยกระดาษแผ่นเดียว และค่าไปรษณียากรจดหมายฉบับเดียว ส่วนผู้ที่มั่งมีอยากจะใช้เทคโนโลยีสื่อสารที่ก้าวหน้าราคาแพงก็ได้ตามศรัทธา 

*"สมัชชาประชาธิปไตยแห่งชาติ" เป็นมิติใหม่(new  paradigm)จัดตั้งง่าย  เป็นระบบ ประหยัด และสามารถดำเนินกิจกรรมได้ทันที โดยอาศัยเทคโนโลยีสื่อสารสมัยปัจจุบัน รวมทั้งไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร อินเตอร์เนต และเว็บไซต์ ในชนบทอาจจะอาศัยสำนักงานการปกครองท้องถิ่นไปพลางๆ ก่อน แล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นมาพร้อมๆกัน ในการปฏิบัติหน้าที่ของสมัชชาสมาชิกทุกคนจะต้องเป็นกลาง   ปฏิบัติหน้าที่พลเมืองดี โดยไม่ต้องออกไปชุมนุมเดินขบวนคัดค้านอะไรทั้งสิ้น  ไม่ออกนอกหน้าที่ไปสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด ซึ่งมิได้หมายความว่าโดยส่วนตัวท่านจะสนับสนุนพรรคที่ท่านชอบมิได้ 

*การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรานั้นมีกระทำกันอยู่ทั่วไปในประเทศประชาธิปไตยที่เจริญ และมิใช่การล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้ง การแก้เฉพาะบทเฉพาะกาลเพื่อแก้ปัญหาสุญญากาศที่จะนำภัยพิบัติมาสู่ประเทศสามารถกระทำได้ภายในเวลาไม่กี่วัน โดยการรวบรวมชื่อให้ครบ 50,000 คน การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถกระทำผ่านฝ่ายบริหารได้โดยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ของพระมหากษัตริย์และ/หรือปวงชนร่วมกัน  

* ผมขอประกาศย้ำศรัทธาของผมที่มีต่อปวงชนและท้องถิ่นว่า ถ้าหากนักการเมืองท้องถิ่นของเรา ตั้งแต่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครลงไปถึงนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล นายกอบต. และสมาชิกสภาต่างๆ ซึ่งมีจำนวนถึง แสนห้าหมื่นเกิดความเข้าใจและกล้าหาญเพื่อชาติ    ลุกขึ้นมาร่วมใจกันร่วมกับประชาชนของท่าน เป็น "สมัชชาประชาธิปไตยแห่งชาติ"โดยเสด็จตามรอยยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมืองไทยก็จะเกิด"ราชประชาสมัย" คือ  การปกครองแบบมีส่วนร่วมหรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริงทันที 

*ครับ มิใช่บัตรเลือกตั้ง  แต่เป็นโปสการ์ดหรือกระดาษแผ่นเดียวเขียนเหมือนๆกัน  ทุกคนเสมอกัน  ส่งไปที่ “สมัชชาประชาธิปไตยฯ” ตู้ ปณ. 19  ทำเนียบรัฐบาล ถนนพิษณุโลก  กทม. 10302 

* เมื่อนั้น คนไทยทั้งชาติก็จะได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีได้กึกก้อง เต็มเสียง เต็มปอด และเต็มหัวใจ 

 * ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน นบพระภูมิบาล…..

สมัชชาประชาธิปไตยฯคืออะไร

สมัชชาประชาธิปไตยฯ คือ นามแฝงที่ นายปราโมทย์ นาครทรรพ ขอเช่าตู้ ปณ.19 ณ ไปรษณีย์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับจดหมายที่ได้มาจากการระดมความคิดและการมีส่วนร่วมของพลเมืองดี ที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผู้ไม่ต้องการเห็นประชาธิปไตยจอมปลอมของนักการเมืองผูกขาดไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่คนที่แอบอ้างเอาการเลือกตั้งบังหน้า สมัชชาประชาธิปไตยฯ มิใช่นิติบุคคลไม่มีความเกี่ยวข้องทั้งทางตรงทางอ้อมต่อกันแต่อย่างใดกับรัฐบาล กองทัพและพรรคการเมือง

สมัชชาประชาธิปไตยฯเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นเอกภาพโดยยึดหลักสันติธรรม ความรัก และความสงบเรียบร้อย ไม่มีการเดิน ขบวนชุมนุม หรือต่อต้านพวกใดพรรคใด การสื่อสารระหว่างสมาชิกกับสมัชชา ฯและบุคคลหรือองค์กรภายนอก ในชั้นนี้กระทำโดยการส่งจดหมายทางไปรษณีย์เท่านั้น สมัชชาประชาธิปไตยฯ รับพลเมืองดีที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาธิปไตย ทุกคนเป็นสมาชิกโดยอัตโนมัติเมื่อบุคคลนั้นส่งสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมทั้งข้อเสนอและความข้อคิดเห็นในการแก้ปัญหาและความขัดข้องและไม่เป็นประชาธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้โดยไม่ต้องเสียค่าสมัคร ค่าสมาชิก ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆนอกจากค่ากระดาษและค่าดวงตราไปรษณียากรเท่านั้น

สำหรับปัญหาที่พวกเราจะมีส่วนร่วมช่วยกันแก้ครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นก็คือการช่วยกันชะลอมิให้การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เกิดขึ้นได้เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สมประกอบ ไม่มีทางที่จะสุจริตเที่ยงธรรมเพราะพรรคการเมืองต่างๆก็ไม่สมประกอบ กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งก็ไม่สมประกอบ ผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งเช่น รัฐบาลและ กกต.ก็ไม่สมประกอบ ทุกฝ่ายมีการกระทำที่บกพร่องและไม่สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบมากมายหลายกรณีหากฝืนเลือกลงไปจะต้องมีการฟ้องร้องและเผชิญหน้าขัดแย้งต่อสู้กันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นการเอาอนาคตของบ้านเมืองและสถาบันไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็นดังได้บรรยายไว้โดยละเอียดในหนังสือชื่อ "พระราชอำนาจจากพระโอษฐ์ในหลวงกับ เลือกตั้งน้ำเน่าเราจะพากันไปตาย"

ดังนั้น ขอให้ท่านที่เห็นด้วยอัดสำเนาบัตรประชาชนของท่านลงไปในแผ่นกระดาษจั่วหัวว่า สมัชชาประชาธิปไตยฯ และเขียนข้อความลงไปว่า 1.ข้พเจ้าไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้ขอให้แก้ไขพระราชกฤษฎีกาเลื่อนออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี(เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง) 2. ข้าพเจ้าขอทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระบรมราชวินิจฉัย พระราชทานสมัชชาแห่งชาติฯ (โปรดดูตัวอย่าง) ขอรับรองว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่เป็นการยืดอายุรัฐบาลปัจจุบันไม่เป็นการเชื้อเชิญการปฏิวัติเพราะมีมาตรการตามครรลองและจารีตประเพณีที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิมพร้อมอยู่กับทั้งจะไม่เป็นการรบกวนเบื้องยุคลบาทเกินกว่าการใช้พระราชอำนาจในกรณีทั่วๆไปแต่อย่างใด

โปรดส่งจดหมายของท่านไปที่สมัชชาประชาธิปไตยฯตู้ ปณ. 19 ปณ. ทำเนียบรัฐบาลกรุงเทพฯ 10302

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping