----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่--------------------------------------------

เมื่อข้าพเจ้าไปสอนที่คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา 

จุดเริ่มต้น

เมื่อปี 2512 ศาสตราจารย์ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ผู้ก่อตั้งและคณบดีคณะศิลปศาสตร์ในเวลานั้น มาชักชวนข้าพเจ้าไปสอนและปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าสาขาภาษาต่างประเทศ คือภาษาเยอรมันและญี่ปุ่น  ภาษาอังกฤษนั้นอยู่ในสาขาภาษาและวรรณคดีอังกฤษและสาขาภาษาศาสตร์ สาขาหลังนี้ต่อมาได้แยกเป็นสาขาภาษาศาสตร์และสาขาภาษาอังกฤษ ต่อมาได้มีภาษาจีนและภาษารัสเซียเพิ่มขึ้น

                ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์ในการสอนมาบ้าง เพราะเคยเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2495 ถึงปี 2501 เป็นการสอนปีละ 2-3 เดือน เป็นวิชา วิชาไปเช่น การสนทนาสำหรับนิสิตปี 2 วัฒนธรรมฝรั่งเศสปี 3 และวรรณคดีฝรั่งเศสปี 4  ต่อไปก็เหลือแต่ปี 4 ซึ่งส่วนมากจะเป็นเรื่องนักเขียนศตวรรษที่ 19 ส่วนประสบการณ์ทางบริหารนั้น ไม่มีมาเลย  ภายหลังได้ถามอาจารย์อดุลว่าทำไมจึงไว้ใจได้  ท่านตอบว่า 1.) ภาษาฝรั่งเศสของข้าพเจ้าเชื่อถือได้ 2.)ท่านมีประสบการณ์ในการเลี้ยงและผสมพันธุ์ม้า และได้สังเกตว่าถ้าพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์มาจากพันธุ์ที่ดี ที่มีคุณสมบัติดี ส่วนมากลูกม้าจะดี มิฉะนั้นก็ใช้ไม่ได้เลย  อีกเหตุผลคงเป็นเพราะในเวลานั้นยังไม่มีหัวหน้าสาขาภาษาต่างประเทศ ในจำนวนอาจารย์ภาษาฝรั่งเศส มีผู้ที่ได้รับปริญญาเอกมา 2 คน ท่านคงตัดสินไม่ได้ว่าควรเลือกผู้ใด จึงได้เลือกบุคคลภายนอกเข้ามารับตำแหน่งนี้

                ได้เริ่มตกลงกันว่าข้าพเจ้าจะเริ่มเข้าทำงานในปีการศึกษา 2513 คือเดือนมิถุนายน 2513 แต่เมื่อนักศึกษาที่จะจบปีที่ 4 ในเดือนมีนาคม 2513 ทราบว่าข้าพเจ้าจะเข้าไปสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ก็ร้องขึ้นมาว่าเขาจะไม่มีโอกาสเรียนกับข้าพเจ้า  และขอให้ข้าพเจ้าไปสอนพวกเขาในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมนั้น จึงได้มีการตกลงกันว่าข้าพเจ้าจะไปสอนประมาณ 3 สัปดาห์ ในปลายภาค 2 ของปีการ ศึกษา 2512  เวลานั้นภาษาฝรั่งเศสเป็นเพียงวิชาโท แต่นักศึกษาปีนั้นมีจำนวนไม่น้อยคือ 30 กว่าคน เป็นผู้ที่กระตือรือล้นดี และก็เป็นผู้ที่ขอเรียนกับข้าพเจ้าเองผู้ที่เด่นในกลุ่มนี้และก็คงเด่นไปอีกนานก็คือ เสรี  วงศ์มณฑา

สถานที่

                คณะศิลปศาสตร์ได้ตกแต่งห้องที่ชั้น 5 ให้ข้าพเจ้าอย่างสวยงาม ใช้เป็นห้องทำงาน ห้องประชุมอาจารย์ภาษาฝรั่งเศส อาจารย์ภาษาอื่นๆและรับแขกภายนอก  ข้าพเจ้าได้ทำการสอนมากที่สุดที่ห้อง 310 ริมแม่น้ำชั้น 3 ห้องนั้นมีการปรับอากาศแล้วหน้าต่างเป็นไม้  ซึ่งเมื่อปิดแล้วทำให้ห้องมืดมาก แต่เสียงเรือหางยาวก็ยังเข้ามาได้อย่างดี  ข้าพเจ้าเคยสอนห้องบรรยายใหญ่ชั้น 1 และชั้น 2  เมื่อต้องสอนนักศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีถึง 100 คน

                ต่อมาได้มีการเติมชั้นของตึกทางทิศใต้เป็น 8 ชั้น ระหว่างการก่อสร้าง ได้มีวัตถุการก่อสร้างวางระเกะระกะอยู่ทางออกลิฟต์ซึ่งอันตรายมาก  วันหนึ่งข้าพเจ้าได้สะดุดกองเส้นเหล็กซึ่งขวางทางอยู่ เมื่อล้มลงไป เหล็กทำให้ขาเป็นแผล ใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะหาย นอกนั้นมีการซ่อมลิฟต์เล็กๆ 2 ตัว ที่มีอยู่เพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่ง  ซึ่งทำให้เดินขึ้นและลง ถึงและจากชั้น 5 โดยบันไดเป็นเวลาหลายเดือน การทรงจำเรื่องลิฟต์นี้ก็จะลืมไม่ได้  การเข้าออกลิฟต์นั้นลำบาก เพราะนักศึกษาไม่ทราบกันว่า ตามมารยาทควรให้ผู้ออกจากลิฟต์ก่อน จะเป็นใครก็ตาม  ส่วนใหญ่จะพยายามเข้าไปโดยไม่ยอมให้ผู้ที่อยู่ในลิฟต์ออกเสียก่อน นอกนั้นการเดินที่เฉลียงก็ลำบากเหมือนกัน นักศึกษาบางกลุ่มจะไม่หลีกให้อาจารย์ผ่านไป อาจารย์ต้องทำตัวลีบติดกำแพงหรือลูกกรงเฉลียง

งาน

                ข้าพเจ้าเคยเป็นเพียงอาจารย์สอนอย่างเดียว ดังนั้นในสองปีแรกจึงต้องเรียนรู้ระเบียบราชการต่างๆ และก็ต้องพยายามทำความรู้จักกับนักศึกษาและหลักสูตรที่ใช้อยู่ในขณะนั้น

                เมื่อเริ่มสอนในคณะศิลปศาสตร์ ได้สอนนักศึกษาทั้ง 4 ปี มีจำนวนประมาณ 100 คน โดยไม่ได้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยเพราะไม่มีเวลาพอ ต้องให้การบ้านบ่อย แต่ละครั้งก็จะมีผู้ส่งการบ้าน 60-80 คน แล้วก็ต้องตรวจ แก้และให้คะแนน

                ปีต่อๆมา อาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษของสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสเพิ่มมากขึ้น ข้าพเจ้าจึงสอนวิชาภาษาและวรรณคดีในปีสูงๆคือปีที่ 3 และปีที่ 4 เท่านั้น เนื่องจากมีอาจารย์เพิ่มขึ้นในสาขา จึง

สามารถแบ่งนักศึกษาจำนวนมากของปีที่ 1 เป็นกลุ่มเล็กๆ โดยให้อาจารย์รับผิดชอบสอนแบบเดียวกันในแต่ละกลุ่ม ใช้แนวทางการสอนเดียวกัน มีการประชุมกันบ่อยๆเพื่อวางแผนการสอน การวัดผลและการแก้ปัญหา ต่อมาได้ทดลองให้อาจารย์สอนวิชาเดียวในทุกกลุ่ม เช่นการอ่านหรือการเขียนหรือไวยากรณ์ ฯลฯ

                ในเวลานั้น มีการเปลี่ยนแปลงในการเรียนการสอนจากระบบชั้นปีเป็นระบบหน่วยกิต การวัดผลเปลี่ยนจากการให้คะแนนเป็นเปอร์เซ็นต์ไปเป็นการตัดเกรด ซึ่งเราก็ต้องศึกษากันและร่วมกันพิจารณา ดังนั้นการประชุมอาจารย์ภาษาฝรั่งเศส จึงต้องมีบ่อยขึ้น

                นอกจากนั้นข้าพเจ้าต้องพบกับอาจารย์สาขาภาษาอื่นๆ เพื่อรับทราบเรื่องหลักสูตรและปัญหาต่างๆที่มีอีกด้วย

                ในด้านวิชาการต้องติดตามวิธีการสอนภาษาแบบใหม่ๆ ที่มีการค้นคว้าทดลองกันในต่างประเทศ ต้องไปเข้าร่วมสัมมนา ดูงานและศึกษาด้วยตนเอง รวมทั้งศึกษาปัญหาการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทยและจัดสัมมนาเช่นการสัมมนาเกี่ยวกับปัญหาต่อเนื่องระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ฯลฯ

                ปัญหาอย่างหนึ่งของเราคือ มีนักศึกษาที่ต้องการเรียนภาษาฝรั่งเศสในปีที่ 1 มาสมัครมากไป ระดับความรู้ภาษาก็แตกต่างกัน เมื่อข้าพเจ้าไปสอนไปออกข้อสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ทบวงมหาวิทยาลัยเป็นผู้จัด ก็ได้พบกับอาจารย์ของสำนักทดสอบมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงได้ไปศึกษาและขอความช่วยเหลือของสำนักทดสอบที่จัดทำแบบทดสอบระดับความรู้ภาษาฝรั่งเศส(Placement Test)ขึ้น

                งานที่ต้องจัดทำอีกอย่างหนึ่งคือการสร้างหลักสูตรวิชาเอกภาษาฝรั่งเศส ได้คิดว่าไม่ควรเน้นหนักทางวรรณคดี เพราะคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยศิลปากรทำอยู่แล้ว  ส่วนทางด้านภาษาศาสตร์เราก็ยังไม่มีอาจารย์พอ  แต่เราชำนาญการสอนภาษาคือไวยากรณ์ อ่าน เขียนฯลฯ การจัดทำหลักสูตรจึงให้เป็นการผสมผสานระหว่างภาษาและวรรณคดี หลังจากที่สอนไประยะหนึ่ง ก็พบว่าวิชาเอกทางวรรณคดีไม่สู้จะประสบความสำเร็จ จึงคิดว่าควรจะหนักไปทางการใช้ภาษา และทางการแปล

                นอกจากหลักสูตรวิชาเอกแล้ว ก็ยังมีหลักสูตรวิชาโทและวิชาเลือก นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ที่เลือกเรียนภาษาฝรั่งเศส ไม่สนใจวิชาทางวรรณคดี จึงได้ขออาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ที่เคยไปศึกษาในประเทศฝรั่งเศสมาช่วยสอนการเขียนเรียงความและการสนทนาโต้ตอบ ทำให้เกิดความสนใจการสอนภาษาฝรั่งเศสเฉพาะด้าน ได้ไปดูงานในประเทศฝรั่งเศสและปรับปรุงหลักสูตรวิชาโทสำหรับนักศึกษารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ การสอนแนวใหม่ได้ผลดี นักศึกษาสอบทุนรัฐบาลฝรั่งเศสไปศึกษาต่อปีละหลายคน มีอยู่ปีหนึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์สอบได้ทุนทั้งหมด 3 ทุนที่เขาให้ จากนั้นก็ได้ทำเรื่องเกี่ยวกับภาษาฝรั่งเศสเฉพาะด้านต่อไปอีก เช่นภาษาฝรั่งเศสการท่องเที่ยวและภาษาฝรั่งเศสธุรกิจ

                ในระหว่างที่ข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้ไปร่วมในงานสำคัญๆของมหาวิทยาลัยอยู่เสมอเช่นพิธีไหว้ครูและพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

การลาออก

                ระยะหลังข้าพเจ้าตามเสด็จแม่ไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาหลายเดือน และแม่มาอยู่บ้านของข้าพเจ้า จึงไม่สามารถอยู่สอนได้ การเป็นหัวหน้าต้องปกครองอาจารย์ พิจารณาการเลื่อนขั้นเงินเดือนและอื่นๆอีกมากมาย ข้าพเจ้าอยากมีเวลา จึงลาออกจากอาจารย์ประจำ รับแต่เพียงสอนเป็นอาจารย์พิเศษ ในที่สุดก็หาเวลาไปสอนไม่ได้เลย เพราะภารกิจทางด้านอื่นบังคับ

(บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ”ธรรมศาสตร์ 60 ปี” หรือหนังสือที่ระลึกครบรอบ 60 ปีของการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันที่ 27 มิถุนายน 2537 )

อ่านต่อ นสพ.ผู้จัดการเปิดโต๊ะทรงงานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯhttp://www.manager.co.th/

 

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping