เบญจรงค์อาจจะขายต่างประเทศได้
ผ้าชนิดต่างๆจากสุรินทร์ ทั้งไหม,ผ้าขะม้าและผ้าฝ้าย
ไวน์ผลไม้โอทอปอาจไปได้ลำบากในตลาดต่างประเทศ และอีกประการหนึ่งคนไทยดื่มเหล้ากับเบียร์เป็นหลัก
เข่งปลาทูโอทอปคงจำหน่ายได้ในเฉพาะประเทศเอเชียเท่านั้น
 

----------------------------------------------€ΕΤ‘·ΥθΓΩ»ΰΎΧΝ΄ΩΓΩ»γΛ­θ--------------------------------------------

OTOP : ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาจนำมาขายในแอล.เอ.ไม่ได้

โดย ไพสันติ์ พรหมน้อย

อ่านข่าวสินค้า”โอทอป”ที่นำมาจัดงานที่วัดไทยระหว่างวันที่ 1-4  ธันวาคม 2005 มีการกล่าว หากันว่าถูก”ลอยแพ”ระหว่างผู้จัดกับผู้นำสินค้ามาจำหน่าย หรือการถกเถียงกันจนเป็นข่าวเชิงลบนั้น  คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา”ปลายเหตุ” อยากจะให้ทุกคนมองภาพรวมของคำว่า”โอทอป”ทั้งหมด ก่อนที่จะชี้นิ้วด่ากัน

 ในปี 2001 รัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เริ่มโครงการ”หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์”

(One Tambon One Product =OTOP) เพื่อนำภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่และแห่งออกมาใช้เป็นงานของชาว บ้าน จะได้มีสินค้าออกจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ ถือเป็นนโยบายที่ดีจนถึงกับมีสำนักงานโอ

ทอปแห่งชาติและคณะกรรมการชุดต่างๆขึ้นมารับผิดชอบ เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าและส่งเป็นสินค้า ออกได้

สินค้าโอทอปของไทยแยกออกเป็น 6 หมวดหมู่ประกอบด้วย 1.อาหาร 2.เครื่องดื่ม 3.ผ้าและเครื่องแต่งกาย 4.เครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่ง 5.ศิลปะประดิษฐ์และของที่ระลึก 6.สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา  ขอแนะนำให้เข้าไปดูรายละเอียดประกอบเรื่องที่ www.thaitambon.com เป็นเว็บไซท์ที่ท่านนายกฯทักษิณจัดทำขึ้นมาเพื่อเผยแพร่สินค้านี้ให้คนทั่วโลกได้รู้จัก

แนวความคิดเรื่อง”โอทอป”มีกำเนิดมาจากญี่ปุ่นที่เรียกว่า (One Village One Product =OVOP) ญี่ปุ่นผลิตสินค้าขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ของเก่ารุ่นปู่ย่าตาทวด เกรงว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรุษจะสูญหาย จึงอนุรักษ์ไว้ แต่ไม่ได้จัดทำแบบไทยเพราะไทยต้องการสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นผสมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงออกมาในเชิง”พาณิชยกรรม”

ถ้ารัฐบาลไทยแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะต้องอนุรักษ์โดยนำออก จำหน่ายไม่ได้หรือได้น้อย (Inactive products) อะไรคือสินค้าที่ชาวบ้านนำออกมาจำหน่ายได้(Active products) ปัญหาต่างๆก็จะลดลงโดยเฉพาะเรื่องการผลิตออกมาให้สมส่วนกับความต้องการของตลาด  ยกตัวอย่างเช่น “กระบวย”ที่ทำจากกะลามะพร้าวในภาคอีสานหรือบางภาคของไทยในอดีตใช้ตักน้ำดื่มจากตุ่มน้ำ ทุกวันนี้กระบวยไม่สามารถนำมาใช้งานได้เพราะคนหันมาใช้”ขันน้ำ” ใช้”จอก”หรือ”แก้วน้ำ” กันหมดแล้ว รวมทั้งปัจจุบันประเทศไทยก็ใช้ระบบน้ำประปา แต่ละบ้านมีตู้เย็นจึงไม่เหมาะที่จะใช้”กระบวย”  ดังนั้น”กระบวย”จะต้องทำขึ้นมาเพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลังได้เห็นได้รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่าง ไร หรือหากจะนำออกขายก็เป็นลักษณะสินค้าที่ระลึกจากพื้นที่นั้นๆ เป็นต้น

อีกตัวอย่างหนึ่งสนับสนุนเรื่องการทำโอ่ง สมมติว่านครปฐม,ราชบุรี,เพชรบุรีหรือในเขตลุ่มน้ำภาคกลางทำโอ่งกันได้ ปัจจุบันโอ่งใช้ได้ในบางเขตชนบท ทุกคนหันมาใช้แท้งค์น้ำเพื่อเก็บน้ำได้ในปริมาณที่มาก ความนิยมเรื่องโอ่งก็ลดน้อยลง สินค้าประเภทนี้ก็คงจะตกไปเป็นแบบกระบวยคือทำเพื่อให้เห็นรูปร่างหน้าตาว่าคืออะไร  

สินค้าที่รัฐบาลสนับสนุนยังมีเครื่องปั้นดินเผา แต่ละแห่งก็มีอาทิเช่นเครื่องปั้นดินเผาบ้านมอญ นครสวรรค์ ,เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด นนทบุรี,เครื่องปั้นดินเผาคนด่าวเกวียน โคราช ฯลฯ หรือหลายจังหวัดมีกล้วย ก็ทำกล้วยกันไปหมดไม่ว่าจะเป็นกล้วยฉาบ,กล้วยกวน,กล้วยอบน้ำผึ้ง เรียกว่าสาระ พัดกล้วยทำออกมาจำหน่ายแข่งกัน เรื่องกล้วยๆก็เลยไม่กล้วยตามคิด

สินค้าหลายประเภทจัดทำขึ้นมาแล้วชาวบ้านกลายเป็นหนี้สินพะรุงพะรัง ตัวอย่างเช่นส่งเสริมให้แต่ละตำบลทำน้ำพริก คนไทยทุกบ้านเรือนก็มีน้ำพริกอยู่แล้ว ตำบลนั้นก็น้ำพริก ตำบลนี้ก็น้ำพริก แล้วใครจะซื้อเพราะบ้านผมก็มีน้ำพริก บ้านคุณก็มีน้ำพริก อีกทั้งน้ำพริกที่ทำแบบอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมก็มีหลายๆ”แม่” ออกจำหน่ายกันเกลื่อนตลาด  น้ำพริกตำบลจึงต้องเก็บไว้กินในตำบลนั้นๆ

 สินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้ผู้ผลิตไปได้ไม่ไกลคือการนำผลไม้ประเภทต่างๆมาผลิตเป็น

”ไวน์” ซึ่งแนว ความคิดนี้ผิด เพราะการผลิตไวน์มีมาหลายพันปีใช้องุ่นเท่านั้นเพื่อที่จะทำเป็นสินค้า ออกได้ ไม่เช่นนั้นฝรั่งเศสหรือแคลิฟอร์เนียคงหันไปใช้ผลไม้ผลิตไวน์กันไปนานแล้ว ในเมื่อมีผลไม้ก็ต้องผลิตน้ำผลไม้ออกจำหน่าย สรุปแล้วตอนนี้ไวน์มะยม,ไวน์มะขาม,ไวน์มะเกี่ยง,ไวน์มังคุด,ไวน์กระชายดำ,ไวน์ลูกยอ,ไวน์มะเม่า ฯลฯ ก็ไม่ไปไหนครับจอดอยู่ตรงนั้น

 ความจริงแล้วแต่ละท้องถิ่นมีภูมิปัญญาของตนมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด  เพียงแต่จับภูมิปัญญาเหล่านี้มาปะแป้งแต่งตัวหรือที่นิยมเรียกกันว่า ”ต่อยอด” ทำพวก Packaging ให้ดีเพื่อให้จำหน่ายได้ เมื่อส่งเสริมกันมากเข้าโดยไม่ดูความต้องการของตลาดหรือตลาดมีน้อย จึงเกิดปัญหาตามมา โอทอปที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดก็เจ๊งกันระนาว

อีกประการหนึ่งเรื่องของ”สายพันธุ์” เช่นในภาคอีสานมีการทอผ้าฝ้าย ทั้งพวกผ้าตีนจก มัดหมี่  ผ้าไหมแพรวา ที่โด่งดังก็มีหลายแห่งเช่นไหมสุรินทร์,ไหมขอนแก่น ภาคเหนือก็มีทั้งฝ้าย,ไหม,เครื่อง เงิน  สินค้าเหล่านี้เป็น”สายพันธุ์”เดียวกัน แล้วเราจะนำไปแลกกันแต่ละตำบลจึงเป็นไปอย่างลำบาก  แต่ละตำบลผลิตสินค้าอย่างเดียวกัน ใครๆก็ต้องเชิดชูตำบลของตัวเอง จะไปยกย่องว่าสินค้าตำบลอื่นดีกว่านั้นเป็นเรื่องทำใจลำบาก รัฐบาลจึงมีระบบรางวัลคือให้ดาว สินค้าโอทอประดับ 4-5 ดาวถือว่าได้มาตรฐานมากกว่า

นอกจาก”สายพันธุ์”แล้วยังมีเรื่อง”วัฒนธรรม”เข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่นคนไทยมุสลิมทางใต้นุ่งโสร่งกัน ผมเชื่อว่าเขาทอโสร่งใส่กันเองได้ก่อนที่จะมีโสร่งอุตสาหกรรมไปจำหน่าย ทางภาคอีสานก็มี”ผ้าขะม้า”ใช้ ดังนั้นจะนำผ้าขะม้าอีสานไปจำหน่ายแก่ชาวมุสลิมภาคใต้ก็ขายไม่ได้ ทำนองเดียว กันจะนำโสร่งมาขายให้ชายชาวอีสานก็ขายไม่ออก

 ปัญหาของโอท็อปจึงเกิดขึ้นในประเทศไทยที่แต่ละตำบลไม่อาจจำหน่ายแก่กันและกันได้เพราะสินค้าเหมือนกันอยู่ในสายพันธุ์เดียวกันหรือวัฒนธรรมอันแตกต่างกัน เมื่อผลิตมากๆเข้าก็เริ่มล้นตลาด

 รัฐบาลวางนโยบายแล้วก็มีหน้าที่ส่งเสริมให้สินค้ากระจายออกไป อาทิเช่นจัดแสดงสินค้าทั้งในและนอกประเทศเพื่อให้คนรู้จักและเป็นที่แพร่หลาย วางสินค้าโอทอปตามร้านปลีกย่อย และตามสนามบินในประเทศเพื่อจำหน่ายแก่คนเดินทาง ฯลฯ คราวนี้รัฐบาลก็ปิ้งไอเดียว่าสินค้าโอทอปจะต้องส่งออกจำหน่ายในต่างประเทศ จึงสร้างสโลแกนเพิ่มว่า”ภูมิปัญญาไทยสู่สากล” (OTOP to the World)

 คนผลิตสินค้าโอทอปคือชาวบ้าน และชาวบ้านเองก็ไม่มีระบบ Marketing ที่จะนำสินค้าของตนออกไปเผยแพร่ในจังหวัดอื่น ภาคอื่นหรือประเทศอื่น สินค้าโอทอปจึงตกเป็นหน้าที่ของ”คนกลาง”ที่จะเข้ามาช่วยทำตลาด เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริม (Promotion) ไม่ได้มีหน้าที่เป็น”พ่อค้า”เอง

 คราวนี้เรื่องก็มาถึงแอล.เอ. ดังที่ได้มีการติดต่อนำสินค้าโอทอปมาจำหน่ายเปิดการขายขึ้นที่วัดไทยแอล.เอ.ระหว่าง 1-4 ธันวาคม 2005  รายที่ขายได้ก็บอกว่าขายดี ขายหมดแต่วันแรก รายที่ขายไม่ได้สินค้าขายไม่ออก ขายไม่หมด ก็บอกว่าถูก”ลอยแพ”

 การใช้คำว่า”ลอยแพ” ไม่ทราบว่าคนนำของมาขายใช้หรือหนังสือพิมพ์เป็นคนเลือกคำนี้ ความจริงคำว่า”ลอยแพ”หมายความว่าถูกหลอกมาขาย เมื่อมาถึงแล้วก็ไม่มีใครเข้ามาจัดการปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมจึงจะใช้คำว่า”ถูกลอยแพ” แต่กรณีนี้มีการเปิดจำหน่ายแล้วขายไม่หมด จึงไม่ถือว่า”ถูกลอยแพ” หากถูกลอยแพจะต้องถูกลอยทั้งคณะเป็นแพไป ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง  

การนำสินค้าโอทอปมาจำหน่ายในแอล.เอ. ต้องมาจำหน่ายให้กับคนไทยด้วยกัน คนไทยบางคนก็ไม่ซื้อเพราะเห็นว่าซื้อไปแล้วนำไปตกแต่งหรือประดับบ้านไม่เข้ากับบ้านที่มีอยู่ หากนำไปตั้งก็จะทำให้บ้านเกิดอาการ”เสียศูนย์” คือมันเข้ากันไม่ได้ หนักเข้าถูกมองว่าเป็นสินค้าทำให้รกบ้านเสียอีก คนไทยที่นี่อาจจะซื้อพวกของกินหรือสินค้าบางอย่าง แต่ไม่ทั้งหมด

นอกจากนี้การมาเปิดขายสินค้าโอทอปในแอล.เอ. น่าจะเป็นที่ทราบกันว่าคนไทยในแอล.เอ.นั้น ไม่ใช่พวก”หมูๆ” ส่วนใหญ่จะเป็นพวกหมูป่าประเภท”เขี้ยวลากดิน” รู้แหล่งสินค้า มีพ่อค้านำสิน ค้าจากเมืองไทยเข้ามาจำหน่ายหลายเจ้า บางคนเป็นเจ้าของร้านอาหารหลายแห่ง เขาจะเดินทางไปสั่งสินค้าเองที่เมืองไทยเพื่อนำเข้ามาใช้ในร้าน นำมาประดับร้านให้เข้ากับบรรยากาศตามที่ตัวเองต้องการ 

บางรายกลับเมืองไทยก็ไปเดินดูสินค้าตามสวนจตุจักร เมื่อถูกตาต้องใจแล้วก็ซื้อเข้ามาใช้เป็นชุดๆ ดังนั้นคนนำสินค้าโอทอปมาขายในแอล.เอ.จึงไม่ได้แอ้มคนไทยในแอล.เอ.

 ผมคิดว่าสินค้าโอท็อปน่าจะทำตลาดได้ดีในเขตอินโดจีนด้วยกันเพราะวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการใช้สินค้าเหล่านี้คล้ายคลึงกัน อย่างนำผ้าไหมมาจำหน่ายให้คนไทยในสหรัฐหรือยุโรป จะมีกี่ครั้งที่เราต้องนุ่งผ้าไหม ยกเว้นงานบุญและต้องเป็นงานบุญช่วงสงกรานต์หรือหน้าร้อน  งานบุญหน้าหนาวใส่ชุดไหมไปก็ไม่มีใครเห็นเพราะต้องนุ่งเสื้อกันหนาวซ้อนทับ แล้วก็หมดความสวยงาม สู้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ทำให้ร่างกายอบอุ่นไม่ดีกว่าหรือ

รัฐบาลยังมีความคิดว่าน่าจะนำสินค้าโอทอปมาวางตามห้องอาหารไทย โดยลืมคิดไปว่าห้อง อาหารไทยหลายแห่งไม่สนใจที่จะขาย ไม่มีใครมานั่งดูแลให้ จะจ้างคนมานั่งขายหรือก็เปลืองค่า แรงงาน  เจ้าของร้านจึงรับซื้อไว้เพื่อประดับร้านให้แขกดูเฉยๆดีกว่า หรือหากรับไว้ขายแต่ขายไม่ได้ นานไปของก็เก่า ฝุ่นจับอีกต่างหาก

รัฐบาลยัง”ฝันไกล”ไปกว่านั้นจะไปเช่าที่ Fifth Avenue ที่นิวยอร์กเพื่อวางโชว์สินค้าโอทอป จึงไม่ทราบว่าสินค้าโอทอปกี่ลำเรือจึงจะพอค่าเช่าที่   เพราะแถวนั้นเขาขายเพชร ขายนาฬิกา ขายแฟชั่นราคาแพงๆกัน

ดังนั้นเหตุเกิดที่วัดไทยแอล.เอ.ถือว่าไม่ใช่ความผิดของใคร คนผลิตสินค้าก็อยากนำสินค้า ออกมาจำหน่ายเพื่อเปิดตลาด อาจเป็นเพราะตลาดในประเทศเริ่มจะ”ตัน” แล้ว เมื่อขายไม่หมดก็ไม่ควร ชี้หน้าด่ากัน ควรนำข้อบกพร่องเหล่านี้กลับไปศึกษาว่ามันบกพร่องตรงไหน ทำไมสินค้าขายไม่ออก แต่ทำไมของคนอื่นขายออก นี่ต่างหากคือสิ่งที่จะต้องคิดพิจารณา

การมองปัญหาของโอท็อป จึงอยากให้มองทั้งระบบ ทุกคนมีแนวความคิดดีที่จะเพิ่มพูนรายได้นับตั้งแต่รัฐบาลวางนโยบายและส่งเสริมนโยบายนี้ สินค้าที่ผลิตมาอาจจะใช้ได้กับประเทศไทยหรือบางประเทศในเขตอินโดจีน แต่สินค้าโอท็อปใช้ไม่ได้กับทุกประเทศทั่วโลก

หากสินค้าโอทอปไปได้ดี ไม่ต้องรอถึงประธานชมรมโอทอปแห่งประเทศไทยนำออกมาจำหน่ายในแอล.เอ.ดอก พ่อค้าไทยในแอล.เอ.เป็นพวกเสือปืนไวอยู่แล้ว คงกว้าพุงปลามันมากินก่อนเป็นแน่ ขอให้คิดได้ยังงี้จะได้สบายใจ ไม่ต้องไปนั่งชี้นิ้วโทษกัน

 

 
 
 
 





















 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping