รอมดอม-อาหารฮาลาล-ฮาแรม

เมื่อเร็วๆนี้ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ประกาศไว้ว่าการทิ้งระเบิดรวมทั้งการนำทหารลงพื้นที่ใน ประเทศอัฟกานิสถานในเดือน”รอมดอน” ( Ramadan ) นั้นไม่มีข้อยกเว้นสำหรับสงคราม แม้ว่าเดือนนี้จะเป็นเดือนถือบวชของชาวมุสลิมก็ตาม แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นมีดังนี้

     ในช่วงทศวรรษ 1980 อิหร่านและอิรักทำสงครามกันเองก็อยู่ในเดือนรอมดอน เมื่อปี 1973 ประเทศอีจิปต์และซีเรียเปิดฉากถล่มอิสราเอลก็ตรงกับวันที่ 10 ของเดือนรอมดอน และยังเป็น วันสำคัญทางศาสนาของชาวยิวที่เรียกว่า Yom Kippur กลุ่มปาเลสไตน์ที่ร่วมกันปฏิบัติการ ต่อชาวยิวก็เริ่มในเดือนรอมดอนเมื่อปี 2000 และในปีนี้ก็เชื่อว่าไม่มีการละเว้นจากปาเลสไตน์

       หากย้อนกลับไปประวัติศาสตร์ ค.ศ. 624 ที่พระนะบีโมฮัมหมัด - ศาสดาของศาสนาอิสลาม ทำสงครามก็เริ่มวันที่ 10 ของเดือนรอมดอนเรียกกันว่า the Battle of Badr จนกระทั่งได้รับชัย ชนะบุกเข้าเมืองเมกกะได้

      ดังนั้นเดือนรอมดอน( เมืองไทยเขียนว่า -รอมฎอนใช้ ฎ.ชฎาแทนด.เด็ก ก็ขอให้เข้าใจว่าเหมือนกัน ) จึงถือว่าไม่ใช่เหตุผลที่สหรัฐจะหยุดทำสงคราม

      สำหรับมุสลิมศึกษานี้ เป็นการทำความเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาอิสลามอย่างคร่าวๆ ซึ่งปัจจุบันผู้คนทั่วโลก ให้ความสนใจกันมากขึ้น ภายหลังจากเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ตามปฏิทินอิสลามนั้นปีนี้ตรงกับปีอิสลามศก 1422 ก่อนจะไปถึงคำว่าเดือนรอมดอน ขอให้เข้าใจหลัก 5 ประการที่สำคัญในศาสนาอิสลามประกอบด้วย

       1.จงรักภักดีและมีความเชื่อมั่นต่อพระอัลเลาะห์ ( Allah ) ซึ่งถือเป็นพระเจ้าองค์เดียว ที่ชาวมุสลิมนับถือ ตลอดจนคำสอนของพระนะบีโมฮัมหมัด-องค์ศาสดาผู้นำคำสั่งสอนของพระเจ้าออกเผยแพร่

       2.สวดมนต์วันละ 5 ครั้งแม้จะเป็นเพียงระยะ 2-3 นาทีต่อครั้งแต่ก็ถือว่าทำให้เกิดความสุขทางใจ

       3.การให้ทานแก่คนยากจนและมีความต้องการ ( Zakat )

      4.ถือบวชในเดือนรอมดอน

       5.เดินทางไปแสวงบุญประจำปีที่นครเมกกะหรือที่เรียกว่าไปพิธีฮัจจ์ ( Hajj )

       กล่าวเฉพาะเดือนรอมดอนนั้นเป็นเดือนถือบวชของชาวมุสลิมแต่ละปีมี 30 วันสำหรับปี 2001 เริ่มประมาณวันที่ 16 พฤศจิกายน ในแต่ละประเทศจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเช่นในประเทศไทย สำนักจุฬาราชมนตรีจะเป็นผู้ออกคำประกาศเพื่อให้ชาวมุสลิมเข้าสู่เดือนถือบวช ในเดือน รอมดอนนั้นผู้ถือบวชจะไม่รับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ไม่ร่วมประเวณี ช่วงระหว่าง พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ดังนั้นธุรกิจร้านอาหารของชาวมุสลิมในเดือนรอมดอน จะเปิดบริการลูกค้าในช่วงกลางคืนหรือหลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว

        ผู้เข้าถือบวชยังเป็นการทำตนให้บริสุทธิ์ ไม่ทำบาป มีความอดกลั้นอดทน แต่ก็มีข้อยกเว้น สำหรับผู้ไม่ต้องถือบวชอาทิเช่นคนไข้ไม่สบาย ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ คนชรา หญิงตั้งครรภ์ ส่วนผู้มีกิจจำเป็นต้อง เดินทางก็ให้ถือบวชต่อไปในวันรุ่งขึ้น เป็นต้น

       ชาวมุสลิมจะมีพิธีตรุษอันเป็นวันสำคัญทางศาสนาอยู่ 2 วันคือวันอิด อัล-อัดฮา ( Eid al-Adha ) อันเป็นวันสิ้นสุดพิธีฮัจจ์ และอีกวันคือวันอิด อัล-ฟิตร์ ( Eid al-Fitr ) เป็นวันสิ้นสุดของเดือนรอมดอน

       หากเราติดตามข่าวคราวจะพบว่าปัจจุบันคนนับถือศาสนาอิสลามในสหรัฐมีประมาณ 6-7 ล้านคนซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย แต่หากนับจากทั่วโลกคนที่นับถือศาสนาอิสลามมีไม่น้อยกว่า 1.2 พันล้านคน(จากประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคน )

       บางคนอาจจะเคยขับรถผ่านไปตามร้านอาหารมุสลิมซึ่งเขียนไว้ว่าอาหารฮาลาล ( Halal Food ) อย่างเช่นที่เมืองเบลฟลาวเวอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ( Bellflower + Fwy 91 )ก็มีห้องอาหารชาวอินโดนีเซีย หรือร้านไทยมุสลิมที่ถนน Euclid +La Palma เมืองอนาไฮม์ ก็จะขึ้นป้ายไว้ว่าเป็นอาหารฮาลาล

       เพื่อความเข้าใจอย่างง่ายแก่คนที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น เรานำเอาความหมายของฮาลาลที่เสนอโดย Mohamed El-Mouelhy มาอธิบายได้ว่าเป็นอาหารที่ได้รับอนุญาต ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ในคัมภีร์อัลกุรอาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม นอกจากนั้นยังต้องตามคำสอนของพระนะบีโมฮัมหมัด ตามประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกันมา ( Sunnah ) และตามคำสอนของสาวกต่างๆ

       ลักษณะของอาหารฮาลาลจะต้อง ไม่มีส่วนประกอบใดๆของอาหารฮาแรม ( Haram ) ขั้นตอนการผลิต โรงงานฆ่าหรือจัดเก็บจะต้องสะอาดและถูกตามหลักของกฎอิสลามและขั้นตอนการเตรียมการอาหารฮาลาลจะต้องไม่สัมผัสกับสิ่งใดๆที่ถือเป็นอาหารฮาแรม

       คราวนี้ก็มาถึงอาหารฮาแรม ( Haram ) นักวิชาการคนเดียวกันนี้อธิบายไว้ว่าจะต้องเป็นอาหาร ที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ถูกต้องตามกฎอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องประกอบ โดยอาหารที่ระบุว่า เป็นพวกฮาแรมจะแยกอธิบายได้หลายจำพวกดังนี้

       1.สัตว์ที่ถูกฆ่าโดยไม่ต้องด้วยวิธีการของฮาลาล เช่นฆ่าแบบไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น

       2.หมู,หมา,ลา และสัตว์ที่กินสัตว์เนื้อสัตว์อื่นเป็นอาหาร ( Carnivores ) เช่นเสือ สิงโต เป็นต้น

       3.สัตว์ที่ถูกฆ่าตายไม่ปกติ เช่นถูกสัตว์อื่นฆ่าตาย ตายด้วยวิธีธรรมชาติ(ตามอายุ)ตายเพราะถูกตัดคอเป็นต้น

       4.สัตว์ที่มีเขี้ยวเช่นลิง แมวและสิงโต เป็นต้น

       5.สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเช่นกบ ,เขียด,จระเข้ ,เต่าและตะพาบน้ำเป็นต้น

       6.สัตว์จำพวกแมลงตัวหนอน แมลงวันและแมลงสาบ

       7.นกประเภทที่มีกรงเล็บ ( talon ) อาทิเช่นนกฮูก เหยี่ยว อินทรี เป็นต้น

       8.เครื่องดื่มที่ผสมอัลกอฮอล์,ยาเสพติดอันเป็นอันตราย,ยาพิษรวมทั้งพืชและเครื่องดื่มอันเป็นของทำให้เกิดความมึนเมา

      9.เลือด

       การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในแต่ละศาสนาจะได้เข้าใจผู้คนได้ทั่วไปว่า ทำไมแต่ละคน จึงต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ แต่อาหารฮาแรมก็ยังมีกฎยกเว้นเหมือนกันว่า ถ้าเป็นคนเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบาย หรือไม่มีอาหารจะรับประทานในพื้นที่เหล่านั้นก็สามารถรับประทานได้

      อาหารฮาลาลก็เหมือนอาหารโคชเชอร์ ( Kosher ) ของชาวยิวถือได้ว่าเป็นอาหาร สะอาดบริสุทธิ์และให้คุณค่าแก่ร่างกาย รวมไปถึงการปฏิบัติตามความเชื่อต่างๆ อันเป็นเรื่องของศาสนาและ ประเพณี เหมือนเช่นที่ชาวฮินดูไม่รับประทานเนื้อวัวซึ่งถือเป็นพาหนะของพระเจ้า ( พระอิศวร ) เป็นต้น

      ชาวนาไทยระดับบรรพบุรุษสอนลูกหลานและไม่รับประทานเนื้อควายเพราะถือว่าควายมีบุญคุณที่ช่วยในการไถนา ทำงาน ฯลฯ แต่ชาวนาไทยจะออกหาปลา เลี้ยงไก่และเลี้ยงหมูไว้รับประทานแทน – นี่คือความเชื่อของคน ( เขียนหลังเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 )

จุดยืนของชาวมุสลิมในอังกฤษ

      เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2005 ได้เกิดการก่อการร้ายขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยรถไฟใต้ดิน 3 สายและรถบัสถูกลอบวางระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 56 คน  ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม กลุ่มมุสลิมอังกฤษ (The British Muslim Forum)ซึ่งประกอบด้วยผู้นำทางศาสนาและนักวิชาการมุสลิมได้เสนอความเห็นอย่างเป็นทางการหรือที่เรียกว่า the fatwa  โดยนายกุล โมฮัมหมัด เลขาธิการ BMF อ่านคัมภีร์กุรอานอันเป็นคำสอนของศาสนาอิสลาม บริเวณหน้ารัฐสภาอังกฤษว่า  : “ใครก็ตามฆ่ามนุษย์...ถือว่าได้ฆ่ามนุษย์ทุกคน, ใครก็ตามที่รักษาชีวิตของมนุษย์ไว้ ถือว่าได้ช่วยชีวิตของมนุษย์ทุกคน”

“จุดยืนของอิสลามชัดแจ้งดังนี้ : การฆาตรกรรมวิญญาณดวงหนึ่งถือว่าเป็นการฆาตกรรมมนุษย์ทั้งมวล ใครก็ตามที่แสดงออกไม่นับถือชีวิตของมนุษย์ ถือว่าเป็นศัตรูต่อความเป็นมนุษย์ “   “เราขอสวดอ้อนวอนให้กลุ่มใช้ความรุนแรงและกลุ่มก่อการร้ายจงพ่ายแพ้”   “เราขอสวดวิงวอนให้เกิดสันติสุข,ความมั่นคงและเกิดความสมดุลเพื่อที่จะได้รับชัยชนะในวัฒนธรรมอันหลากหลายแห่งจักรภพอังกฤษนี้”

                The BMF เป็นร่มธงใหญ่ของสุเหร่าในอังกฤษกว่า 300 แห่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2005   ปัจจุบันมีคนมุสลิมอาศัยอยู่ในอังกฤษ 1.6 ล้านคน


 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy