----------------------------------------------€ΕΤ‘·ΥθΓΩ»ΰΎΧΝ΄ΩΓΩ»γΛθ--------------------------------------------
พระอัฉริยภาพของในหลวง: สำหรับ
ข้าพเจ้าดนตรีคือสิ่งประณีตงดงาม
โลกนี้ไม่ค่อยมีปรากฎการณ์เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองสิริราชสมบัติอย่างยาวนานเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือพระภัทรมหาราช วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549
พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ขณะนี้พระองค์ทรงพระชนมายุ 78 ย่าง 79 พระชันษา และเมื่อถึงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550
พระองค์ก็จะทรงครบ 80 พระชันษา เราพสกนิกรทุกคนรู้จักพระองค์ว่าในหลวง
โดยพระราชประวัติแล้วในหลวงทรงพระราชสมภพที่โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสทท์ สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.
2470
ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่ 3 ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรมบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นพระอนุชาของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
พระองค์ทรงศึกษาวิชาสามัญชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี แล้วเสด็จประทับและศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2481 พระองค์ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดลนิวัติประเทศไทย ประมาณ 2 เดือน ก็เสด็จกลับสวิสเซอร์แลนด์ จนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.
2488
จึงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล กลับประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489
ในหลวง ก็เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อ จากนั้นทรงเสด็จกลับไปสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาต่อ และเสด็จกลับประเทศไทย พ.ศ. 2493 ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.
2493
และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชา
ภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.
2493
จากนั้นทรงเสด็จสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาต่อ และเสด็จกลับ พ.ศ.
2494
ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา 4 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยาม มกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีฯ
พระราชกรณียกิจของในหลวงนั้นมีมากและมีมหาศาล
ผมคงจะไม่กล่าวในสิ่งที่มีผู้คนได้เขียนไว้มากแล้ว
ผมเขียนถึงพระองค์เพื่อถวายเป็นราชสักการะในมหามงคลที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ
60 ปี ในส่วนที่ผมรู้จักและพอจะประมวลตัวหนังสือต่างๆมาปะติดปะต่อไว้
ผมประทับใจพระองค์ท่านหลายด้านหลายทาง
แต่ฉบับนี้จะเขียนถึงพระอัฉริยภาพในทางเพลงและดนตรี จากการค้นคว้าทราบว่าพระองค์เข้าเรียนชั้นประถมที่สวิทเซอร์แลนด์พร้อมกับทรงเรียนเพลงแคลสสิก
ต่อมาทรงเรียนเป่าแซ็กโซโฟนและเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นที่ประทับพระทัยของพระ
องค์ตลอดมา
จากหนังสือยุวกษัตริย์ที่สมเด็จพระพี่นางฯทรงนิพนธ์ไว้ทราบว่าในหลวงอานันทมหิดลทรงซื้อแซ็กโซโฟนมือสองในราคา
300 สวิสฟรังซ์เพื่อที่จะทรงศึกษา แต่ในที่สุดในหลวงอานันทมหิดลทรงเปลี่ยนพระทัยจึงมอบแซ็กโซโฟนให้ในหลวงภูมิพลศึกษาแทน และพระองค์หันไปทรงแคลริเน็ต
ครูสอนดนตรีแก่พระองค์ทั้งสองคือนาย Weybrecht เป็นนักดนตรีจากแคว้นอัลซ๊าค (Alsace)พระองค์ทรงศึกษาอยู่ประมาณ
2 ปีและบ่อยครั้งที่ทั้ง
3 เปิดวงเล่นกันหลายชั่วโมง
แม้ว่าจะทรงเรียนเพลงแคลสสิกแต่ทั้ง
2 พระองค์ก็ทรงหันมาเล่นเพลงบลูและเพลงแจ๊ซด้วยเพราะให้จังหวะและท่วงทำนองเพลงที่เป็นอิสระมากกว่าในกรอบของเพลงแคลสิก
พระองค์ทรงประทับใจนักดนตรีแจ๊ซอย่าง
Louis
Armstrong และ Sidney Bechet
จนกระทั่งปี
1946 ในหลวงภูมิพลทรงพระราชนิพนธ์เพลงแรกคือแสงเทียน ตามด้วยเพลง
ยามเย็นโดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
นิพนธ์เนื้อร้องจากนั้นก็มีเพลงสายฝนตามมา รวมแล้วในช่วง
50 ปีพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์
48 เพลง ล่าสุดที่ทรงพระราชนิพนธ์คือเราสู้ (ปี
1976)
พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการดนตรีและการเป็นศิลปินทางดนตรี
ในโอกาสที่คณะกรรมการสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯเข้าเฝ้า
ณ ศาลาดุสิดาลัย
เมื่อวันที่
16 ธันวาคม 2524
มีตอนหนึ่งดังนี้
..การดนตรีจึงมีความสำคัญสำหรับประเทศชาติ
สำหรับสังคมถ้าทำดี
ๆ ก็ทำให้คนเขามีกำลังใจที่จะปฏิบัติงานก็เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ให้ความบันเทิง
ทำให้คนที่กำลังท้อใจมีกำลังใจขึ้นมาได้
คือเร้าใจได้
คนกำลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้องก็อาจจะดึงให้กลับมาในทางที่ถูกต้องได้
ฉะนั้นดนตรีนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง
จึงพูดได้กับท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการดนตรีในรูปการณ์ต่าง
ๆ ว่ามีความสำคัญ
และต้องทำให้ถูกต้อง
ต้องทำให้ดี
ทั้งถูกต้องในทางหลักวิชาของการดนตรี
อย่างหนึ่ง
และก็ถูกต้องตามหลักวิชาของผู้มีศีลธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริต
ก็จะทำให้เป็นประโยชน์อย่างมาก
เป็นประโยชน์ทั้งต่อส่วนรวมทั้งส่วนตัว
เพราะก็อย่างที่กล่าวว่า
เพลงนี้มันเกิดความปีติภายในตัวเองได้
ความปีติในผู้อื่นได้ก็เกิดความดีได้
เกิดความเสียได้
..
(สำนักราชเลขาธิการ.
2524 : 307 - 308)
..นักดนตรีนี้จะแบ่งออกเป็นหลายอย่างก็ได้คือนักดนตรีที่เล่นดนตรีเป็นอาชีพ
และนักดนตรีที่เล่นเป็นความบันเทิงของตนเองหรือของผู้อื่นสองอย่างนี้ความจริงก็เป็นอันหนึ่ง
เพราะว่านักดนตรีทุกคนแม้จะเป็นนักดนตรีอาชีพก็มีความพอใจในการเล่นทั้งนั้น
ไม่มีนักดนตรีใดที่จะไม่มีความพอใจในการปฏิบัติดนตรี
ถ้าไม่มีความพอใจแล้วก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติ
ไม่สามารถที่จะทำอาชีพนี้ได้
..
จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวพระองค์ทรงเชื่อมั่นว่าดนตรีให้ความบันเทิง
เบิกบานต่อผู้ฟัง
"การดนตรีนี้ก็เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นดนตรี
ไม่ได้แต่งเพลง
ไม่ได้ร้องเพลง
แต่ก็ฟังเพลงก็ถึงจิตใจเขาได้เท่ากับทำให้จิตใจเขามีความเบิกบานก็ได้
ความเศร้าหมองก็ได้
ความตื่นเต้นก็ได้
ชักจูงต่าง
ๆ ได้ นอกจากนั้นแล้ว
ดนตรียังมีสภาพเป็นดนตรีบำบัด
(Music Therapy) ที่จะช่วยแก้ไขผ่อนคลายความทุกข์โศก
นำพามนุษย์ไปสู่สิ่งที่ดีงาม
"คนกำลังไปทางหนึ่งทางที่ไม่ถูกต้อง
ก็อาจจะดึงให้กลับมาในทางที่ถูกต้องได้"
การเป็นนักดนตรีก็ใช่เพียงการมีความสามารถทางดนตรีเท่านั้น
แต่นักดนตรี
(รวมทั้งศิลปินสาขาอื่นๆ
) จะต้องมีหลักวิชาการ
"ทำให้ถูกต้องในทางหลักวิชาของการดนตรี"
พร้อมกับการเป็นคนดีของสังคม
"ผู้ที่มีศีลธรรมมีความซื่อสัตย์สุจริต"
เพื่อให้นักดนตรี
สร้างสรรค์จากพื้นฐานที่ดีงามอันแท้จริงของศิลปิน
ไปสู่ดนตรีที่ดีงาม
ดนตรีที่จรรโลงความดีงามในสังคม
ในแง่ของหลักวิชาการและการทำให้ถูกต้องทางหลักวิชาการดนตรี
เมื่อพระองค์พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวอเมริกันพระองค์ตรัสว่า
ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า
จะเป็นแจ็ซหรือไม่ใช่แจ็ซก็ตาม
ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน
เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา
สำหรับข้าพเจ้า
ดนตรีคือสิ่งประณีตงดงาม
คราวนี้เรื่องใกล้ตัวที่สุดคือเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผมไปค้นคว้ามาได้ว่าเพลง
ยูงทอง เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ประพันธ์ทำนองโดยในหลวง พระองค์ได้พระราชทานเพลงนี้ ให้เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.
2506
ประวัติมีว่าตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในปี พ.ศ.
2477 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยได้ใช้เพลงประจำมหาวิทยาลัยทำนองมอญดูดาว(เพลงนี้ขึ้นต้นว่า
สำนักไหนหมายชู
...เอ้อ เออ เอ้อ
เอย ประเทศชาติ
) ประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนนาคพันธุ์) จนกระทั่งปี พ.ศ.
2504 มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯในหลวงและพระราชินี ขณะเสด็จทรงดนตรี ณ
เวทีลีลาศ สวนอัมพร ภายในพระราชวังดุสิต วันที่ 30 มกราคม 2504
พระองค์รับสั่งว่าจะทรงพระราชนิพนธ์เพลงประจำมหาวิทยาลัยพระราชทานให้แก่นักศึกษาธรรมศาสตร์ จนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2506 พระองค์เสด็จฯทรงดนตรี ณ
หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ และทรงบรรเลงทำนองเพลงที่จะพระราชทานให้เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัยด้วย โดยมีนายจำนง ราชกิจ (จรัล บุญยรัตพันธุ์) เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง และยกร่างโดย
หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
ชื่อยูงทอง เรียกตามชื่อต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นหางนกยูง ออกดอกสีเหลืองและแดงในช่วงหน้าร้อน ทรงปลูกไว้ 5 ต้น ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื้อเพลงยูงทองมีว่า
แหล่งศึกษาร่มเย็นเด่นริมสายชล
เราทุกคนรักดุจหัวใจ
ปลูกยูงทองไว้เคียงโดมมุ่งประโลมโน้มใจรัก
ธรรมจักรนบบูชาเทิดไว้
เหลืองแดงแสงธรรมศาสตร์วิไล
ปกแผ่ไปในทุกทาง
สัญลักษณ์ดีเด่นเห็นกระจ่าง
อย่าจืดจางรักร่วมทางกันไป
*ทรงธรรมปานดังตราชูเด่น ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้
พิทักษ์รักษาเชิดชูไว้
อบอุ่นใจไปทุกกาล
พระธรรมสถิตย์ร่วมจิตสมาน
ปฏิญาณรักสามัคคี
รักยูงทองงามเด่นเหนือนที
ส่งศักดิ์ศรีไว้ให้ยิ่งยืนนาน
นักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคนจะร้องเพลงนี้ได้
เพลงประจำมหาวิทยาลัยนี้พระองค์ยังมีพระราชนิพนธ์แก่ชาวจุฬาฯคือเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ที่ร้องขึ้นด้วยคำว่า
น้ำใจน้องพี่สีชมพู
ทุกคนไม่รู้ลืมบูชา
พระคุณของแหล่งเรียนมา
จุฬาลงกรณ์.... เสด็จทรงดนตรีในหลายมหาวิทยาลัย
ทั้งที่จุฬาฯ,ธรรม
ศาสตร์,ประสานมิตรหรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เป็นต้น
เมื่อเขียนหนังสือมีบ่อยครั้งที่จะต้องพัวพันไปถึงของใกล้ตัว เหมือนรุ่นพี่ของผมคนหนึ่งเป็นนักเขียนเจ้าของนามปากกาแคน สังคีต ชื่อจริง พิมล
แจ่มจรัส และยังมีนามปากกาว่า
พิมาน
แจ่มจรัส
ด้วย
เขาเขียนบทกวีในหนังสือยูงทองฉบับพิเศษ
ซึ่งออกทุกปีตอนรับบัณฑิตปริญญา มีอยู่บาทหนึ่งที่ประทับใจเขียนไว้ว่า
พุ่มพนมร่วมฉัตรระบัดปก ระย้ายกระยับย้อยสร้อยแดงเหลือง
ก้านกลมกลมกลีบรีรีสีเรืองเรือง บานในเมืองหอมถึงป่า....อะหา
ยูง !
ในหลวงของเราเป็นศิลปินหลายด้านหลายทาง
ทั้งจิตรกรรม,ประติมากรรม,ดนตรี,ถ่ายภาพ,งานพระราชนิพนธ์,งานแปล
ฯลฯ ดังจะเห็นได้จากพระองค์ทรงตั้งวงดนตรีอ.ส.วันศุกร์
ทรงบรรเลงร่วมกับวงดนตรีอ.ส.ที่สวนอัมพร
จากปากคำของอาจารย์แมนรัตน์
ศรีกรานนท์
ศิลปินแห่งชาติที่เดินทางแอล.เอ.ทราบว่าพระองค์ยังทรงโปรดให้คณะนักดนตรีเข้าไปร่วมเล่นเพลงเป็นประจำที่วังไลกังวล
หัวหิน
ตอนที่ผมเรียนหนังสือมีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์
2 ครั้งคือครั้งแรกวันทรงดนตรีที่หอประชุมใหญ่ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีรวมทั้งพระราชโอรสและพระราชธิดาจะเสด็จอย่างพร้อมเพรียง การบรรเลงดนตรีอย่างเดียวไม่พอ
พระองค์ทรงมีเรื่องเล่าต่างๆให้ทุกคนสนุกหัวเราะอย่างเป็นกันเอง เพราะภาษาดนตรีคือภาษาแห่งความอภิรมย์
คนหนึ่งที่เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดก็คืออาจารย์ดร.อดุล
วิเชียรเจริญ ขณะนั้นท่านเป็นคณบดีคณะศิลปศาสตร์
(อยู่ในระดับพระสหายคนหนึ่งของพระองค์)
ท่านนี้มักจะออกมาเป็นโฆษกเพื่อให้ออกรสชาติในการพูด
ส่วนครั้งที่สองนี่ใกล้ชิดที่สุดคือวันรับพระราชทานปริญญาบัตร
ซึ่งพระองค์พร้อมด้วยพระราชินีเสด็จฯพระราชทานแก่บัณฑิตที่จบการศึกษา
ในวโรกาสมหามงคลที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ
60 ปี ในวันที่
9 มิถุนายน
2549โต๊ะบรรณาธิการขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
เป็นมิ่งและเป้นขวัญของพสกนิกรไทยตลอดไป
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ขอเดชะ
(จากโต๊ะบรรณาธิการ
ฉบับ 279 วันที่
8-14 มิถุนายน
พ.ศ.2549 )
|