อินเดียค้นหารากเง้าความเป็นพุทธ
โดย ราชา เอ็ม
มัมไบ อัมบิกา โซนี
รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอินเดียและคณะ ตกลงใจส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าไปยังเมืองต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในช่วงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งในการโฆษณา ให้ผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปท่องเที่ยวในอินเดีย ตามโครงการ
อินเดียที่น่าทึ่ง
(Incredible India) สถานที่เหล่านี้ประกอบด้วยพุทธคยา สารนาท
ราชกีรี ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยวในเอเชียเป็นอย่างมาก
การโฆษณาประชาสัมพันธ์ในโครงการอินเดียที่น่าทึ่งให้คนไปท่องเที่ยวในอินเดีย ที่ปรากฏอยู่ในนิตยสารชั้นนำและสื่อสารต่างๆ ทั่วโลกในเวลานี้ ช่วยให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าอินเดีย จาก 3.92 ล้านคน ในปี
2005
เพิ่มเป็น
4.43
ล้านคน
ในปี 2006 หรือเพิ่มขึ้น 14.2% ทั้งนี้จากตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยว
นิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของโลก Conde Nast
Traveller ที่ออกในกรุงลอนดอน ทำแบบสอบ ถามสมาชิกประจำปี จัดอินเดียเป็นอันดับ 4 ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปพักผ่อนในวันหยุดมากที่สุด รองลงมาจากอิตาลี นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ตามด้วยแอฟริกาใต้ และฝรั่งเศส โดยไทยอยู่ที่อันดับ 7 และอินเดียได้รับการโหวตอย่างล้นหลาม (97.91%) ให้เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมอันมีเสน่ห์มากที่สุดในโลก
แน่อยู่แล้ว รัฐบาลอินเดียตัดสินใจนำเสนอพระธรรมคำสอนที่สามารถปฏิบัติตามได้ และเป็นสากลของพระพุทธเจ้า ในฐานะเป็นเพชรเม็ดงามที่ประดับอยู่บนมหามงกุฎแห่งวัฒนธรรมของตน ในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศขึ้นที่พุทธคยา อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบปีที่ 2,550 ที่พระองค์ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพาน นายกรัฐมนตรีมันโมหัน สิงห์รับเป็นประธานคณะจัดงานพิธี
แม้เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่สวนลุมพินี ปัจจุบันคือประเทศเนปาล แต่การเฉลิมฉลองในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพื้นฟูวัฒนธรรมพุทธ ให้หวนกลับคืนมาสู่อินเดียอีกครั้งหนึ่ง หลังจากในหลาย ๆ
ศตวรรษที่แล้วมา ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าได้รับการเคารพบูชา ให้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของอินเดีย แต่อินเดียไม่ยอมรับคำสอนของพระองค์ ซ้ำยังมองว่าเป็นอันตราย เต็มไปด้วยมายาภาพ อินเดียถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารภาคหนึ่งของพระวิษณุ เทพเจ้าของลัทธิฮินดู ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยจากนานาประเทศ ที่เป็นเถรวาท อาทิเช่นไทย
พม่า ศรีลังกา และกัมพูชา แต่ขณะนี้การณ์กำลังเปลี่ยนไปหมดแล้ว
หลังจากมีการรณรงค์เพื่อการชักจูงของพุทธบริษัทชาวอินเดียที่มีชื่อเสียง ผู้นำทางศาสนาฮินดูและผู้นำทางการเมืองต่าง ๆ อาทิเช่นจากพรรคภาระติยะ ชนาตะ ก็เริ่มยอมรับว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่หน่อที่แตกกิ่งมาจากลัทธิฮินดู หากจะพูดให้ชัดลงไปก็คือ พระพุทธเจ้าเป็นมัคคุเทศก์ ที่ชี้ทางสว่างให้ผู้คนได้หลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์ไม่ได้คิดจะก่อตั้งศาสนาหนึ่งใดเลย
เค อันบาซาห์กัน รัฐมนตรีคลังแห่งแคว้นทมิฬนาดู กล่าวว่า ศาสนาพุทธเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ไม่ใช่ศาสนาที่จะมาปลดปล่อยชนชั้นผู้ถูกกดขี่ในประเทศนี้ ในวาระที่มีการเฉลิมฉลอง วาระครบรอบ
2,550
ปีของการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ที่รัฐบาลกลางมาจัดขึ้นในแคว้นทางตอนใต้แห่งนี้ รัฐมนตรีท้องถิ่นผู้นี้ชี้ว่าหลักคิดของพระพุทธเจ้า เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับวิถีชีวิตของคนอินเดียในปัจจุบัน เพราะมันส่งเสริมให้มีการยกเลิกวรรณะ และสถาปนาสังคมที่อิงอยู่บนการปฏิบัติชอบ ไม่ใช่อิงใส่ชนชั้นวรรณะอีกต่อไป
มูธุเวล กรุณานิฑิ
มุขมนตรีแห่งแคว้นทมิฬนาดูกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนเรื่องของความรัก คำสอนของพระองค์เป็นสากล และต่อต้านระบบวรรณะ พระพุทธเจ้ายังตรัสด้วยว่า สตรีก็สามารถบรรลุธรรมได้ และคำสอนของพระองค์ก็เรียบง่าย ใครๆก็ปฏิบัติตามได้ นี่คือสาเหตุที่ว่านักปฏิรูปสังคม เช่นท่านเปริยาร์และท่านอัมเบดคาร์ยอมรับคำสอนของพระองค์
บาบาซาเฮบ อัมเบดคาร์
หรือที่รู้จักในนามบิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย เดินทางไปพม่า (ตอนนี้เรียกเมียนมาร์) ในปี 1954 และได้รับแรงบันดาลใจจากคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และหวนกลับมานำพาคนอินเดียนับเป็นแสน ๆ ที่เรียกกันว่า พวกจัณฑาล (untouchable castes) เจริญรอยตามมรรคาของพระพุทธองค์ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดประการหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ
ผู้คนจำนวนมากเห็นว่า การกระทำของอัมเบดคาร์เป็นการเปลี่ยนทางศาสนา สัตยา นารายัน
เกือนคาจี ซึ่งผู้คนนับถือว่าเป็นศาสดาชั้นนำผู้หนึ่งของนิกายวิปัสสนา (Vipassana) ที่เน้นที่การปฏิบัติตน ว่าเป็นหัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธองค์กล่าว แต่สำหรับฉัน การกระทำของท่าน เป็นแค่กระบวนการทางสังคม ท่านอัมเบดคาร์เป็นผู้ที่ต่อต้านการแบ่งแยกลัทธินิกาย นั่นเองที่เป็นเหตุผลให้ท่านนำ แนวคิดไม่แบ่งแยก อันเป็นแก่นแท้ทางโลกย์ของสาธารณรัฐอินเดีย มาก่อรูปเป็นรัฐธรรมนูญแห่งชาติ
นิกายวิปัสสนา ตามคำสอนของเอส เอ็น เกือนคา ที่ยึดแนวทางของท่านซายาจี อู
บา
ขิ่นนี้
มีการประพฤติปฏิบัติกันในกว่า 100 ประเทศ ผู้นับถือนิกายนี้จะพากันมาจาริกแสวงบุญกันตามสถานสำคัญต่าง ๆทางพุทธศาสนา
รวมทั้งศูนย์วิปัสสนาต่างๆ เป็นต้นว่าศูนย์ธรรมคีรี อันเป็นศูนย์วิปัสสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใกล้ ๆเมืองมัมไบ(เดิมชื่อเมืองบอมเบย์)และนับวันจะมีคนจากทั่วโลกมาเยี่ยมเยือนศูนย์แห่งนี้มากขึ้นทุกที
การที่ผู้คนในอินเดียและทั่วโลกหันมาฝึกเทคนิคการนั่งวิปัสสนา ตามแบบพุทธมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้ นำมาสู่การฟื้นฟูสัจธรรมที่สำคัญมากข้อหนึ่งที่ว่า พระพุทธองค์ไม่ได้จะคิดตั้งศาสนาใดๆ ขึ้นมาเลย
แนวคิดใหม่นี้มองพระพุทธเจ้าว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้แสวงหาและค้นพบหลักธรรม ที่นำมาเผยแพร่ เทศนาให้ผู้คนประพฤติตามครรลอง ที่จะทำให้คนๆนั้นสามารถจัดการกับความเป็นอนิจจังของทุกสรรพสิ่งในชีวิต
การที่กระทรวงการท่องเที่ยวอินเดียผลักดันเรื่องนี้ออกมา เกิดไปพ้องเข้ากับการฟื้นฟูหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าขึ้นในชมพูทวีปอีกครั้งหนึ่ง และเป็นคุณต่อแคว้นอุตตระประเทศและแคว้นพิหาร ที่แสนจะแห้งแล้งกันดาร เพราะแคว้นทั้งสองเป็นคลังแห่งสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา
การศึกษาของสมาพันธ์หอการค้าอินเดีย (Federation of Indian Chambers
of Commerce - FICCI) ชิ้นหนึ่งระบุว่า แคว้นทั้ง
2
จะสามารถทำเงินจากการท่องเที่ยวทางศาสนาพุทธ ได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมืองสารนาท (สถานที่
ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นครั้งแรกหลังจากตรัสรู้) และพุทธคยาก็เป็นสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดในการจาริกแสวงบุญ
สถานที่ครั้งโบราณอื่นๆก็มีอาทิเช่นเมืองโบราณราชกีร์ กุสานาคาร์
และไวสาลี อันเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาสั่งสอน และเจริญบำเพ็ญภาวนา กระทรวงส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวตามโครงการ ดำเนินรอยตามพระพุทธองค์ รัฐบาลอินเดียยังมีแผนจะสร้างเวบไซต์ภาษาจีน และมัคคุเทศก์ที่พูดภาษาจีน เพื่อต้อนรับผู้คนที่จะมาจากแผ่นดินใหญ่ ที่พระธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาหยั่งรากลึก
ประเทศต่าง ๆ
เช่นญี่ปุ่นยิ่งกว่าเต็มใจจะให้ความช่วยเหลือ โดยธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่าประเทศ ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โครงการใหญ่ในแคว้นพิหาร อุตระประเทศ
และมหาราชตระ 4 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 273 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถาบันต่าง
ๆ ในไต้หวันก็เข้าไปให้ทุนจัดพิมพ์เผยแพร่
คาดว่าแคว้นต่าง ๆ ของอินเดีย 11 แห่งจะได้ประโยชน์จากโครงการ ตามรอยพระพุทธบาท ในครั้งนี้ เพราะเส้นทางดังกล่าวประกอบด้วยแคว้นอุตระประเทศ พิหาร มัทยะประเทศ
สิกขิม อรุณจัลประเทศ จัมมูและแคชเมียร์ โอริสสา มหาราชตระ อันตระประเทศ ฉัตริการ์
และหิมาจัลประเทศ ส่วนสถานที่สำคัญอื่น ๆ
นอกเหนือจากนี้ก็มีมหาเจดีย์โลกในนครมัมไบ เป็นต้น
ในเดือนมีนาคม 2550 บริษัทจัดอาหารบนรถไฟและการท่องเที่ยวอินเดีย (Indian Railway Catering and
Tourism Corp Ltd) ซึ่งเป็นแขนขาการตลาดของการรถไฟอินเดีย จะเริ่มเปิดบริการแพกเกจทัวร์ เป็นเวลา 8 วัน บนรถไฟขบวนหรูหรา ชื่อ ขบวนรถด่วนสายมหาปรินิพพาน (Mahaparinirvan Express) เริ่มออกเดินทางจากกรุงนิวเดลี เพื่อพานักท่องเที่ยวไปเยือนพุทธสถานต่าง ๆ
ดังกล่าว
การศึกษาของ FICCI ชิ้นนั้นยังระบุด้วยว่า ภายในปี
2012
การท่องเที่ยวเฉพาะส่วนนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าอินเดีย มากกว่า
1
ล้านคน
ซึ่งก็จะเท่ากับว่านักแสวงบุญชาวพุทธ จะเพิ่มขึ้นถึง 400% ทีเดียว
หลังจากเวลาผ่านไปนับพันปี ในที่สุดอินเดียก็ฟื้นคืนความเป็นชาวพุทธ และชาวโลกก็จะพากันหลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมเยือนเป็นการใหญ่
( หมายเหตุ-บทความนี้คัดจากนสพ.ผู้จัดการฉบับวันที่
27 กุมภาพันธ์
2550 แนะนำมาโดย คุณประดิษฐ์ มิ่งมีสุข อุบาสกแห่งวัดพุทธธัมโม
มอรีโน แวลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย)
ด่วนสายมหาปรินิพพานเริ่ม 28 มี.ค.
รายงานข่าวเปิดเผยว่ารถด่วนสายมหาปรินิพพาน( Mahaparinirvan
Express)โดย The Indian Railway Catering and Tourism Corporation (IRCTC) จะเริ่มในวันที่ 28 มีนาคมนี้โดยออกจากนิวเดลีบริการชาวพุทธผู้แสวงบุญไปท่องเที่ยวในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายเมืองเช่น Gaya, Rajgir,
Nalanda, Varanasi, Gorakhpur, Gonda,
Agra ก่อนจะกลับนิวเดลี
ทัวร์นักบุญยังมีโอกาสเข้าเยี่ยมชมสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าคือลุมพินีวันในประเทศเนปาล
ทัวร์นี้รวม 8 วันทั้งทางรถไฟและรถยนต์,ค่าโรงแรม,อาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ
โดยจะไปเที่ยวชมทั้งหมด 11 รัฐถือเป็น Buddhist Tourism ในจุดน่าสนใจทั้งสิ้น
ขบวนรถไฟนี้แบ่งเป็น 3 ชั้นคือชั้น 1,2 และ 3 ประเภทปรับอากาศรวม
366 ที่นั่ง ราคาคนละ 120,90 และ 80 ดอลลาร์ตามลำดับ โดยมุ่งไปที่ชาวพุทธที่เดินทางมาจากต่างประเทศ
ส่วนชาวอินเดียต้องการท่องเที่ยวด้วยจะเสียค่าโดยสารอัตราเดียวกันแต่เป็นเงินสกุลรูปี
|