
ตารางประกอบกลุ่มทุน-กลุ่มธุรกิจที่ค้ำจุนระบอบทักษิณ(คลิกเพื่อขยายใหญ่)
ผ่าอาณาจักรทุน"ไทยรักไทย"ฐานรากค้ำยัน"ระบอบทักษิณ"
การยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินโดยคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของการเมืองไทยและการล่มสลายของ "ระบอบทักษิณ" ทั้งยังส่งผลสะท้อนสะเทือนไปยังกลุ่มผลประโยชน์ในขั้วอำนาจเดิม ทั้งฝ่ายการเมือง และกลุ่มทุนต่างๆ อันเป็นฐานรากของพรรคไทยรักไทย
รายงานต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งในงานวิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ "การแสวงหาค่าเช่าเศรษฐกิจในประเทศไทย" ของ ธานี ชัยวัฒน์ อธิบายความสัมพันธ์ด้านทุนของพรรคไทยรักไทย นับแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มก้าวแรกสู่แวดวงการเมืองเต็มตัว
-กลุ่มผลประโยชน์ในพรรคไทยรักไทย
ความหมายอย่างง่ายของกลุ่มผลประโยชน์ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันเพื่อแสวงหาหรือมีอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะ โดยมักเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ทางการเมือง และมีการจัดโครงสร้างองค์กรเป็นอย่างดี เพื่อช่วยให้การแสวงหาผลประโยชน์ต่างๆ มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจเลือกความสัมพันธ์ในรูปแบบของการเข้าสู่การเมืองโดยตรง ด้วยการเป็นเจ้าของพรรคการเมืองเองแล้ว จึงจำเป็นต้องรวบรวมกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ มาเป็นพันธมิตร โดยอาศัยข้อได้เปรียบระหว่างกัน เพื่อให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากขึ้น
-กลุ่มธุรกิจ
หมายถึงกลุ่มที่เดิมมีรากฐานมาจากการทำธุรกิจ ซึ่งในอดีตกลุ่มทุนเหล่านี้จะอาศัยอำนาจรัฐของกลุ่มการเมืองในการปกป้องธุรกิจของตนเอง แต่ในปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทและครอบงำอำนาจรัฐด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การเข้ามามีความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองของกลุ่มธุรกิจจะมีเพียงบางกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะ และสอดคล้องกับเงื่อนไขบางประการด้วย
กลุ่มธุรกิจในที่นี้จะใช้กับความหมายที่ว่าเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และไม่ได้มีบทบาทเป็น ส.ส.ในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2544 ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทในพรรคไทยรักไทยอย่างชัดเจน ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค ประกอบด้วย กลุ่มโทรคมนาคม ได้แก่ กลุ่มชินวัตร กลุ่มเจียรวนนท์ กลุ่มโพธารามิก และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มมาลีนนท์ กลุ่มมหากิจศิริ กลุ่มสิริวัฒนภักดี และกลุ่มจึงรุ่งรืองกิจ-จุฬางกูร
เมื่อศึกษาถึงกลุ่มธุรกิจต่างๆ ของพรรคไทยรักไทย โดยวิธีการวิเคราะห์คลัสเตอร์ เพื่อหาลักษณะเฉพาะบางประการของกลุ่มธุรกิจในพรรคจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใดหรือสังกัดกับต่างพรรคการเมือง จะพบว่า กลุ่มธุรกิจในพรรคไทยรักไทยมีลักษณะร่วมกัน 2 ประการคือ
1.เป็นบริษัทที่อยู่ในภาคการผลิตที่มีผู้ประกอบการจำนวนน้อย และได้รับการคุ้มครองสูง
2.เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่
ลักษณะเฉพาะทั้งสองประการของกลุ่มธุรกิจที่มีการรวมตัวกันในพรรคไทยรักไทยนั้น สามารถวิเคราะห์ถึงเหตุผลของลักษณะเฉพาะแต่ละประการได้ ดังนี้
เงื่อนไขประการแรก คือ การที่กลุ่มธุรกิจอยู่ในภาคการผลิตที่มีการคุ้มครองสูง โดยการคุ้มครองดังกล่าวอาจมาจากการได้รับสัมปทานจากนโยบายการคุ้มครองอุตสาหกรรม หรือจากนโยบายอื่นก็ได้ ซึ่งการอยู่ในภาคการผลิตที่มีการคุ้มครองสูง เป็นความเสี่ยงต่อการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจ เพราะปัจจุบันกรอบการค้าเสรีขององค์การการค้าโลก ได้เข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้จำต้องถูกลดความคุ้มครองลง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการค้าระหว่างประเทศที่เสรีมากขึ้น กลุ่มธุรกิจจึงจำเป็นต้องเข้ามากำกับดูแลนโยบายของประเทศด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถเยียวยาความเสี่ยหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้ดีที่สุด โดยอาจเป็นการแก้ไขกฎหมายบางประการ หรือปรับเปลี่ยนกรอบการเปิดเสรีในรายละเอียดของอุตสาหกรรมก็ได้
เงื่อนไขประการที่สองคือ การเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการผลิตในอุตสาหกรรม เพราะขนาดที่ใหญ่หมายถึงการมีสินทรัพย์รวมในมูลค่าที่สูง ซึ่งโดยปกติกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ก็ต้องมีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อมีการรวบรวมกลุ่มทุนโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จึงเข้ามาร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย เพราะมีโอกาสได้เข้าไปบริหารนโยบายรัฐบาลเอง และไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการผิดสัญญาของกลุ่มการเมือง ทั้งนี้ เหตุผลที่มีการรวมตัวกันในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากการมีอำนาจต่อรองมากขึ้นของกลุ่มธุรกิจภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจด้วย
การรวมตัวกันของกลุ่มธุรกิจจะยิ่งทำให้มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมืองมากขึ้น เนื่องจากการรวมตัวของกลุ่มธุรกิจสามารถทำได้ง่ายกว่าการรวมตัวของกลุ่มการเมือง และมีขีดจำกัดในขนาดของกลุ่มน้อยกว่า
วัตถุประสงค์ของกลุ่มธุรกิจนั้นคือ การแสวงหากำไรสูงสุด ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องแย่งชิงผลประโยชน์กันระหว่างกลุ่ม เพราะอยู่ในคนละอุตสาหกรรม หรือแม้ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็สามารถหลีกเลี่ยงการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกันได้ เพราะการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ยังมีอีกหลายด้านที่สามารถตกลงกันได้
(ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.
2549
ปีที่ 29 ฉบับที่ 10421)
อ่านต่อผ่าเครือข่าวชินวัตรจากนสพ.ผู้จัดการ
http://w3.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000119864
|