----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãËè--------------------------------------------
ธรรมกถาเรื่องความสุขสวัสดีปีใหม่
2549
พระพรหมวชิรญาณ
กรรมการมหาเถรสมาคม
, เจ้าอาวาสวัดยานนาวา
กทม.
ส.ค.ส. ปีใหม่
2549
“ส.ค.ส” ย่อมาจาก ส่งความสุข
ให้ทุกคน พ้นทุกข์ เป็นสุขใจ
แผ่เมตตา ปรารถนาดี มีน้ำใจ
มามอบขวัญ วันปีใหม่ ให้โชคดี
ความคิดใด ให้เกิ ดเข็ญ
ใจเป็นทุกข์
คำพูดใด ให้ไร้สุข ให้หมองศรี
บาปกรรมใด ให้ผลลัพภ์ เป็นอัปรีย์
ให้ผ่านพร้อม วันสิ้นปี ที่ผ่านไป
พุทธศก สองพันห้า สี่สิบเก้า
พอย่างเข้า เขตวิถี ขึ้นปีใหม่
ขออำนาจ แห่งคุณพระ รัตนตรัย
ช่วยคุ้มครอง ผองชาวไทย ในอเมริกา
ให้มีพลัง กายใจ อันสดใส
หวังพรใด ให้ปรากฏ สมปรารถนา
ให้เป็นคน ที่หล่อสวย ด้วยปัญญา
ให้เป็นไทย ที่ก้าวหน้า นิรันดร์เทอญ
ขอเจริญพรแด่สาธุชนทั้งหลาย
หวังว่าทุกคนคงจะจดจำเหตุการณ์ในชีวิตและสังคม
ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
การได้หรือการสูญเสีย
ในเรื่องความสมหวังผิดหวัง
ในเรื่องร้ายหรือเรื่องดี
ตลอดถึงในเรื่องสุขหรือทุกข์
ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
และกับบุคคลที่เราเคารพรักนับถือ
ตลอดจนถึงกับประเทศชาติบ้านเมือง
รวมถึงที่เกิดขึ้นในโลก
ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งสิ่งทั้งหลาย
ที่มนุษย์เราพบผ่านนั้น
ภาษาธรรมมะ
ท่านเรียกว่า
“โลกธรรม” คือสิ่งที่มีอยู่ประจำคู่โลก
ไม่ว่ามนุษย์เรา
จะชอบปรารถนาหรือไม่
อย่างไร ก็ต้องประสบด้วยกันทุกคน
แต่มนุษย์เราก็ไม่ต้องการสิ่งที่เราไม่ชอบไม่ปรารถนา
และ ต้องการแต่สิ่งที่เราชอบเราปรารถนาเท่านั้น
ไม่ว่าในกาลไหน
ๆ หรือ ในที่ไหน
ๆ ก็ตาม
เพราะฉะนั้น
สิ่งที่นุษย์เราพบผ่านมาตลอดปีเก่าที่ล่วงไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด
ๆ ก็ตาม ก็จะผ่านเราทั้งหลายไปไม่หวนกลับมาอีก
หรือไม่ เราทั้งหลายเอง
ก็จะผ่านเหตุการณ์หรือสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
โดยไม่สามารถจะเรียกมันกลับคืนมาได้อีก
แต่สิ่งทั้งหลาย
ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
หรือที่มนุษย์เราประสบพบปะในปีใหม่นี้
ก็คงจะมีความหมายมากมาย
เช่นเดียวกับปีเก่าที่ผ่านมา
แต่สิ่งทั้หงลาย
ที่เราต้องการประสบพบปะหรือปรารถนา
มากมายนั้น
ถ้าจะกล่าวโดยสรุป
ก็มีเพียง
2 อย่างคือ
1.ความเป็นผู้มีอายุยืน 2.ความเป็นผู้มียศ
ซึ่งทั้งสองนี้
มนุษย์เราเรียก
หรือ ถือกันว่าเป็น
“พรอันประเสริฐ”และสำคัญอย่างยิ่ง
ในชีวิตของมนุษย์ในโลกนี้
เพราะมนุษย์เรา
เมื่อมีอายุมั่นขวัญยืน
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
และ เมื่อยศ
คือ มีทรัพย์เงินทอง
มีเกียรติมีตำแหน่งหน้าที่
มีศักดิ์ศรี
มีอิสริยยศในหมู่คณะในสังคม
พร้อมมีญาติมิตรบริวารที่สนับสนุนสนองกิจการงานทั้งหลาย
แล้วชีวิตย่อมจะมีความสมบูรณ์พูลสุขสวัสดิ์
ซึ่งอิฏฐผล
ดังกล่าวนี้
จะเกิดขึ้นได้
มนุษย์เราต้องประกอบด้วยเหตุ
ปัจจัยที่ดี
ตรงตามหลักธรรมที่ว่า
บาป ความชั่ว
ย่อมนำผู้ประพฤติไปสู่นรก
หรือ ความทุกข์
ส่วนบุญ ความดี
ย่อมนำผู้ปฏิบัติไปสู่สวรรค์
หรือ ความสุขสวัสดิ์
กล่าวสั้น
ๆ ว่า ทำความดีย่อมได้ดี
ทำความชั่วย่อมได้ชั่ว
ในทำนองเดียวกัน
การให้ การเสียสละ
การแบ่งปัน
ย่อมนำผู้ปฏิบัติให้บรรลุอิฏฐผล
ที่ปรารถนาดังกล่าวได้
ดังพระบาลีว่า
อายุโท พลโท ธีโร
วัณณโท ปฏิภาณโท
สุขัสส ทาตา
เมธาวี สุขัง อธิคัจฉติ
อายุ ทัตวา
พลัง วัณณัง สุขัญจ ปฏิภาณโท
ทีฆายุ ยสวา
โหติ ยัตถ ยัต
ยัตถูปปัชชติ
แปลความว่า
ผู้ให้ อายุ
วรรณ พละ วรรณะ
ปฏิภาณ และ
ความสุข ย่อมมี
อายุ มีพละ
มีวรรณะ มีปฏืภาณรอบรู้
และ ประสบความสุข
ยิ่งเมื่อปฏิบัติโดยยิ่งแล้ว
จะไปเกิดในที่ใด
ๆ ผู้ปฏิบัติย่อมเป็นผู้มีอายุยืน
และ มียศในสถานที่นั้น
ๆ
ทั้งนี้เพราะความมมีอายุยืน
และ มียศ นั้นย่อมเป็นที่มาของอิฏฐผลหลายประการ
ดังพระบาลีที่ยกขึ้นมาเป็นนิกเขปบทนี้
ชี้ให้เห็นว่า
การให้ การเสียสละ
การแบ่งปัน
ข้าวน้ำอาหาร
แก่พระภิกษุสามเณรก็ดี
แก่ปูชนียบุคคล
ตลอดถึง ญาติมิตรวิสสาสิกชนคนคุ้นเคยนับถือเป็นต้นก็ดี
ชื่อว่า ได้ให้อายุ
ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะมนุษย์
และ สัตว์ทั้งหลาย
ดำรงชีวิจอยู่ด้วยอาหาร
ถ้าขาดอาหารแล้ว
ชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้
เมื่อไม่มีอายุ
ทุกอย่างก็จบ
เมื่อมนุษย์เรา
ได้รับประทานอาหารดีมีประโยชน์แล้ว
ร่างกายย่อมจะมีกำลังวังชา
มีผิวพรรณดี
และ มีความคิดอ่านมีปฏิภาณสติปัญญาความรู้
และ สามารถจะพูดทำกิจการต่าง
ๆ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อตนและ
สังคมได้
ด้วยอานิสงส์แห่งการให้ข้าวปลา
หรือใ ห้อายุนั้นย่อมอำนวยผลทำให้ผู้ให้
ได้บรรลุซึ่งความสุขความเจริญ
จะไปเกอดหรืออยู่ที่ไหนๆ
ก็จะเป็นผู้มีอายุยืนยาว
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
และ มียศศักดิ์ความเป็นใหญ่ในหมู่ชน
ในที่นั้น
ๆ ตลอดไป
เรื่องการให้กับการได้นี้เป็นของคู่กัน
ถ้าโลกนี้ไม่มีการให้
ก็จะไม่มีการได้เกิดขึ้น
แม้ตามหลักธรรมชาติของต้นไม้
ยิ่งผลัดใบยิ่งผลิใบ
คือเมื่อใดที่ผลิใบเก่าเก่าแล้ว
ใบใหม่ก็จะผลิออกมาแทน
ฉันใด
ธรรมชาติในสังคมของ
มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้ามารดา
บิดา มิให้ชีวิตแก่บุตรธิดา
และ มิได้ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้การเลี้ยงดูอุปการะให้การศึกษาเล่าเรียน
และ ให้ศีลธรรม
จริยธรรมแก่บุตรธิดาแก่บุตรธิดาแล้ว
บุตรธิดาก็จะได้ชีวิต
และ ชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไปไม่ได้
แม้มารดาบิดาเอง
ก็จะมิได้มีคุณค่าบุพการี
หรือ ความเป็นบูชนียบุคคล
ที่ควรแก่การยกย่องเทิดทูนบูชาของบุตรธิดา
แต่อย่างใด
โดยเฉพาะผู้มีบุญบารมี
ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ก็เช่นเดียวกัน
พระพุทธองค์
ทรงบำเพ็ญพระบารมีมา
หมื่อสงไขยแสนกัป
ตอนแรกพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญ
ทศบารมีสามัญ
10 ประการ แล้วทรงบำเพ็ญเพิ่มขึ้นเป็นอุปบารมี
20 ประการ และเพิ่มขึ้นเป็นปรมัตถบารมี
30 ประการ
พระองค์ยิ่งบำเพ็ญ
ยิ่งเสียสละ
ไม่หยุดหย่อน
พระองค์ก็ยิ่งได้รับผลแห่งการบำเพ็ญนั้น
ๆ จนในที่สุดพระองค์ได้
บรรลุอริยสัจธรรม
เป็นพระอริยบุคคล
หรือ ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมญาณ
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นพระบรมศาสดาเอก
ที่เป็นอมตะ
และ ประเสริฐกว่าเทวดา
และ มนุษย์ทั้งหลาย
ในโลกไม่มีใครยิ่งกว่า
แม้สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
ทั้งสองพระองค์
ที่ทรงเป็นพระมิ่งขวัญแห่งดวงใจของคนไทยทั้งชาติ
และ ขาวโลก
ต่างแซ่ซ้องสาธุการว่า
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ชาติใด
ๆ ในโลกในปัจจุบันนั้น
ก็เพราะทั้งสองพระองค์
ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม
โดนยอมสละประโยชน์
และ ความสุข
ความสบายส่วนพระองค์
เสด็จออกบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่าง
ๆ พระราชทานความช่วยเหลหือแก่ประชาชนทุกภูมิภาค
ในบ้านเมือง
ตลอดถึงพระราชทานแนวพระราชดำริ
และ พระราชทานพระบรมราโชวาท
คือ พระราชทานสติปัญญาแก่พสกนิกร
ในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม
และ รู้จักความพอเพียง
ให้มีความอยู่ดี
กินดี มีความรู้รักสามัคคี
พร้อมกับทรงนำพระราชโอรส พระราชธิดา
พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
ออกบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
พระราชทานความช่วยเหลือประชาชน
ตลอดมา อย่างไม่หยุดหย่อนไม่ขาดสาย
เพื่อประโยชน์สุขแห่งพสกนิกรเป็นสำคัญ
ด้วยพระกรุณามหาธิคุณทั้งปวงดังกล่าวแล้ว
ทั้งสองพระองค์จึงทรงเป็นพระมิ่งขวัญ
และ ประทับอยู่ในจิตใจของชาวไทยทั้งชาติ
ตลอดมา
แม้ในทางศาสนา
บรรดาพระมหาเถรานุเถระ
ซึ่งมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปรินายก
และ สมเด็จพระราชาคณะทุกพระองค์เป็นต้น
ต่างก็ได้บำเพ็ญศาสนกิจสนองพระมหากรุณาธิคุณ
ในฐานะเป็น”ผู้ให้”และ “ผู้เสียสละ” ต่อพระสงฆ์และประชาชนไม่ขาดสาย
จึงได้รับพระมหากรุณาด้วยสักการ
และ ได้รับความเคารพบูชาจากพุทธศาสนิกชน
มีอายุยืนนาน
และ ยิ่งด้วยยศ
หรือ สมณศักดิ์
ดังเป็นที่ปรากฏ
บางท่านอาจจะค้านว่า
การบำเพ็ญทานให้
จะทำให้เกิกดอานิสงส์
ให้ได้รับผลตอบแทนจริงหรือไม่เพียงไร ? ซึ่งมีนิทานชาดกที่รับรองผลแห่งทานอยู่เป็นจำนวนมาก
แต่อยากจะนำเรื่องผลในปัจจุบันทันตาเห็นมาแสดงเสริมคุณธรรมข้อนี้สักเรื่องหนึ่ง
เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา
วันที่ 5 ธันวาคม
ที่ผ่านมา
มีพระเถระรูปหนึ่ง
ซึ่งมีอายุพรรษาก็ยังน้อย
แต่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ
จึงมีพระสงฆ์และประชาชนจำนวนมากสงสัยว่า
เหตุใดท่านจึงได้รับยกย่อง
?
ซึ่งหากพิจารณาตามหลักธรรมแล้ว
ก็จะพบว่า
ที่พระเถระรูปนี้ได้รับพระมหากรุณาในครั้งนี้
ก็เพราะท่านได้บำเพ็ญธรรมมะข้อทาน
การให้ คือ
ท่านเป็นผู้เอาใจใส่สนองงานคณะสงฆ์
ในการพิจารณาสมศักดิ์
แก่พระสังฆาธิการทั่วสังฆมณฑลนั่นเอง
ด้วยอานิสงส์ท่านได้สนองงานการ”ให้”สมศักดิ์
ตามหน้าที่ดังกล่าวตลอดมานั่นเอง
อำนวยผลให้ท่านได้รับสมศักดิ์ในระดับสูงแต่อายุพรรษายังน้อย
จะเห็นได้ว่า
แม้การบำเพ็ญศาสนกิจตามหน้าที่ของพระสงฆ์
ด้วยความเอาใจใส่
และ เสียสละเช่นนี้
ยังมีผลานิสงส์ให้เห็นเป็นนิทัศนอุทาหรณ์ทันตาเห็น
โดยไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า
แม้ในฝ่ายบ้านเมือง
ก็เช่นเดียวกัน
การที่ท่านพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
ได้ขึ้นสู่ฐานะตำแหน่งอันสูงส่ง
ยิ่งด้วยอายุ
ด้วยทรัพย์สมบัติ
หรือมีอุปสรรคปัญหาในการดำเนินชีวิตกิจการ
หรือ มีคนติฉินนินทาใส่ไฟให้ร้ายใดๆ
ก็ตาม ก็ไม่ควรท้อแท้น้อยใจ
เพราะตามหลักแห่งโลกธรรมแล้ว
เรื่อง ลาภ
ยศ สรรเสริญสุข
การเสื่อมลาภ
เสื่อมยศ ถูกนินนทาและมีความทุกข์
มันเป็นเป็นของคู่กัน
คือมีมาคู่กับโลกไม่มีใครเลยในโลก
ที่มีแต่ได้
โดยไม่เคยเสียในเรื่องต่าง
ๆ และ ไม่มีใครที่ไม่ถูกนินทา
หรือ ถูกสรรเสริญถ่ายเดียว
และ ไม่มีใครมีความสุขหรือ
ความทุกข์ตลอดกาล
ทุกอย่างย่อมมีการแปรเปลี่ยนตลอดเวลา
ตามเหตุปัจจัย
ย่อมขึ้นอยู่กับว่า ใครจะรู้จักหลักและแนวการบริหารชีวิตจิตใจถูกต้อง
แค่ไหน เพียงไร
เท่านั้น เพราะถ้าเราสังเกตให้ดี
ในความสุขก็มีความทุกข์
และ ในความทุกข์ก็มีความสุขได้
ขึ้นอยู่กับการมองโลกและชีวิต
ของแต่ละบุคคล
ข้อสำคัญ
ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาวการณ์ใด
ๆหรือ ในที่ไหน
ๆ ก็ตาม ถ้าหวังความสุขสวัสดีแก่ตัว
ไม่ควรอยู่โดยปราศจากสติ
คือ ความระลึกถึงรู้ถูกต้อง
และ ไม่ควรปราศจากปัญญา
คือความเข้าใจในสภาวะทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
และ ถูกต้องด้วยทำนองคลองธรรมโดยสุจริต
ถ้าเราทั้งหลายได้บริหารชีวิตจิตใจ
และ กิจการโดยสุจริตไม่ขาดสายแล้ว
ย่อมได้รับอานิสงส์แห่งบุญกุศล
อย่างไม่ต้องสงสัย
ท่านสาธุชนทั้งหลาย
ในช่วงระยะส่งท้ายปีเก่า
จะย่างเข้าปีใหม่ในปีนี้
ทางราชการกำหนดให้มีวันหยุดงานต่อเนื่องหลายวัน
ขณะนี้อากาศกำลังหนาวเย็น
พื้นที่ ในหลายจังหวัดกำลังประสบกับอุทกภัย
บางพื้นที่
กำลังประสบกับภัยหนาวและอุทกภัย
บางพื้นที่มี
อาชญากรรม
โจรกรรม และ
การก่อการร้าย
อบายมุขสิ่งเสพติดให้โทษ
รวมถึงต้องประสบภัย
ฉาตกภัย ทุพภิกภัย
คือ ความแห้งแล้ง
ความขาดแคลนสิ่งอุปโภค
บริโภค อันเป็นปัญหาเศรษฐกิจ
รวมถึงปัญหาบ้านเมือง
และ ปัญหาสังคม
ซึ่งเราทั้งหลาย
จะต้องใช้
โยนิโสมนสิการ
คือการไตร่ตรองพิจารณาสถานการณ์ทั้งหลาย
ด้วยเหตุผล
หรือ ด้วยสติปัญญา
โดยเฉพาะท่านสาธุชนทั้งหลาย
ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง
หรือ ในสภาพแวดล้อม
และ สังคมที่อันตราย
หรือ ที่มีความคิดแตกต่าง
จะต้องอาศัย”ขันติธรรม” ความหนักแน่นอดทน
อดกลั้น และ
ความระมัดระวังภัยอันตรายทั้งหลายดังกล่าว
โดยจะอยู่ปราศจากสัมมมาสติ
ความระลึกรู้ที่ถูกต้อง
และ สัมมาปัญญา
ความรู้ทันสภาวะทั้งหลาย
ตามความเป็นจริง
และ ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม
มิได้เลย
สิ่งที่เราทั้งหลายควรปฏิบัติในโอกาสส่งท้ายปีเก่า
ย่างเข้าปีใหม่
คือ
1.ทำการตรวจสอบจิตใจและการงานของเราว่า
ตลอดระยะเวลา
1 ปีผ่านมา
สิ่งใดที่เราผิดพลาดบกพร่อง
ควรหาทางปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
สิ่งที่ดีอยู่แล้วควรรักษาและพัฒนาให้มีความมั่นคง
โดยถือคติว่า
อดีตคือภาพพจน์
อนาคตคือความฝัน
ปัจจุบันคือความจริง
กล่าวคือ อดีตที่ผ่านไปก็ควรให้แล้ว
ๆ ไป ไม่ควรเอามาใส่ใจอาลัยถึง
อนาคตยังมาไม่ถึง
ก็ไม่ควรจะกังวลใด
ๆ ควรทำจิตใจ
ในปัจจุบันในขณะนี้ให้ดี
2.ควรหาโอกาสเข้าวัดทำบุญให้ทาน
รักษาศีล และ
เจริญสมาธิภาวนา
ชำระร่างกายวาจาให้สะอาดผ่องใส
เพื่อรองรับมงคลสวัสดีเนื่องในวันขึ้นปีใหม่
เพราะบุญกุศลเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของมนุษย์
3.สำหรับสาธาณชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด
หรือ จะเดินทางไปทัศนาจรในต่างจังหวัด
หรือ ในต่างประเทศก็ตาม
พึงระลึกเสมอว่า
ชีวิตของเรามีค่า
และ เป็นที่รัก
ในขณะเดียวกัน
ภัยอันตรายของเราก็มีอยู่รอบด้าน
เพราะฉะนั้น
จึงควรดูแลรักษาชีวิตจิตใจของตนให้ดี
ไม่ควรปล่อยปละละเลยปล่อยตัวปล่อยใจไปตามยถากรรม
หรือ ไปตามกระแสของเหตุการณ์และสังคม
หรือตามอำนาจของอบายมุขสิ่งเสพติดให้โทษ
อันอาจจะนำชีวิตไปสู่พิษภัยอันตราย
ต่าง ๆ ได้
โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถยนต์
ไม่ควรดื่มสุรา
ยาเมา ย้อมอารมณ์เป็นอันขาดเพราะจะทำให้เราเกิดความประมาทขาดสติ
และเกิดอุบัติภัยอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินต่าง
ๆ ได้
ขอให้ระลึกเสมอว่า
ชีวิตเรายังมีค่า
ต่อคนที่เกี่ยวข้องผูกพันอีกเป็นจำนวนมาก
4.เพื่อครองสติ
ปราชญ์จึงกล่าวว่า
กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสัตว์และตัวมันเอง
เพราะ ฉะนั้น
ควรบริหารวันเวลาให้ดี
อย่าปล่อยให้กาลเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ค่า
เพราะทุกอย่างเป็นอนิจ
จัง ไม่เที่ยง
มีการแปรปรวน
ทุกขัง ไม่สามารถจะคงทนถาวรอยู่ในสภาพเดิมได้นาน
อนัตตา มิใช่ตัวตนเราเขา
คือทุกอย่างเป็นเพียงสมมติ
แม้แต่กาลเวลาหรือวันเดือนปีก็เช่นเดียวกัน
จึงไม่ควรประ
มาท และรีบทำความดีตั้งแต่วันนี้
เพราะไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไหร่และในลักษณะใด
5.ปราชญ์ได้ให้คติชีวิต
เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจว่าขณะที่คนเรามีชีวิตอยู่
เหมือนคนเรากำลังฝัน
คือฝันว่าได้เป็นนั่นเป็นนี่
ฝันว่าได้โชคลาภผลกำไร
ฝันว่าได้เกียรติยศ
ได้เป็นใหญ่เป็นโต
มีญาติมิตรพี่น้องบริวาร
ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ
บางที่ก็ฝันว่าได้สูญเสียสิ่งนั้นสิ่งนี้ไป
ฝันว่าถูกนินทาว่าร้าย
และกำลังมีทุกข์โดยประการต่างๆ
แต่พอเราตื่นก็พบว่าความจริงว่าเราก็มิได้เป็นดังฝันเลย
ปราชญ์ท่านจึงอุปมาว่า
ชีวิตที่เรากำลังเป็นอยู่นี้
เหมือนเรากำลังฝัน
แต่พอเราตายลง
ก็เหมือนกับเราตื่น
คือ ไม่ว่าเราจะร่ำรวยแค่ไหน
เป็นใหญ่เป็นโตเพียงไร
มีคนยกย่องสรรเสริญ
และมีความ
สุขแค่ไหน
ตายแล้วเราก็เอาอะไรไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นอย่าได้จริงจังกับโลกธรรมฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่วมากเกินไป
ควรจะอยู่โดยสติและปัญญา
คือตั้งอยู่ในทานศีลภาวนา
ถ้าปฏิบัติได้ดังนี้
ชีวิตในปีใหม่
2549 นี้ก็จะมีชีวิตที่ปลอดภัยและมีความสุขสวัสดีแน่นอน
ด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย
พร้อมด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล
ความดีงามสุจริต
และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในแผ่นดิน
ได้คุ้มครองรักษาประเทศชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์
ตลอดถึงประชาชนชาวไทยและท่านสาธุชนทั้งหลาย
อายุวัฑฒโก ธนวัฑฒโก
สิริวัฑฒ โก
ยศวัฑฒโก พลวัฑฒโก
วัณณวัฑฒโก
สุขวัฑฒโก
โหตุ สัพพทา
|