รวมบทบรรณาธิการ-ความเห็นต่อการทำรัฐประหาร
บทเรียนความล้มเหลว
มีประชาชนถึงร้อยละ 83.98 ที่สนับสนุนการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ร้อยละ 75.04 เชื่อว่า การยึดอำนาจจะทำให้การเมืองไทยดีขึ้นมีเพียงร้อยละ 16.02 ที่คัดค้านการยึดอำนาจ และมีเพียงร้อยละ 4.74 ที่เชื่อว่าจะทำให้การเมืองแย่ลง จากผลการสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ โดยสวนดุสิตโพล
นับเป็นข้อมูลที่น่าแปลกใจ ประชาชนส่วนใหญ่มีความหวังว่าการเมืองจะดีขึ้น ทั้งๆที่การยึดอำนาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญ หรือนอกกติกาประชาธิปไตย แต่คนส่วนใหญ่อาจจะเชื่อมั่นในคำประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่ว่าจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็ว และเชื่อว่าอาจจะเป็นการก้าวถอยหลังเพียงก้าวเดียว เพื่อก้าวหน้าต่อไปอีกนับร้อยก้าว
การยึดอำนาจครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ ให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า ประชาธิปไตยแม้จะถูกสถาปนา มานานถึง 74 ปี แต่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะ ยังเป็นเฒ่าทารกอยู่ ยังไม่อาจสืบทอดอำนาจ ตามวิถีทางรัฐธรรม
นูญได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทย จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันเดินหน้าปฏิรูปการเมือง และพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืน
การปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมาล้ม เหลวโดยสิ้นเชิง ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ สร้างกลไกในการตรวจสอบการเข้าสู่อำนาจ และการใช้อำนาจของนักการเมืองไว้พร้อมสรรพ เพื่อป้องกันการเข้าสู่อำนาจด้วยอำนาจเงินและอำนาจอิทธิพลอื่นๆ และใช้อำนาจไปในทางที่ผิด เช่น การทุจริต แสวงประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญของการยึดอำนาจครั้งนี้
แต่กลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญกลับถูก ความโลภของคนและอำนาจเงินทำลายลงอย่างย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระต่างๆ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือวุฒิสภาที่ถูกตราหน้าเป็น “สภาทาส” กกต.ที่ต้องคำพิพากษาจำคุก ฐานช่วยเหลือพรรครัฐบาลในการเลือกตั้ง และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้ตรงไปตรงมา ถูกกลั่นแกล้งให้พ้นทาง
วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งชุดแรก คือความล้มเหลวที่สำคัญในการปฏิรูปการ เมือง เพราะวุฒิสภามีอำนาจทั้งในการแต่งตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ผู้มีอำนาจในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและมีอำนาจในการถอดถอนนักการเมือง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงไป แต่วุฒิสภากลับกลายเป็นช่องทางที่ทำให้การเมืองเข้าครอบงำองค์กรอิสระ จนเป็นอัมพาตทั้งระบบและอาจทำให้โกงกินได้โดยเสรี
ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูป การเมืองรอบต่อไป จึงต้องศึกษาบทเรียนความล้มเหลว ในอดีต ทำอย่างไร? จึงจะป้องกันไม่ให้ นักธุรกิจการเมืองผู้ทะเยอทะยาน ใช้เงินทั้งของส่วนตัวและเงินภาษีประชาชน ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า จนสามารถคุมอำนาจ เบ็ดเสร็จ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และองค์กรผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จนทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นธนาธิปไตยและอัตตาธิปไตย.
(บทบรรณาธิการ
นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 23 กันยายน 2549)
ทำไมต้อง
รัฐประหาร
การปฏิวัติหรือการรัฐประหารไม่ได้เป็นเรื่องล้าสมัยสำหรับประเทศไทย
เมื่อวันที่
23 กุมภา พันธ์ 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
(รสช.)จาก 3 เหล่าทัพ กองบัญชาการทหารสูงสุดและตำรวจ
นำโดย พล.อ.สุนทร
คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เข้ายึดอำนาจโค่นรัฐบาลของ
พล.อ.ชาติชาย
ชุณหะวัณ แม้จะเป็นเหตุการณ์เมื่อ
14-15 ปีก่อน
ลุล่วงมาถึงปัจจุบัน
พ.ศ.2549 วันที่
19 กันยายน
เหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็ได้บังเกิดขึ้นอีกครั้ง
ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจในนาม
"คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
นำโดย พล.อ.สนธิ
บุญยรัตกลิน
ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าคณะได้ยึดอำนาจโค่นรัฐบาลรักษาการของ
พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร
ในทางหลักการ
การใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครอง
โค่นล้มรัฐบาลไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญย่อมถือว่าไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
แต่ในความเป็นจริง
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ของประเทศที่ถือเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงที่สังคมไทยไม่เคยประสบมาก่อน
รัฐบาลของ
พ.ต.ท.ทักษิณนั้น
นอกจากไม่สามารถจะแก้ไขด้วยวิธีการอันเหมาะสมให้เข้ากับขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยที่ยึดหลักการประนีประนอม
การผ่อนหนักผ่อนเบา
เมื่อรู้ว่าผิดก็ต้องขอโทษขอโพย
จากนั้นก็เริ่มหันหน้าเข้าหากันแล้วปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น
แต่ยังเป็นฝ่ายที่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเสียเอง
ระบบและกลไกตามรัฐธรรมนูญพังทลายไม่สามารถให้คำตอบในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรมให้กับสังคมได้
ความไม่ไว้วางใจในภาคประชาชนที่มีต่อ
พ.ต.ท.ทักษิณ
ปรากฏให้เห็นด้วยการแสดง
ออกผ่านการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญได้ทวีความรุนแรงถึงขีดสุดเมื่อนัดการชุมนุมในเย็นวันที่
20 กันยายน
ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า
พร้อมกับตั้งข้อเรียกว่าจะไม่ยอมให้
พ.ต.ท.ทักษิณ
เดินทางกลับเข้าประเทศและให้
พ.ต.ท.ทักษิณยุติบทบาททางการเมืองตลอดไป
สถานการณ์มีทีท่าจะเกิดการเผชิญหน้าขัดแย้งจนอาจนำไปสู่การปะทะนองเลือดได้
และไม่มีใครรับประกันว่าการต่อสู้ของ
พ.ต.ท.ทักษิณ
เพื่อจะอยู่ในอำนาจทางการเมืองต่อไปนั้น
จะไม่ใช้กฎหมายหรือไม่ใช้กำลังตำรวจทหารมากำราบปราบปรามกับประชาชนที่ต่อต้านตนเอง
หรือแม้แต่การใช้ทหารที่ตนเองบังคับบัญชาสั่งการได้เข้าปฏิวัติยึดอำนาจด้วยเกรงที่จะถูกอีกฝ่ายยึดอำนาจโค่นล้มตนเอง
จากแถลงการณ์ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ได้กล่าวถึงปัญหาอันเกิดจากการบริหารประเทศของรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้แก่ การทุจริตคอร์รัปชั่น
การครอบงำหน่วยงาน
องค์กรอิสระ
พฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบ่อยครั้ง
จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเข้ายึดอำนาจ
ว่าไปแล้วก็เป็นคำอธิบายที่มีความชอบธรรม
เพราะปัญหาเหล่านี้ได้มีการโจษขาน
กล่าวถึง อย่างอื้ออึงผ่านสื่อมวลชน
เวทีการอภิปราย
สัมมนา งานเขียนทางวิชาการ
งานวิจัย มาอย่างต่อเนื่องในยุคสมัยที่
พ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำประเทศ
แทนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ
และพรรคไทยรักไทยจะยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้
กลับถูกตอบโต้อย่างไม่แยกแยะว่าผู้ที่ออกมาติติงด้วยความปรารถนาดีและห่วงใยประเทศชาติหลายคนเป็นนักวิชาการอิสระ
เป็นปูชนียบุคคล
เป็นผู้มีบารมีเป็นที่เคารพนับถือของสังคมฯลฯ
นอก จากนี้
พ.ต.ท.ทักษิณยังใช้มาตรการทางกฎหมายแจ้งความ
ฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง
ทางอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท
ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและอื่นๆ
การรัฐประหารอาจไม่ยากหากกำลังทหารและตำรวจพร้อมใจกันอย่างเป็นเอกภาพ
มีเหตุผลในการรัฐประหารซึ่งประกาศต่อประชาชนในประเทศและชาวโลกเพื่อสร้างการยอมรับและสนับสนุนคณะผู้บริหารประเทศชุดใหม่
แต่สิ่งที่ไม่ง่ายก็คือ
หลังจากยึดอำนาจได้แล้วจะบริหารประเทศต่อไปอย่างไร
ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีจะประกอบไปด้วยใคร
มีความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตแค่ไหน
รวมทั้งธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
บอกว่าจะประกาศภายใน
2 สัปดาห์นี้
นอกจากนี้ใครจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่
17 ระยะเวลา
1 ปีที่ พล.อ.สนธิให้คำสัญญาไว้จะดำเนินไปอย่างเป็นประชาธิปไตย
และสุดท้ายจะได้รัฐธรรมนูญที่พึงประสงค์ตามเจตนารมณ์แห่งการปฏิรูปการ
เมืองรอบ 2
ได้จริงหรือไม่
รวมถึงการถอยออกไปของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับรัฐบาลที่บริหารประเทศจะหมายถึงอย่างไร
นี่ยังไม่ได้พูดถึงความเคลือบแคลงต่างๆ
ของสังคมและคณะรัฐประหารที่มีต่อการใช้อำนาจของ
พ.ต.ท.ทักษิณ
จะได้รับการผลักดันให้มีการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่
( บทบรรณาธิการนสพ.มติชน
วันที่ 22 กันยายน
2549 )
เร่งเดินหน้าประชาธิปไตย
สำหรับผู้ที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ย่อมไม่เห็นด้วยกับการทำปฏิวัติรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ
กระนั้นก็ตาม
ในเมื่อข้อเท็จจริงได้เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว
และด้วยเหตุผลที่สามารถรับฟังได้ในแง่ที่ว่า
ประชาชนที่แตกเป็นสองกลุ่มอาจถึงขั้นแตกหักใช้ความรุนแรงจนเสียเลือดเนื้อ
จึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจะให้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยก้าวเดินต่อไปได้โดยเร็ว
ถ้อยแถลงของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก
ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ตอบคำถามสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ว่าสาเหตุการปฏิวัติยึดอำนาจ
มาจากการเรียกร้องของประชา
ชนส่วนหนึ่ง และจากข้อเท็จจริงจากการบริหารจัดการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โดยข้อเรียกร้องของประชาชนนั้นมีหลายรูปแบบจากสื่อต่างๆ
ที่ปรากฏอยู่ทุกฉบับ
ในฐานะสื่อมวลชนที่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลมาโดยตลอด เราใคร่ขอทำความเข้าใจว่า สื่อส่วนหนึ่งที่ถูกมองว่าต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ส่วนใหญ่มิได้มีเจตจำนงที่จะเรียกร้องให้มีการทำปฏิวัติรัฐประหารเพื่อขับไล่รัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ หากแต่ต้องการให้ขบวนการตรวจสอบทั้งจากองค์กรอิสระต่างๆ
และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ได้ปฏิบัติอย่างเที่ยงตรงตามกรอบของกฎหมาย มิใช่มุ่งรับใช้รัฐบาลโดยจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในส่วนของเสียงสะท้อนจากประชาชน
จริงอยู่ว่ามีส่วนหนึ่งเรียกร้องให้ทหารออกมาแก้วิกฤติชาติ แต่ก็ถือเป็นความเห็นอันหลากหลายในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม
เป็นการดีที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา
กษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ได้ออกแถลงยืนยันว่า
ไม่มีเจตนาที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเอง แต่จะได้คืนอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด
ซึ่งด้วยเจตจำนงนี้นี่เอง
ที่ทำให้เสียงคัดค้านการออกมาปฏิบัติการยึดอำนาจของกองทัพไม่รุนแรงจนก่อให้เกิดปัญหาซ้อนขึ้นมา
และเพื่อแสดงความจริงใจต่อการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รวมทั้งการปฏิรูปการเมือง คณะปฏิรูปการปกครองสมควรคุ้มครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
รวมทั้งสื่อมวลชน
ด้วยการออกมาประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกแขนง ที่เป็นไปตามจรรยาบรรณและกรอบของกฎหมายปกติที่มีบังคับใช้อยู่แล้ว
ให้เสรีภาพสื่อมวลชนในการแสดงความคิดเห็นและนำเสนอข้อมูลข่าวสาร
ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา
รวมทั้งเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นตามสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย
เพื่อพิสูจน์ถึงข้อกล่าวหาของคณะปฏิรูปการปกครองฯต่อรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่ว่า การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริต
ประพฤติมิชอบและเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง
คณะปฏิรูปการปกครองฯจักต้องเร่งให้มีการสืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้โดยเร็ว ด้วยความเที่ยงธรรม โปร่งใส
ด้วยกระบวนการยุติธรรมซึ่งถึงที่สุดที่ศาลสถิตยุติธรรม
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ให้คำมั่นว่าภายใน
2 อาทิตย์จะมีรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาทำหน้าที่บริหารประเทศ
มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวและร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ให้เสร็จสิ้นภายใน
1 ปีโดยคาดว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเดือนตุลาคม
2550 เราเห็นว่าการจัดการเลือกตั้งที่จะยืดออกไปถึง
1 ปี เป็นระยะเวลาที่ยาว
นานเกินไปที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมามากมาย จึงควรที่ร่นระยะเวลาลงเหลือเพียงไม่เกิน 6 เดือน
และหากยึดตามเจตนารมณ์เดิมที่ว่า
รัฐบาลใหม่จะมาทำหน้าที่ปฏิรูปการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็สมควรจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
เพื่อที่รัฐบาลใหม่จะได้ระดมตัวแทนประชาชนจากหลากสาขาอาชีพร่วมดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ
อันจะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หรือหากจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จแล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง ก็ต้องพิจารณาดึงตัวแทนประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะเป็นไปได้.
(บทบรรณาธิการ
นสพ.ไทยโพสต์
วันที่ 23 กันยายน
2549 )
Democracy, but in name only
Global opinion has been generally united in condemnation
of Tuesday night's shock putsch against the Thaksin Shinawatra
administration. Western countries, particularly the United States and the European Union, have
been particularly critical of the coup, the 18th in Thailand's modern history but the first
in 15 years.
Thailand's reputation as a beacon of
democracy within Southeast Asia now is in tatters, its public image ruined. Perhaps
rightly so. One can never condone the use of force to supplant
the will of the people. Thailand's commitment to democracy
has been a hard-fought one, built upon the sacrifices of thousands
over the decades since the constitutional monarchy system
was established in 1932.
But what was the will of the people? Opinion polls
on Wednesday showed a remarkable 80% vote of support for the
actions of army chief Sonthi Boonyaratkalin and his counterparts
from the air force, navy and police. Rural provinces, long
considered to be the biggest supporters of Mr Thaksin and
the Thai Rak Thai party, voiced even greater support for the
coup than their Bangkok brethren. It was not the people's
desire for democracy that failed, but rather public confidence
in our politicians, those individuals who failed to place
the collective good of the country ahead of their own petty,
personal interests. The political paralysis that had gripped
the country this year represented a collision of interests,
viewpoints and social spheres that has long been simmering
under the surface image of the Land of Smiles.
The reality is that Thailand's democracy has been one in
name only. The 1997 Constitution, known as the People's Agenda and born
out of the horrors of the 1992 Black May uprising, had sought
to bring new stability to Thai politics by restricting the
movement of parliamentary candidates, strengthening the hand
of independent watchdogs and direct elections for the Upper
House. Decentralisation of power was a key theme, under the
theory that constituencies should have greater say in the
allocation of resources. The power of smaller, splinter parties,
generally set up based around regional power brokers, was
severely limited by a party-list system favouring larger parties
able to win a larger share of the national vote. But the results
of these well-intentioned concepts proved lacking in practice.
The Senate, ostensibly free from political affiliations
and tasked with the crucial responsibility of appointing members
of the new independent regulatory bodies, was an abject failure,
with its work marred by allegations of vote-buying and incompetence.
The independent bodies were hamstrung in their work, with
agencies such as the National Human Rights Commission, the
National Counter Corruption Commission and the parliamentary
ombudsman either ignored, corrupted or simply impotent to
carry out their duties as a watchdog over the executive government.
The 1997 Constitution undoubtedly led to greater stability,
with the Thai Rak Thai party carrying the distinction of being
the first government to serve out a full term. Yet the overwhelming
political dominance of the TRT juggernaut also meant a weak
opposition, limited options for voters and plenty of opportunities
for abuse of power by the ruling powers. Thailand's liberal democracy looked
fine on paper but proved to be sorely lacking in practice,
resulting in deep fractures within society that proved intractable
and seemingly unsolvable, at least within the confines of
the system.
The leaders of the Council for Democratic Reform have
pledged to return power to the people as quickly as possible,
with elections to be held within nine to 12 months. One can
only hope that their deeds are as good as their words, and
that the council truly lives up to its name. A constitution
consists of rules and principles that outline the powers and
duties of the government and the rights and freedoms of the
people. Yet it is clear that laws in themselves are insufficient
- so long as the politicians responsible for protecting these
rights and freedoms are unaccountable to the people and uncommitted
to the principles of ethics and good governance.
(EDITORIAL from Bangkok Post , September 22,2006)
โพลล์ชี้ ปชช.ต้องการลงโทษยึดทรัพย์รัฐบาลทักษิณ
ผลสำรวจเอแบคโพลล์ เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่องความคิดเห็นและความต้องการของสาธารณชนต่อคณะปฏิรูปฯ:กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ พบควรลงโทษตามกฎหมายจนถึงที่สุดกับรัฐบาลทักษิณ 74.5%
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความคิดเห็นและความต้องการของสาธารณชนต่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข: กรณีศึกษาประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ” ในครั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศทศ จำนวนทั้งสิ้น 4,250 ตัวอย่าง ซึ่งมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2549 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากการสำรวจในครั้งนี้ มีดังนี้
เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างกรณี
ความถี่ในการติดตามข่าวการเมืองโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์นั้นผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 91.1 ระบุติดตามอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ ในขณะที่ร้อยละ 6.3 ระบุไม่ได้ติดตามเป็นบางสัปดาห์ และร้อยละ 2.6 ระบุไม่ได้ติดตามเลย
เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างต่อไปถึงความรู้สึกหลังจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีปฏิบัติการทางการทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลชุดก่อนได้สำเร็จนั้น ผลสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 82.7 ระบุคิดว่าการเมืองจะสงบนิ่ง ในขณะที่ร้อยละ 66.5 ระบุเศรษฐกิจจะฟื้นตัว
นอกจากนี้ เม$ |