จรรยาบรรณ /จริยธรรมของนักหนังสือพิมพ์

ดำเกิง เสพย์ธรรม

   โดยปกติแล้ว คนทั่ว ๆ ไป คิดว่าถ้าอ่านออกเขียนได้ ก็เป็นนักหนังสือพิมพ์หรือนักข่าวได้ แต่ความจริงแล้วไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกัน เพราะการทำหนังสือพิมพ์หรือการเป็นนักหนัง สือพิมพ์ต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างในตัว  แม้แต่ผู้ที่เรียนโดยตรงมาทางด้านนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นนักหนัง สือพิมพ์ที่ดีได้เสียเมื่อไหร่ แต่ผู้ที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้กลับเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ดีได้ ทั้งนี้เพราะว่าเขามีจิตวิญญาณในการค้นหาความจริงเสนอต่อประชาชน ไม่ใช่แต่จับปากกาดินสอเขียนได้ก็เรียกตัวเองว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ /นักข่าว และสิ่งที่สำคัญในการเป็นนักหนังสือพิมพ์ / นักข่าว คือความรับผิดชอบต่อสังคมและความมีจริยธรรม ซึ่งเป็นหัวข้อที่กว้างและแต่ละบุคคลย่อมมีทัศนะคติต่างกันออกไปแล้วแต่คุณธรรมและค่านิยมของแต่ละบุคคล 

 เมื่อพูดถึงเรื่องของคุณธรรม/จริยธรรมและค่านิยมของแต่ละบุคคลนั้นยากที่จะจำกัดวงและขอบเขต เพราะเรื่องของคุณธรรมหรือจริยาธรรมและค่านิยมนั้นมักจะฝังรากในตัวบุคคลมาแต่เด็กภายในครอบครัว( Elkind,David-1986) ซึ่งพ่อแม่ได้ถ่ายทอดให้มาโดยที่ลูกๆเรียนรู้จากการสังเกตและประสบการณ์ชีวิตขณะเติบโต  แต่บุคคลบางคนได้เรียนรู้จริยาธรรมและค่านิยมจากสิ่งแวด ล้อมและประสบการณ์นอกบ้านก็มีมาก  บุคคลเหล่านี้มักจะมีความสับสนในตัวเองช่วงแรก ๆ ที่รับจริยธรรมและค่านิยมใหม่นอกเหนือไปจากที่เคยได้รับภายในครอบครัว  เขาจะต้องพิจารณาและชั่งน้ำหนักประสบการณ์ของจริยธรรมและค่านิยมใหม่ที่ได้รับ เขาจะต้องใช้พิจารณาญาณและจิตวิญญาณของเขาในการเลือกจริยธรรมและค่านิยมใหม่  เขาจะต้องชั่งน้ำหนักว่าจะรับสิ่งที่ได้รับมาใหม่หรือไม่ เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล( Scharff, Jill S,1989) .

  ในที่นี้จะพูดถึงจริยธรรมและค่านิยม ของนักหนังสือพิมพ์ / นักข่าว  โดยหลักทั่วไปแล้ว คนหนังสือพิมพ์นั้นจะต้องตั้งอยู่บนความมีอิสระเสรีภาพ,ไม่มีความผูกพันกับใครโดยเฉพาะ แต่เขาต้องผูกพันกับสังคมเป็นใหญ่ หมายถึงเขาจะต้องนึกถึงผลประโยชน์ของสังคมก่อนอื่น เขาจะต้องยอมเสียผลประโยชน์ของตนเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ, เขาต้องมีความสุจริต,ซื่อตรงและยอมรับผิดหากผิด มีความเที่ยงธรรม ไม่เข้าข้างพวกตนเมื่อพวกตนผิด  ไม่ปล่อยข่าวลือต้องพยายามหาต้นตอของข่าว หากหาไม่ได้ถึงต้นตอก็ต้องหาให้ใกล้มากที่สุดที่จะทำได้ 

นักหนังสือพิมพ์จะต้องค้นหาสาระที่แท้จริงของเรื่องและเสนอเนื้อข่าวที่แท้จริงต่อประชาชน  ไม่เขียนข่าวยกยอปอปั้นพรรคพวกโดยมีไม่เหตุสมควร อย่างมีนักข่าวเขียนยกยอหมอคนหนึ่งว่าเป็นหมอเทวดา ข้อความนี้เกินกว่าเหตุ เป็นการผิดจริยธรรมและขาดความเที่ยงตรง เพราะคำว่าเทวดาตามพจนานุกรมนั่นหมายถึงผู้ที่อยู่บนสวรรค์มีหูพิทย์ตาทิพย์ กินของทิพย์ จะเห็นได้ว่าผู้เขียนขาดจริยธรรมและขาดความซื่อตรงต่อสังคม เป็นการหลอกลวงและบิดเบือนสังคม (กรณีนี้หมอคนนั้นอาจจะมีความสัมพันธ์ช่วยเหลือส่วนตัวให้แก่ผู้เขียนก็ได้ จะเห็นว่าผู้เขียนไม่ได้เขียนเพื่อสังคมแต่เพื่อตัวเอง)  การเขียนข่าวว่าใครคนใดคนหนึ่งทำคุณ ประโยชน์ให้สังคมนั้น ต้องเขียนพอเหตุพอผลสมน้ำสมเนื้อไม่เกินไปกว่าเหตุและผล ต้องสังเกตุว่าการกระทำของบุคคลคนนั้นเป็นเพียงผักชีโรยหน้าเพื่อจะให้เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อชื่อเสียงของตนหรือเปล่า ?

บางกรณีผู้เขียนข่าวว่าคนนั้นคนนี้ดีเด่นเช่น หนุ่มไฟแรง.... สาวไฟแรง... มีมนุษย์สัมพันธ์ดีต่อสังคม..... การเขียนข่าวอย่างนี้ไม่เที่ยงตรงนัก เพราะหนุ่มไฟแรงนั้นมีคำกำจัดความว่าอย่าง ไร? ส่วนการที่ว่ามีมนุษย์สัมพันธ์ดีต่อ.... นั้นเป็นความเห็นส่วนตัวที่ได้รับจากบุคคลคนนั้น  แต่โดยทั่วไปแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น ตัวอย่างเช่นหากว่าท่านไปใช้บริการโดยที่บุคคลคนนั้นไม่รู้ว่าท่านเป็นนักหนังสือพิมพ์ท่านอาจจะได้รับการต้อนรับต่างกับตอนนี้ที่เขารู้ว่าท่านเป็นนักหนัง สือพิมพ์ ฉะนั้นข้อเขียนยกยอปอปั้นเช่นนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  อาจจะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบิดเบือนภาพจน์อันแท้จริงก็ได้  ซึ่งอาจจะกลายเป็นการหลอกสังคม- ผิดจริยธรรมและขาดความเที่ยงตรงไปก็ได้

 การเขียนข่าวจะต้องมีขอบเขตกว้าง ไม่ใช่มีข่าวและเหตุการณ์อยู่แต่เฉพาะวงธุรกิจเดียว หรือกลุ่มคนกลุ่มเดียว นักหนังสือพิมพ์ที่ดีต้องเจาะแสวงหาข่าวมาเสนอต่อประชาชนในแง่และมุมต่างๆไม่เลือกเฉพาะกลุ่มที่ตนได้ผลประโยชน์หรือพวกพ้อง จะต้องเสนอข่าวโดยทั่วไปหากว่ามีรายงานเข้ามาและข่าวมีสาระน่าสนใจ  แต่ข่าวบางข่าวก็ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาเพราะเป็นข่าวที่ได้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มคนกลุ่มเดียว

 และแหล่งข่าวไม่รายงานก็ไม่จำเป็นต้องเสาะแสวง  ด้วยเหตุนี้นักหนังสือพิมพ์จึงเป็นฐานันดรสี่( Fourth Estate) ซึ่งมีหน้าที่แสวงหาความจริงเสนอแก่ประชาชน ดังบทความตอนหนึ่งใน The Wall Street Journal วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ชี้ย้ำให้ระลึกถึงหน้าที่ของนักหนังสืออีกครั้งว่า .....it to reminds us that the Fourth Estate’s first duty is to report the facts.”

   นักหนังสือพิมพ์ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ยกตัวอย่างการออกข่าวของหนังสือนิตยสารนิวสวีค เกี่ยวกับการฉีกคัมภีร์กุระอานแล้วทิ้งในโถส้วม นั่นเป็นการถูกต้องหรือเปล่า? เรื่องนี้มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  ซึ่งอยู่ที่ค่านิยมและจริยธรรมของสำนักหนังสือพิมพ์และนักข่าว เพราะมีข้อโต้เถียงไปต่างๆนานา ดูเหมือนจะไม่มีใครถูกและใครผิด  เพราะเป็นเรื่องของค่านิยมและจริยธรรม ฝ่ายที่ยึดถือหลักการว่าหนังสือพิมพ์มีอิสรเสรีภาพในการเสนอข่าวให้ประชาชนรู้ความเป็นไปในการปฏิบัติงานของทหารในยามสงครามก็ถูก  เพราะนั่นคือหลักการหนึ่งของหนังสือพิมพ์ที่ต้องเสนอข่าวคราวความเป็นไปต่อสังคม   

อย่างไรก็ตามหากจะมองอีกมุมที่ว่าหนังสือพิมพ์ต้องรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศชาติและความปลอดภัยของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก่อน  ฉะนั้นการเสนอข่าวออกไปก็ถือว่าผิดจริยธรรมและขาดความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะผลตามมาทำให้เกิดโกลาหลประท้วงในหมู่ประเทศอิสลามทั่วโลก เกิดการลอบทำร้ายทหารที่ปฏิบัติการในสงครามมากขึ้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของชาวอเมริกันผู้ไร้เดียงสาที่อาศัยและทำงานในประเทศอิสลามมากขึ้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่านักหนังสือพิมพ์จะต้องใช้พิจารณาญาณในแต่ละกรณีของข่าว  ซึ่งมักจะดลบันดาลจากค่านิยมและจริยธรรมและจิตวิญญาณของแต่ละบุคคล

หลักการอีกอย่างคือนักหนังสือพิมพ์ต้องปกป้องแหล่งข่าว  เพราะข่าวบางอย่างแหล่งข่าวไม่อยากให้บอกว่ามาจากไหน เราต้องเคารพและเคร่งครัดในแหล่งข่าว ดังจะเห็นได้ยินบ่อยครั้งในกรณีข่าวใหญ่ๆ บนหน้าหนังสือพิมพ์มีผลกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติงานของราชการ และบริษัทใหญ่ๆต้องขึ้นศาล บางครั้งศาลจะเรียกตัวนักหนังสือพิมพ์ไปให้การด้วย  และจะพยายามคาดคั้นว่าได้ข่าวมาจากใครที่ไหนนักหนังสือพิมพ์ผู้เคร่งครัดในจริยาธรรมจะปฏิเสธที่จะเปิดเผยแหล่งข่าว เพราะเขาถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขาที่รักษาในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อแหลงข่าวว่าจะไม่ยอมเปิดเผย 

มีนักหนังสือพิมพ์หลายคนยอมติดตะรางเพราะไม่ยอมร่วมมือกับศาลโดยไม่เปิดเผยแหล่ง ข่าวอย่างข่าวเร็วๆนี้เกี่ยวกับเรื่อง “ Deep Throat” เป็นข่าวเปิดเผยคดี “ Water Gate” ซึ่งทำให้อดีตประธานธิบดีริชชาร์ด นิกสัน ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะว่าสองนักหนังสือพิมพ์ นายBob Woodward และ นาย Carl Bernstein จากหนังสือพิมพ์ Washington Post  ได้ข่าวมาจาก นาย Mark  Felt  ผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเอ็ฟ.บี.ไอ. ขณะนั้นเป็นผู้ชี้จุดในการค้นข่าว  

นักข่าวทั้งสองได้สัญญาต่อนายมาร์ก เฟลท์ ว่าจะไม่เปิดเผยแหล่งข่าวเด็ดขาดไม่ว่าจะเกินอะไรแก่เขาจนกระทั่งนายเฟลท์ตาย เขาทั้งสองได้รักษาคำพูดจนบัดนี้ แต่เมื่อเร็วๆนี้(1 มิถุนายน 2005)  นี้มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่านายเฟลท์ วัย 91 ปี ได้เป็นผู้เปิดหน้ากากตัวเองว่าตนคือ “Deep Throat”เป็นผู้บอกความลับเกี่ยวกับเรื่องของ วอเตอร์เกต ถึงกระนั้นก็ตามนายบ็อบ วู้ดเวิร์ด และนายคาร์ล เบิร์นสะตีน  ยังรีรอที่จะยืนยันเรื่องราวซึ่งเขาทั้งสองได้ปิดแหล่งข่าวมากว่า 30 ปี ตามที่นิตยสาร“ Vanity Fair” ตีพิมพ์  

ผลของการไม่รักษาคำมั่นสัญญาของแหล่งข่าวจากกรณี ของคอนนี่ ชัง นักข่าวและผู้อ่านข่าวภาคค่ำของสถานียักษ์ใหญ่ ซี.บี.เอส. ของอเมริกา เมื่อครั้งที่เธอถามอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา บาร์บาร่า บุช ถึงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวสุขภาพสตรีหมายเลขหนึ่งขณะนั้น ฮิลราลี่ ร็อดแฮน คลินตัน เธอบอกว่าเป็นเรื่องลับระหว่างสองคน แต่แล้วทางสถานีนำออก อากาศ ผลคือ คอนนี่  ชัง ขาดความเคารพนับถือในหมู่นักข่าวและประชาชนโดยทั่วไปไม่มีใครนิยมรายการของเธอเหมือนแต่ก่อน ในที่สุด คอนนี่  ชัง  ก็ต้องออกจากตำแหน่งนั้นไป

  ต่อไปนี้เป็นหลักจรรยาบรรณ /จริยธรรมและหลักการง่ายๆ 7  ข้อ ที่นักหนังสือพิมพ์ควรยึดเป็นแนวทางปฏิบัติในการเป็น นักหนังสือพิมพ์  

  1) ความรับผิดชอบ ( Responsibility) – หลักใหญ่รับผิดชอบต่อประเทศชาติและสังคมก่อนอื่น ปกปิดแหล่งข่าว และปกป้องความเสียหายของประเทศชาติ

  2) ความเป็นอิสระหรือเสรีภาพ ( Freedom) นักหนังสือพิมพ์ต้องเป็นตัวของตัวเอง อิสระและเสรีภาพแต่เสรีภาพต้องรู้จักขอบเขตและความจำกัด

   3) ความไม่ผูพันกับใคร (Independence) – นักหนังสือพิมพ์ต้องไม่ผูกพันกับใครเป็นการส่วนตัว แต่ดูเหมือนจะยากเพราะเรามีพ่อแม่พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง ผู้มีพระคุณฯลฯ ฉะนั้นเราต้องใช้ดุลยพินิจอย่างสูงว่าแค่ไหนเพียงใด บทความของอาจารย์เสฐียร พันธรังษี ท่านยกพุทธภาษิตตอนหนึ่งว่า นอนเสียตลอดวัน ไม่ทำอะไรเลย ยังดีกว่ากระทำบาป แม้เพียงอย่างเดียว.... แต่ถ้าจะต้องทำ ต้องยอมให้ตนเป็นคนเสียประโยชน์ เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้อ่านไว้ให้ได้ ....

  4) ความสุจริตหรือความจริงใจ ( Sincerity)นักหนังสือพิมพ์ต้องเสนอความจริง ถ้าผิดพลาดก็ต้องยอมรับผิด ไม่ตั้งตัวเป็นผู้รอบรู้ไปเสียหมด

  5) ความไม่เข้าใครออกใคร(Impartiality)นักหนังสือพิมพ์ต้องตั้งอยู่บนความเที่ยงธรรม ไม่สนับสนุนพรรคพวกกันเองหากผิดก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า

   6) เล่นอย่างยุติธรรม (Fair Play)นักหนังสือพิมพ์ต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม หากลงข่าวผิดพลาดหรือพาดพิงถึงใครเขาอยากจะโต้ตอบก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาทางหน้าหนังสือพิมพ์เช่นกัน ต้องเป็นนักกีฬา 

  7) ความสะอาด( Decency)นักหนังสือพิมพ์จะต้องมือสะอาด รวมไปถึงต้องใช้คำสุภาพเรียบร้อย ไม่ใช้คำที่เกินความเป็นจริง ในการเขียนข่าว

 หลักการข้างต้นนี้เป็นเพียงข้อสรุปพอสังเขปให้พอยึดเป็นหลักการเท่านั้น ข้อความอื่น ๆ ยังมีอีกมากมาย อ่านได้จากหนังสือคัมภีร์ทฤษฎี “ Four Theories Of The Press” เขียน โดย Fred S. Siebert, Theodore Peterson และ Wilbur  Schramm พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ1956  ขณะนี้ก็ยังเป็นแม่บทในทางปฎิบัติของนักหนังสือพิมพ์ทั่วโลก

หนังสือ และ บทความอ้างอิง :

1.ส.ศ.น. อย่างไรหนอที่เรียกว่านักหนังสือพิมพ์? . อนุสรณ์ 12 ปี วารสารศาสตร์. มีนาคม 2509.

2.บุญวงศ์ อมาตยกุล. มือที่ถือปากกา. อนุสรณ์ 12 ปี วารสารศาสตร์ มีนาคม 2509

เสฐียร พันธรังษี อย่าประพฤติตนเป็นโจร อนุสรณ์ 12 ปีวารสารศาสตร์ มีนาคม2509

3.Elkind, David. The Hurried Child: Growing too fast too soon. Addison –Wesley Publishing Company. 1986

4.Fred S. Siebert, Theodore Peterson & Wilbur  Schramm. Four Theories of the Press.

University of Illinois Press Urbana 1956

5.Scharff, Jill Savege. Foundation of Object Relations: Family Therapy. Jason

Aronson ,Inc. 1989 The Wall Street Journal. The Opinion. Thursday, June 02, 2005     ( หมายเหตุบ.ก.- ดำเกิง  เสพย์ธรรม เป็นนักข่าว-นักเขียน เรียนจบวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกับ พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ผู้บริหารมติชน ก่อนเดินทางมาปักหลักในสหรัฐเคยทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, เรียนจบด้านโซเชี่ยล เวิร์คเกอร์ (MSW) ทำงานเป็นซูเปอร์ไซเซอร์ในฝ่าย Forensic Clinical Social Work , Petersburg Campus, Central State Hospital รัฐเวอร์จิเนีย ปัจจุบันยังเป็นนักข่าว-นักเขียนเหมือนเดิม )

 

 
 
 
 





















 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping