| คนไทยใช้
E-Passport
1 ÁԶعÒ¹ 2005
นายเจษฎา
ชวาลภาคย์
รองอธิบดีกรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศในการพัฒนาระบบหนังสือ
เดินทางจากหนังสือเดินทางธรรมดาเป็นหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์
หรือ อี-พาสปอร์ต (e-passport) ตามมติ ครม.เมื่อวันที่
2
ธันวาคม 2546 ที่เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ปรับปรุงระบบหนังสือเดินทางไทยให้มีความทันสมัย
ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
หรือ ICAO และกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาจัดเตรียมโครงสร้างของระบบ
ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการจัดทำหนังสือ
เดินทางดังกล่าวนั้น
ขณะนี้ใกล้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว
นายเจษฎาอธิบายถึงอี-พาสปอร์ต
ว่าเป็นหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีไมโครชิพ บรรจุข้อมูลทางชีวภาพของผู้ถือไว้ในเล่ม
ตามไอซีเอโอ
ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมเอกสารการเดินทางตามมาตรฐานของนานาชาติ
ส่วนประโยชน์ของหนังสือเดินทางแบบใหม่
ยากต่อการปลอมแปลง
เสริมภาพลักษณ์ของประเทศ
ในเรื่องของความเชื่อถือของหนังสือเดินทาง
ซึ่งจะได้รับการยอมรับในระดับสากล
ส่งผลต่อเนื่องในทางบวกด้านเศรษฐกิจการค้า
การลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศ
นอกจากนี้
ยังสามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้แม่นยำและรวดเร็ว
อำนวยความสะดวกต่อการเดินทาง
การเข้าเมือง
ทำให้สามารถป้องกันการก่อการร้ายสากลข้ามชาติและการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
และอาชญากรรมข้ามชาติ
ได้ดีกว่าพาสปอร์ตแบบเก่า
เพราะมีการบรรจุข้อมูลเค้าโครงใบหน้า
ลายนิ้วมือและม่านตา
และประวัติลงไป
โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเค้าโครงใบหน้า
ซึ่งเป็นข้อมูลบังคับของไอซีเอโอนั้น
จะมีเครื่องมือที่เรียกว่า
ออโต้ เกต(Auto Gate) ซึ่งจะติดตั้งภายในสนามบินทั่วโลกในอนาคต
คอยตรวจสอบอ่านเค้าโครงใบหน้าของผู้ถืออี-พาสปอร์ต
ถ้าผิดไปจากเค้าโครงเดิมเครื่องจะไม่อ่าน
นายเจษฎากล่าวอีกว่า
ถ้าผู้ถือหนังสือเดินทางทำศัลยกรรมใบหน้ามา
ถ้าเป็นการเสริมเติมแต่ง
เช่นการดึงใบหน้าให้ตึงขึ้น
หรือผ่าตัดเล็กๆ
น้อยๆ ไม่มีปัญหาแน่นอน
เพราะการบันทึกข้อมูลเค้าโครงใบหน้าจะอาศัยจุดหลักๆ
ไม่เกี่ยวกับเนื้อหรือผิวหนัง
ฉะนั้นจะอ้วนหรือผอมลงไม่มีผลแน่นอน
แต่ถ้ามีการทำศัลยกรรมด้านเค้าโครงใบหน้าโดยตรง
เช่น ผ่าตัดกรามหรือกระดูกต้องมีการบันทึกข้อมูลใหม่
ไม่เช่นนั้นเครื่องออโต้เกตอาจจะไม่อ่าน
สำหรับข้อมูลชีวภาพที่ไอซีเอโอจะกำหนดไว้มีสองข้อมูลคือข้อมูลบังคับและข้อมูลทางเลือก
ข้อมูลบังคับ
เป็นเค้าโครงใบหน้าอย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้น
ส่วนข้อมูลทางเลือกมีม่านตาและลายนิ้วมือ
ซึ่งรัฐบาลไทยเลือกข้อมูลลายนิ้วมือ
แต่ถ้าในอนาคตทางไอซีเอโอ
ต้องการข้อมูลทางม่านตาเพิ่มก็สามารถใส่เข้าไปได้
นอกจากนี้
ยังมีข้อมูลอื่นๆ
อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถเปิดเผยได้มากกว่านี้
ส่วนกำหนดโครงการนำร่องใช้อี-พาสปอร์ตนั้น
จะเริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่
26
พฤษภาคม 2548 จะออกให้แก่ทูตและข้าราชการ
จากนั้นในวันที่
1
มิถุนายน
จะออกให้แก่ประชาชนทั่วไป
ที่กรมการกงสุล
จากนั้นในวันที่
31
สิงหาคมจะเปิดบริการทุกสาขารวมถึงต่างประเทศอีก
83
แห่งทั่วโลก
สำหรับค่าธรรมเนียมในการทำเล่มราคา
1
พันบาทเท่านั้น
ไม่ได้แพงอย่างที่หลายๆ
คนวิตกกัน
อย่างไรก็ตาม
ผู้ที่จะมาทำอี-พาสปอร์ต
จะต้องเดินทางมาทำด้วยตัวเอง
เพราะจะต้องมีการบันทึกข้อมูลทางชีวภาพของผู้ถือหนังสือ
โดยจะมีเครื่องออโต้
เกต ถ้าเค้าโครงใบหน้าไม่ตรงตามข้อมูล
ผู้ถือหนังสือเล่มดังกล่าวจะต้องถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทันที
ผู้สื่อข่าวถามว่าประชาชนจะเข้าใจวิธีการใช้อี-พาสปอร์ต
ได้อย่างไร
นายเจษฎาตอบว่า
ตรงนี้เตรียมแก้ปัญหาไว้แล้ว
โดยขั้นแรกจะติดตั้งเครื่องออโต้
เกต ที่กรมการกงสุล
โดยทางกรมจะจัดเจ้าหน้า
ที่สอนวิธีการใช้ให้แก่ประชาชนให้มีความเข้าใจในเบื้องต้นก่อน
ส่วนสนามบินต่างๆ
จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลในการใช้เครื่องด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม
อี-พาสปอร์ตจะใช้ได้ทั้งเครื่องออโต้
เกต และการตรวจหนังสือเดินทางแบบเก่า
คือถ้าผู้ถือ
อี-พาสปอร์ต
เดินทางไปยังประเทศที่ยังใช้
หนังสือเดินทางแบบเก่า
เจ้าหน้าที่ของประเทศนั้นๆ
ก็สามารถตรวจสอบประวัติของผู้ถืออี-พาสปอร์ต
ได้เช่นกัน
อะไรค×อE-Passport
อี-พาสปอร์ตหรือชื่อเต็ม
Electronic
passports ภาษาไทยเรียกว่าหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์
เป็นรูปแบบของหนังสือเดินทางล่าสุดซึ่งเริ่มมีการนำมาใช้ในหลายประเทศ
ความพิเศษของอี-พาสปอร์ต
คือการฝังไมโครชิพลงในหนังสือเดินทาง
เพื่อเก็บข้อมูลที่เรียกว่าข้อมูลทางชีวภาพ(biometric’s identifier
)ของผู้ถือหนังสือ
อาทิ รูปโครงสร้างใบหน้า
ลายพิมพ์นิ้วมือ
หรือลักษณะม่านตา
นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐาน
เช่น ชื่อ-นามสกุล
และวันเดือนปีเกิด
ของผู้ถือพาสปอร์ตตามปกติ
การฝังไมโครชิพที่มีข้อมูลทางชีวภาพเช่นนี้
จะช่วยให้การปลอมแปลงหนังสือเดินทางทำได้ยากลำบากมากขึ้น
เพราะข้อมูลทางชีวภาพเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล
มีความแตกต่างกัน
การลอกเลียนแบบหรือการปลอมแปลงจึงทำได้ยากมาก
นอกจากนี้
อี-พาสปอร์ตยังจะช่วยให้การตรวจสอบและยืนยันตัวเจ้าของพาสปอร์ตง่ายขึ้นด้วย
เพราะสามารถอ่านข้อมูลบนไมโครชิพได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเล่มพาสปอร์ตด้วยซ้ำ
การพัฒนาอี-พาสปอร์ต
เกิดจากแนวคิดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(International Civil
Aviation Organization - ICAO) ซึ่งเป็นองค์การหลักที่กำหนดมาตรฐานของหนังสือเดินทางทั่วโลก
ปัจจุบันมีสมาชิก
188
ประเทศ ได้เสนอให้มีการทำอี-พาสปอร์ตเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการยืนยันตัวบุคคลเจ้าของหนังสือเดินทาง
แต่แนวคิดการจัดทำอี-พาสปอร์ตดังกล่าวมาได้รับการขานรับอย่างจริงจังหลังเกิดเหตุวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 ในฐานะหนึ่งในมาตรการในการป้องกันการก่อการร้ายข้ามชาติ
ขณะเดียวกันไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐกำลังดำเนินการรวมทั้งให้ประเทศอื่นๆอีก
27
ประเทศที่ไม่ต้องวีซ่าเข้าสหรัฐใช้อีพาสปอร์ตเช่นกัน
องค์การสิทธิพลเมืองอเมริกัน( ACLU)ระบุว่าข้อมูลที่บรรจุในอีพาสปอร์ตนั้นสามารถขโมยได้ง่ายเช่นกัน
รายละเอียดจากสถานเอกอัครราชทูต
ณ กรุงวอชิงตัน
สถานเอกอัครราชทูต
ณ กรุงวอชิงตัน
ได้ส่งรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางอิเลกทรอนิกของประเทศไทยที่กำลังจะเปลี่ยนจากระบบปัจจุบันไปเป็นระบบอิเลกทรอนิกหรือเรียกกันสั้นๆว่า E Passport เราเห็นว่าเป็นประโยชน์กับคนไทยทุกคนทั่วโลกที่ยังถือหนังสือเดินทางไทย นอกจากนี้บุคคลที่ถือพาสปอร์ตของประเทศอื่นๆก็จะเปลี่ยนแปลงไปถือ E Passport
ทั้งสิ้น รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดคลิกไปตามที่อยู่ดังนี้
http://www.thaiembdc.org/consular/con_info/epassport_t.htm
|