เล่าความจริง
ดร.พระมหาจรรยา
สุทธิญาโณ
เจ้าอาวาสวัดพุทธปัญญา,โพโมนา,แคลิฟอร์เนีย
หนังสือพิมพ์เสรีชัยปีที่ 32
ฉบับที่ 1163 เสาร์ที่ 10 - 16 พฤศจิกายน 2550 หน้า โหราพยากรณ์ นักเขียนคนหนึ่งใช้ชื่อว่า
เล็ก พลูโต ได้เขียนข้อความพาดพึงถึงอาตมาด้วยการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพหลายแห่ง
ญาติโยมที่รู้จักกันหลายคนได้อ่านข้อความดังกล่าวแล้ว ต่างพากันโทรศัพท์ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรกับหนังสือพิมพ์เสรีชัยและคุณเล็กดี
จะฟ้องหมิ่นประมาทหรือจะเขียนตอบโต้หรืออย่างไร เพราะจะมีคนเข้าใจผิดต่ออาตมาตามที่เขากล่าวหา
อาตมาก็ตอบทุกสายและทุกคนไปว่า อาตมาให้อภัยทั้งคุณเล็กและหนังสือพิมพ์เสรีชัยซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพฉบับหนึ่งของชุมชนไทย
ด้วยเหตุผลว่า อาตมามาอยู่ร่วมสังคมไทยในอเมริกาเพื่อประกาศธรรมะที่เป็นไปเพื่อความเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขสงบเย็นของประชาชนและชุมชน
ขณะเดียวกันก็ขอสมัครเป็นผู้สร้างความสุขสงบเย็นเสียเองอีกคนหนึ่งด้วย
เพราะตระหนักชัดว่า การฟ้องร้องหรือการโต้ตอบกันไปโต้ตอบกันมา
เป็นที่มาแห่งความขัดแย้งและความร้อนแบบหนึ่ง อาตมาจึงขอยุติที่จะกระทำอย่างนั้น
อุบาสกอุบาสิกาหลายท่านถามย้ำว่า หากอาจารย์ไม่แถลงอะไรบ้างอาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
ขอตอบว่า ประชาชนมีสิทธิ์เข้าใจผิดต่ออาตมาได้ แต่ข้อสำคัญอาตมาอย่าไปกระทำผิดตามที่เขาเข้าใจก็แล้วกัน
เพราะความดีและความจริงเป็นสิ่งที่มั่นคงถาวรเหมือนฟากฟ้า เวลาเมฆผ่านมาอาจจะบังได้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว
แต่เมื่อเมฆผ่านพ้นไปท้องฟ้ากลับสดใสเหมือนเดิม
เมื่ออาตมาตั้งใจกระทำแต่สิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับพระวินัยตามสมควรแก่สมณสารูปอย่างเสมอต้นเสมอปลายแม้ใครจะกล่าวหาบิดเบือนแต่งแต้มอย่างไร
ความจริงก็คงเป็นเช่นนั้น สักวันเมื่อคนเข้าใจผิดเขารู้แจ้งประจักษ์ก็จะเข้าใจถูกต้องไปเอง
อาตมาจะให้อภัยคุณเล็กในการใช้ข้อความก้าวร้าวอาตมาทุกข้อความ
แต่จะขอชี้แจงความจริงที่ญาติโยมต้องการทราบเป็นบางประเด็นที่พิจารณาว่าเป็นประโยชน์และได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางธรรมเป็นหลัก
ข้อความที่ กล่าวหาว่า อาตมาเคยมาจำพรรษาที่วัดพุทธิชิโนฮิลล์
จนมีชื่อเสียง แล้วเนรคุณวัดพุทธิชิโนฮิลล์(ตอนท่านมา แอล.เอ.ใหม่
ๆ ท่านเคยมาจำพรรษาที่วัดพุทธิชิโนฮิลส์ ท่านสร้างชื่อเสียงในฐานะพระนักเทศน์ที่นี่
มีคนศรัทธาท่านมาก แล้วไฉน ท่านถึงเนรคุณ วัดที่มีอุปการคุณกับท่าน) (http://www.sereechai.com/demo/news.php?no=2958)
ขอชี้แจงข้อกล่าวหาข้อนี้ว่า ประมาณปี 1997 หรือก่อนปี
2000 ประมาณนั้น อาตมาได้เดินทางมาประชุมสันติภาพโลกที่ Washington DC บ้าง มาสอนพระพุทธศาสนาที่ Sonoma State University และ
John Hopkins University บ้าง ได้แวะมาเยี่ยมญาติที่ออนตาริโอ้และญาติได้นำชมบ้านชมเมือง
ผ่านวัดพุทธิชิโนฮิลล์ที่มีพระปางลีลาสวยงามยืนเด่นเป็นสง่าเห็นได้แต่ไกล
จึงได้เข้ามาไหว้พระ เมื่อไหว้พระเสร็จแล้วท่านพระมหาบุญก้ำ
ฐิตเวโทขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธิชิโนฮิลล์ ได้ออกมานิมนต์ให้เข้าไปในกุฏิ
ท่านแนะนำตัวท่านว่า ท่านเคยฟังอาตมาบรรยายอบรมภาวนาที่ป่าไผ่พุทธมณฑล
สมัยท่านเป็นพระนิสิตปีที่สี่ไปปฏิบัติธรรม ท่านกล่าวนิมนต์ว่า
นิมนต์ท่านอาจารย์มาพักกับกระผมสักระยะหนึ่งเถิด อาตมาพิจารณาเห็นว่า
ท่านพระมหาบุญก้ำ ฐิตเวโท(ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธคุณ)
เป็นพระสงฆ์ที่สุภาพอ่อนโยน ให้การต้อนรับเป็นที่ประทับใจจึงยินดีพักด้วย
ตอนนั้นพักอยู่ไม่นานประมาณหนึ่งอาทิตย์ ขณะที่พักอยู่นั้นก็มีญาติโยมเช่นคุณพัฒน์
คุณสุวิมล คุณสุชาดา คุณเพิ่ม คุณประกอบ คุณทิม คุณนิภา คุณหลินและอีกหลายๆท่าน
มาสนทนาธรรมกับอาตมาจนดึกดื่นและนิมนต์ให้อยู่แสดงธรรมวันอาทิตย์เสียก่อนอาตมาก็เลยรับนิมนต์
ได้แสดงธรรมและตอบปัญหาธรรมะกันอย่างสนุกสนานแล้วจากไปด้วยความประทับใจยิ่ง
อาตมาเห็นความตั้งใจที่จะสร้างวัดของญาติโยมกลุ่มนี้
เมื่อเดินทางถึงเมืองไทยแล้ว ก็นำความไปกราบเรียนหลวงพ่อปัญญานันทะให้ทราบว่าวัดพุทธิชิโนฮิลล์มีเจ้าอาวาส
และกรรมการวัดดีมีความสามัคคี รวมพลังต่อสู้หาเงินมาซื้อที่ดินของวัดอย่างทุ่มเท
แล้วเดินทางต่อไปยังเชียงใหม่
ได้ทราบภายหลังว่า เมื่อหลวงพ่อปัญญานันทะเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่บริเวณนี้ท่านได้รวบรวมเงินจากญาติโยมมามอบให้วัดพุทธิชิโนฮิลล์จำนวน
$5000
แม้จะเป็นเงินไม่มากนัก แต่ถือได้ว่า หลวงพ่อได้ตอบรับข้อกราบเรียนของอาตมาและให้กำลังใจแก่เจ้าอาวาสและกรรมการทุกท่านเป็นอย่างดียิ่ง
ทุกครั้งที่อาตมาเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจที่อเมริกาหากผ่านทางแอลเอเพื่อต่อเครื่องบินก็ต้องแวะมาเยี่ยมให้กำลังใจท่านมหาบุญก้ำและญาติโยมที่อาตมาเรียกว่า
นักสู้ที่แสนจะอดทนกลุ่มนี้อย่างสม่ำเสมอ คราวหนึ่งอาตมาเคยเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินพักอยู่ประมาณเดือนกว่าๆเพื่อช่วยเหลือท่านมหาบุญก้ำหาเงินจ่ายที่ดินตามสติปัญญาที่มีอยู่
ด้วยการแสดงธรรมทุกวันอาทิตย์เวลาบ่ายสองโมง มีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย
ดร.พระวิเวกานันทะ ดร.ปาละ และได้รับกัณฑ์เทศน์อาทิตย์ละ 7-800
เหรียญ ก็มอบให้วัดกันหมด
จำได้ดีว่า คนที่ติดกัณฑ์เทศน์มากเป็นประจำได้แก่
คุณเพิ่มและภริยา คราวหนึ่งๆไม่ต่ำกว่า 3-400 เหรียญเพื่อลุ้นให้วัดมีค่าจ่ายที่ดินอย่างพอเพียง
ขณะนั้นคุณพิสมัย มารดาของคุณรสลิน อดีตนายกสมาคมไทย จะมาฟังธรรมเป็นประจำทุกอาทิตย์ไม่ขาด
คุณพิสมัยมีความประทับใจในสามัคคีที่ชาวพุทธิชิโนฮิลล์มีอยู่ในขณะนั้น
ปีต่อมาก็เลยเป็นเจ้าภาพทอดกฐินได้เงินหลายหมื่นเหรียญทีเดียว
ก่อนอาตมาจะเดินทางกลับได้มีการปะชุมเลือกประธานบอร์ดคนใหม่
อาตมาเป็นผู้เสนอชื่อคุณประกอบเป็นประธานบอร์ด วันเดินทางก็มีประชาชนไปส่งที่สนามบินแอลเอมากมาย
อาตมายังรู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมแก่บุคคลเหล่านี้ไม่เคยรู้สึกเป็นอย่างอื่น
พบกันที่ไหนก็ทักทายปราศรัยดีเสมอมา เพียงแต่ท่านเหล่านั้นก็มีธุระ
อาตมาก็มีธุระ ไม่ได้พบกันบ่อยเท่านั้น
เมื่อมาประจำอยู่ที่นี้แล้วหลวงพ่อวิเวกก็นิมนต์ไปแสดงธรรมอีกหลายครั้ง
ไม่เคยปฏิเสธ เคยช่วยทำค่ายปฏิบัติธรรมสองครั้ง เพราะอาตมาคิดถึงความหลังที่แสนหวานสนุกสนานด้วยสามัคคี
ตอนนั้นนั่นแหละที่วัดพุทธิชิโนฮิลล์มีหนี้เพียงแปดแสนเท่านั้น
ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาเองก็แล้วกันว่า อาตมามีความทรงจำที่ดีงามกับวัดพุทธิชิโนฮิลล์และพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมออย่างเต็มสติกำลัง
แม้แต่เวลาญาติโยมปลูกผักชีขาย ก็ยังลงมือช่วยขุดดินด้วยกันแล้วจะมาเนรคุณกันได้อย่างไร
อาตมาคิดว่า แทนที่จะกล่าวหาอาตมาว่าเนรคุณต่อวัดพุทธิชิโนฮิลล์
ควรจะนิมนต์ให้อาตมาเล่าความหลังครั้งวัดพุทธิชิโนฮิลล์ยังอบอวลไปด้วยมิตรภาพ
ความผูกพันและสามัคคีจะดีกว่าการผลักไสใส่ข้อหาเนรคุณให้อาตมากระมัง
ข้อกล่าวหาอีกข้อหนึ่งมีใจความว่า อาตมาไม่เคยไปลงปาฏิโมกข์ร่วมกับคณะสงฆ์อื่นที่วัดไทยและยังไม่เคยนำพระในวัดไปลงอีกด้วย(ทั้ง
ๆ ที่ผมเอง ก็รู้ดีว่าท่าน ไม่ได้ประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยสงฆ์เท่าที่ควร
แม้กระทั่งการฟังพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนตามพุทธบัญญัติ ที่วัดไทย
แอล.เอ. ท่านก็ไม่เคยไปฟัง) (http://www.sereechai.com/demo/news.php?no=2958)
ขอชี้แจงความจริงข้อนี้ว่า ตั้งแต่อาตมามาอยู่ที่อเมริกาไม่ได้ละเลยการลงปาฏิโมกข์อันเป็นกิจของสงฆ์
ยกเว้นแต่มีเหตุจำเป็นเท่านั้นจึงต้องงด เหตุจำเป็นอย่างหนึ่งคือ
ต้นปีนี้อาตมาต้องเดินทางไปประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคมเพื่อปฏิบัติศาสนิกจธรรมสัญจรเฉลิมฉลอง
80 พรรษาพระธรรมราชา ต้องเดินทางแสดงธรรมวันละสามแห่งอย่างต่ำทั้งที่ภาคอิสานและภาคใต้รวมได้
123 ครั้ง จึงเป็นเหตุเว้นว่างจากการร่วมลงอุโบสถฟังปาฏิโมกข์
เมื่ออาตมาเดินทางกลับมาอเมริกาแล้ว ก่อนเข้าพรรษาได้ไปลงสองสามครั้ง
และในพรรษา มีการลงปาฏิโมกข์ หกครั้งอาตมาไปลงได้แค่สามครั้ง
ทั้งนี้เพราะตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมาอาตมาต้องเฝ้าดูแลงานก่อสร้างวัดตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจดเย็นตามวิสัยเจ้าอาวาสที่รับผิดชอบทั่วไปทุกวันเพื่ออำนวยความสะดวก
แก่ช่างใจดีที่มาอาสาสมัครสร้างวัดให้ในราคาถูก เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณให้แก่วัดที่ยากจนที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา
จึงเป็นการยากที่จะมาลงอุโบสถได้ทันเวลา เพราะเวลาลงอุโบสถคือ
4 โมงเย็น
ข้อจำกัดพิเศษของวัดพุทธปัญญาที่แตกต่างจากวัดอื่นๆก็คือ
ทางวัด ไม่มีรถยนต์ พระสงฆ์ไม่ขับรถยนต์ หากไม่ติดภาระงานก่อสร้างติดพันอย่างปัจจุบันนี้
อาตมาและพระสงฆ์ที่วัดซึ่งมีกันเพียงสองรูป หลังจากฉันอาหารเช้าเสร็จก็จะพากันจับรถบัสสาย
480 ออกจากหน้าวัดพุทธปัญญา มาต่อรถบัสสายตะวันตกที่สถานีรถไฟและชุมทางรถบัสโพโมน่า
ไปลงที่สถานี
Union Station จากนั้นก็ต่อรถไฟใต้ดินไปยัง North Hollywood และจับรถเมโทรไปลงหน้าวัดไทย
ใช้เวลาเดินทางขาไปสามชั่วโมง ขากลับมาวัดพุทธปัญญาประมาณสามหรือสี่ชั่วโมง
หากรถติด เป็นการเดินทางที่ต้องต่อรถหลายต่อแต่ก็มีความสุขที่ได้ปฏิบัติกิจสงฆ์อย่างครบถ้วน
หากไม่มีภารกิจรัดตัวย่อมพลาดไม่ได้
วันไหนวันสิบห้าค่ำตรงกับวันเสาร์ ไปแสดงธรรมที่กริฟฟิตพาร์ค
เสร็จแล้วก็เดินทางไปลงอุโบสถทันทีเพราะกว่าจะเสร็จกิจกรรมที่กริฟิตพาร์คก็เกือบจะสี่โมงเย็น
คุณโยมวีระ คุณสุดบวรก็จะเป็นผู้นำขับรถไปส่ง
วันธรรมดา หากเป็นวันที่ คุณศรีนุช พงษ์สวัสดิ์
มีเวลาว่าง และมีเพื่อนก็จะเสียสละเวลาขับรถมาส่ง อย่างเช่นเมื่อวันที่
26 ตุลาคม 2550 เป็นวันมหาปวารณา คุณศรีนุช พงษ์สวัสดิ์ และคุณหมอเมตตา
กรุณาขับรถไปส่งและรอจนทำพิธีมหาปวารณาและสวดมนต์เย็นร่วมกับคณะสงฆ์วัดไทยลอสเองเจลิสจนเสร็จ
แล้วจึงกลับมาปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนาและสนทนาธรรมกับพุทธศาสนิกชนจำนวนมากที่ประชุมกันที่บ้านคุณศรีนุชจนย่างเข้าสู่วันใหม่
ในวันนั้นท่านอาจารย์มหาเริ่มได้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก วันนั้นเป็นวันสำคัญวันมหาปวารณาพระสงฆ์ต้องทำปวารณาในสีมาต้องตั้งญัตติ
พระสงฆ์วัดต่างๆขาดกันเป็นจำนวนมาก ท่านอาจจะมีภารกิจก็ได้ เหมือนที่อาตมาเคยมีและเคยขาด
ตอนเข้าพรรษาใหม่ๆคุณธงชัย วินัยธรรม หรือโยมแขก มักจะมาช่วยงานวัดพุทธปัญญา
ด้านการเตียมการจัดภูมิทัศน์อยู่มิได้ขาด ก็เคยไปส่ง เนื่องจากการลงอุโบสถเพื่อฟังปาฏิโมกข์เป็นการทบทวนสิกขาบทของพระสงฆ์
หากไม่มีภารกิจผูกมัดรัดตัวและไม่จำกัดด้วยเวลาเดินทางย่อมจะไม่งดเว้นเป็นแน่แท้
การที่คุณเล็กพูดว่าไม่เคยไปเลยนั้นจึงเป็นการกล่าวที่คลาดเคลื่อนจากความจริงอย่างสิ้นเชิง
อาตมาจึงขอชี้แจงความจริงให้ทราบและให้อภัยแก่คุณเล็ก
เพราะคุณเล็กได้พูดไว้แต่ต้นว่า ไม่เคยรู้จักอาตมา(ผมเองไม่เคยเห็นตัวจริง
เสียงจริง ของ ดร.พระมหาจรรยา มาก่อน เคยทราบแต่กิตติศัพท์ ว่า
เป็นพระนักเทศน์ ในแนวต่อต้านพิธีกรรมต่างๆทางพระพุทธศาสนา และ
การสร้างวัตถุมงคล ซึ่งก็มีศรัทธาสาธุชนชื่นชอบ เป็นลูกศิษย์กันอย่างล้นหลาม
ดังนั้น ผมจึงไม่มีโอกาสสนทนาธรรม หรือ โต้วาทีกับท่าน) ฉะนั้นสิ่งที่คุณเล็กเขียนไปย่อมมีความคลาดเคลื่อนได้เป็นธรรมดาตามประสาคนที่ไม่รู้จักกัน
การเขียนของคุณเล็กจึงควรให้อภัยอย่างยิ่ง เพราะการให้อภัยเป็นบุญอีกประการหนึ่งในสามประการคือ
อามิสทาน ธรรมทาน และอภัยทาน
คุณเล็กได้กล่าวข้อความต่อเนื่องว่า อาตมาเป็นผู้ยังสงฆ์ให้แตกกัน
ต้องตกนรกเหมือนพระเทวทัต (การสนับสนุนสงฆ์ หรือ กลุ่มชน
ให้แตกแยกเป็นสองฝ่าย ถือเป็นอนันตริยกรรม ต้องตกมหาอเวจีนรก
ดุจเดียวกับพระเทวทัต ผู้รู้กลับทำเสียเอง ไม่ละอายหรือเกรงกลัวต่อบาป
ท่านก็ไม่ต่างอะไร กับคำว่า อลัชชี ที่ผมเรียกกลุ่มคนเหล่านี้)(
(http://www.sereechai.com/demo/news.php?no=2958)
ก่อนที่จะตัดสินว่าอาตมาทำสงฆ์ให้แตกกันเหมือนพระเทวทัตหรือไม่
ลองฟังเรื่องพระเทวทัตทำลายสงฆ์เป็นบรรทัดฐานเสียก่อน
สมัยหนึ่งพระเทวทัตมีความปรารถนาจะปกครองสงฆ์
จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วเสนอให้พระพุทธเจ้าบัญญัติข้อปฏิบัติที่ตนเห็นว่าเข้มข้นมากเพื่อบังคับแก่สงฆ์เช่น
ภิกษุ ไม่พึงฉันเนื้อและปลาตลอดชีวิต พึงใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิตงดเว้นผ้าที่ทายกทายิกาถวายเป็นต้น
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระเทวทัตว่า ตถาคตจะไม่บัญญัติข้อปฏิบัติดังกล่าว
เพราะภิกษุยังชีพอยู่ด้วยผู้อื่น ต้องทำตนเป็นคนเลี้ยงง่าย หากใครปรารถนาจะปฏิบัติดังที่เธอเสนอก็ไม่ขัดข้องให้ปฏิบัติเป็นรายๆไป
ตามความสมัครใจ
พระเทวทัตเห็นว่าเมื่อข้อเสนอของตนไม่ผ่าน ก็พูดโน้มน้าวจิตใจพระสงฆ์ที่บวชใหม่ยังไม่นานว่า
ใครปรารถนาที่จะปฏิบัติอย่างขูดเกลาก็จงมากับเรา ใครต้องการจะปฏิบัติหย่อนยานก็จงอยู่ที่นี่
พระภิกษุที่บวชใหม่ไม่เข้าใจพระวินัยทั่วถึง
จึงพากันติดตามพระเทวทัตไปด้วยความเชื่อในการจูงใจของพระเทวทัตที่ทำไปด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง
ทันทีที่พระสงฆ์ส่วนหนึ่งเดินตามพระเทวทัตไป การยังสงฆ์ให้แตกกัน
อันเป็นอนันตริยกรรมก็เกิดขึ้น ณ จุดนี้
ต่อมาเมื่อพระบวชใหม่ได้ไปอยู่กับพระเทวทัตแล้วมิได้ปฏิบัติจริงดังข้อเสนอต่อหน้าพระพักตร์ก็เห็นว่าพระเทวทัตหลอกลวงเสียแล้ว
ไม่ช้าพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้มาแสดงว่า อะไรเป็นธรรมอะไรเป็นวินัยให้ปรากฏ
พระบวชใหม่เหล่านั้นก็ตามพระสารีบุตรและพระโมคคัลานะกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันจนหมดสิ้น
เมื่อฟังเรื่องของพระเทวทัตแล้วก็ยึดเป็นหลักมาพิจารณากรณีย์ของวัดพุทธิชิโนฮิลล์บ้างว่า
อาตมาทำให้พระสงฆ์และญาติโยมแตกกันอย่างไร
พระสงฆ์ในวัดพุทธิชิโนฮิลล์แยกกันอยู่มาสองปีกว่าแล้ว
การแยกกันอยู่นั้นอาตมาก็ไม่เคยไปชักชวนหรือยุแหย่ให้ท่านแยกแต่ประการใด
พระสงฆ์ทั้งสี่รูปคือ พระอธิการไสว พระมหาปัญญา พระมหาเชิด และพระปาละ
อยู่มาก่อนหลายปี ต่อมาประมาณปี 2005 ท่านอาจารย์ฐิติกร ก็เข้ามาอยู่วัดตอนล่าง
ส่วนพระสงฆ์ที่อยู่เดิมทั้งสี่รูปพำนักอยู่ด้านบน
ปรากฏการณ์ที่พระสงฆ์แยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2005
นี่แหละอาตมาไม่เคยได้ย่างกรายมาเกี่ยวข้อง ยุแหย่ โน้มน้าวให้ท่านแตกแยกกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ช่วงนี้แหละลองตรวจสอบกันให้ดีๆซิว่า ใครเป็นต้นเหตุให้พระสงฆ์ทั้งบนและล่างขัดแย้งกันทั้งๆที่ไม่เคยขัดแย้งกันมาก่อน
ตามลักษณะของพระธรรมทูตที่ได้รับการฝึกอบรมให้รักใคร่กลมเกลี่ยวกัน
ไม่อยู่ด้วยกัน ไม่ฉันด้วยกัน ไม่ทำสังฆกรรมด้วยกัน คนนั้นแหละเป็นคนยังสงฆ์ให้แตกกันตัวจริงเสียงจริง
อาตมาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์คงไม่มีทางทราบได้
สัมพันธภาพของอาตมากับพระสงฆ์ทั้งด้านบนและด้านล่างไม่เคยเปลี่ยน
อาจารย์ฐิติกร เป็นพระมหาเถระทรงปาฏิโมกข์มีพรรษายุกาลแก่กว่าอาตมาทั้งอายุก็แก่กว่า
อาตมาเจอท่านที่ไหนก็ให้ความเคารพทำสามีจิกรรมที่นั่น มิได้มีจิตใจลำเอียงแต่ประการใด
ส่วนพระทั้งสี่รูปที่เอ่ยนามมานั้นก็เช่นกันเคยให้ความเคารพอาตมาตามอายุพรรษาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยน
เวลาพบกัน หรือท่านมาที่วัด หรือท่านไปบิณฑบาตด้วยกัน หรือไปกริฟฟิตพาร์คด้วยกัน
ก็ดูแลสงเคราะห์ท่าน ตามแบบที่พระมหาเถระที่มีพรรษายุกาลสูงพึงกระทำต่อพระเถระที่มีพรรษาน้อย
ไม่เคยยุแหย่ให้เกลียดพระสงฆ์วัดเดียวกัน หรือเกลียดญาติโยมวัดใดๆทั้งสิ้น
แต่บอกท่านเสมอว่า ควรจะทำตามพระธรรมวินัย
และกฎหมายของประเทศนี้ ท่านเหล่านี้เคยบอกอาตมาเสมอว่า เมื่อใดศาลนำหมายมาปิดขับให้ท่านออกไป
ท่านจะต้องไปแน่นอน แต่ตอนนี้เมื่อท่านรู้สึกว่าท่านถูกเบียดเบียนท่านต้องปกป้องสิทธิ์ของท่านตามที่กฎหมายเปิดทางไว้ฃ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2550 อาตมาไปเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์เรื่อง
แก่นพระเวสสันดร คือให้ท่านแสดงพระเวสสันดรทั้งสิบสามกัณฑ์คราวเดียว
โดยไม่ต้องพักหรือแหล่แต่ประการใด เรื่องนี้อาตมาจองไว้ตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคมตอนต้นพรรษาด้วยซ้ำไป
เพราะอาตมาเองไม่เคยได้ฟังธรรมเรื่องเวสสันดรแบบต่อเนื่องอย่างนี้เลย
วันที่อาตมามาฟังธรรมมีญาติโยมชาวชุมชนคนรักธรรมติดตามมาด้วยหลายคน
มาตั้งแต่เลี้ยงเพล ท่านเหล่านี้บอกว่ายังไม่เคยฟังธรรมเรื่องนี้เหมือนกัน
เมื่อท่านมีศรัทธาอาตมาก็อนุโมทนาแก่ทุกท่าน ตอนที่มาถึงคุณเล็กและคุณแหลมทองก็ขึ้นเสียงขับไล่ญาติโยมที่มาร่วมงานให้ออกไปสถานเดียว
แต่อาตมาได้นำทุกคนนั่งสงบ นั่งศึกษาดูใจว่า เวลาจิตกระทบอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนานั้นเป็นอย่างไร
ใครจะแสดงอาการโมโหโกรธาออกมาไม่ได้ ก็คลายอารมณ์เป็นยิ้มไปหมด
จนสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี
เมื่อเหตุการณ์ณ์สงบ คุณเล็กและดร.แหลมทองก็เดินลงไปทางล่างอาตมาก็ฟังธรรม
เริ่มต้นด้วยดร.ปาละแสดงธรรมเรื่องลักษณะของพระพุทธศาสนา และพระสงฆ์ทั้งสามรูปแสดงธรรมเรื่องพระเวสสันดรทั้งสิบสามกัณฑ์
อภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวาง จนถึงเวลา หกโมงเย็น
จึงเดินทางกลับวัดด้วยความอิ่มบุญเป็นพิเศษ เพราะได้บุญถึงสามอย่างคือ
ให้ทาน ฟังธรรมและภาวนา ในวาระเดียวกัน
เมื่ออาตมาเดินทางไปถึง พระสงฆ์ที่มีอยู่ก็สี่รูป
เมื่อฟังธรรมเสร็จแล้วก็มีสี่รูป ทั้งสี่รูปยังกลมเกลี่ยวกันดี
ไม่มีทีท่าว่าจะแตกกันเลย เพราะฉะนั้นการที่คุณเล็กได้กล่าวหาอาตมาว่า
เป็นผู้ทำลายสงฆ์และทำลายญาติโยมให้แตกกันจึงเป็นคำกล่าวออกมาด้วยโทสะนำไปมากกว่าที่จะกล่าวด้วยเหตุผล
แต่อาตมาก็ไม่ถือคุณเล็กอีกเช่นกัน เพราะคุณเล็กอาจจะไม่เคยทราบเรื่องพระเทวทัตทำลายสงฆ์อย่างไร
ไม่ทราบว่า เขามาฟังธรรมกันเรื่องอะไร ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติแห่งความสงบ
จึงเห็นคนรักสงบแสวงหาธรรมะเป็นคนหลงงมงายไปอย่างน่าเสียดาย
ส่วนข้อกล่าวหาว่า อาตมาไม่ต่างอะไรกับอลัชชีนั้น ก็ต้องชี้แจงว่า คุณเล็กทราบความหมายของพระอลัชชีดีแล้วหรือยัง
คุณเล็กเองก็เคยพบพระสงฆ์เสกจตุคามรามเทพมาด้วยตัวเอง และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
คุณเล็กทราบไหมว่า พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าพิธีทั้งหมดนั้นแหละ หากนำเอาพระวินัยในข้อที่ว่า
ประกอบเดรัจฉานวิชาล้วนเป็น อลัชชีทั้งหมด คือคนที่ยังชีพด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างไร้ยางอาย
รู้ว่าการปลุกเสกเป็นเดรัจฉานวิชายังฝืนทำเพื่อลาภสักการะนี้แหละไร้ยางอาย
ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่าอลัชชีละ แต่อาตมาตั้งแต่บวชมาไม่เคยทำอะไรที่เป็นเดรัจฉานวิชาแบบที่อลัชชีเขาทำกัน
มาอยู่ที่นี้มีแต่แสดงพระธรรมเดียวทุกวันเสาร์อาทิตย์ เขียนหนังสือพิมพ์ฟรีสามฉบับในแอลเอ
ตั้งใจแสดงธรรมวินัยแท้ๆ ไม่เคยแจกซองกฐิน ไม่แจกซองผ้าป่าหาเงิน
ไม่จัดอบายมุขหาเงิน ไม่เคยประกอบ ไสยศาสตร์หรือโหราศาสตร์อันเป็นเรื่องนอกทางพระพุทธศาสนาแต่ประการใด
วัดดำเนินกิจการได้เพราะพุทธบริษัทฟังธรรมแล้วเข้าใจไม่เคยไปโกหกหรือล้างสมองใครด้วยเครื่องรางของขลังและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หากคุณเล็กดูพระหมอดู พระปลุกเสกว่าเป็นพระสุปฏิปันโนแล้วมองอาตมาว่าเป็นพระอลัชชี
อาตมาก็คงไม่สามารถอธิบายเรื่องธรรมวินัยใดๆให้คุณเล็กเข้าใจได้
เพราะคุณเล็กเห็นผิดเป็นถูกและเห็นถูกเป็นผิด เห็นหน้าด้าน(อลัชชี)ว่ามียางอาย(ลัชชี)
เห็นมียางอาย(ลัชชี)ว่าหน้าด้าน(อลัชชี)แล้ว คงจะสนทนากันไม่รู้เรื่องหรอก
ทางที่ดีคุณเล็กปฏิบัติตนให้เป็นพราหมณ์ที่ดีเถิดอย่าเป็นพุทธบ้างพราหมณ์บ้าง
ตามแต่ผลประโยชน์จะพาไป เป็นพรหามณ์ก็เป็นพราหมณ์ เป็นพุทธก็เป็นพุทธ
เลือกเป็นสรณะสักอย่างไม่มีใครว่าอะไรหรอก
สุดท้ายก่อนจบบทความคุณเล็กขู่เอาไว้ว่า หากไม่ปรับตัวเสียใหม่จะไม่มีคำว่า
ท่านจากปากของคุณเล็กแล้ว(หากท่านไม่กลับตัวกลับใจเสียใหม่
จะไม่ได้ยินเสียงเรียกว่า ท่าน จากผมอีกต่อไป
)
คำขู่นี้แสดงออกถึงความเป็นคนนิยมความรุนแรง
หากมีตำแหน่งปกครองเขาเรียกอำนาจนิยม เมื่อไม่มีตำแหน่งแห่งที่อะไร
เขาเรียกว่า อันธพาล คุณเล็กจะเรียอาตมาว่าอย่างไร ไม่มีผลในทางที่ดีขึ้นหรือเสื่อมลงของการประพฤติพรหมจรรย์ของอาตมาเลยแม้แต่น้อย
คุณเล็กลองสังเกตดูซิ เวลาคุณเล็กเขียนบทความชิ้นนี้
คุณเล็กเขียนด้วยจิตใจอิ่มเอิบเบิกบานหรือเร่าร้อนเหมือนนั่งเขียนในนรก
รู้ได้เอง หากคุณเล็กจะเรียกอาตมาด้วยโทสะ ด้วยความโกรธเกลียด
คุณเล็กก็เร่าร้อนเอง หากเรียกด้วยความสุภาพ เมตตากรุณา คุณเล็กก็อิ่มเอิบเบิกบานเอง
คุณเล็กเดินเข้าวัดจะเลือกความสงบหรือความเร่าร้อน สุภาพหรือความก้าวร้าว
เป็นเรื่องที่คุณเล็กเลือกเองได้ ไม่มีใครบังคับและจะไปบังคับใครเขาไม่ได้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญ อญฺญํ
วิโสธเย ความบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ เป็นของตน ใครจะทำให้ใครบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองมิได้
อาตมาคงมีเรื่องที่จะชี้แจงเพียงแค่นี้
ไม่ชวนทะเลาะหรือโต้แย้งใดๆ แต่เล่าความจริงให้ฟัง เพราะความจริงจะแก้ปัญหาได้เพียงแต่ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับความจริงสังคมทุกส่วนจะสันติสุขแน่นอน
---------------------------
หมายเหตุบ.ก.- สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์วันที่ 4 พ.ย.2007 ที่วัดพุทธิชิโนฮิลส์
ซึ่งวันนั้นผมไปทำบุญงานกฐินวัดอื่นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ได้ติดตามเรื่องของวัดนี้ตลอดมา
พร้อมที่จะลำดับเหตุการณ์ได้ทุกขั้นตอน(หากมีเวลา)รวมทั้งสามารถสรุปได้ว่าใครถูกใครผิดใครเป็นพระใครเป็นแพะและใครหน้าด้านบ้าง(ตามระบบยุติธรรมของอเมริกันที่ศาลสั่งให้กระทำ)
ต่อมาเกิดการเขียนวิพากษ์วิจารณ์ในนสพ.เสรีชัย
โดย อาจารย์เล็ก พลูโต ซึ่งเกี่ยวพันไปยังดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
แห่งวัดพุทธปัญญา เมืองโพโมนา รัฐแคลิฟอร์เนีย สัปดาห์ต่อมาดร.พระมหาจรรยาได้เล่าเรื่องชี้แจงตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับรวมทั้งสยามมีเดีย
อาจารย์เล็กได้ติดต่อมายังบ.ก.ฉบับนี้ต้องการลงชี้แจงเช่นกัน
โดยส่งมาทั้งหมด 3 ตอน ผมเห็นว่าตอน 1 ลงนสพ.เสรีชัยไปแล้ว จึงไม่ขอนำมาลงอีกแต่ได้นำข้อชี้แจงของอาจารย์เล็กมาลงแทน
ทั้งนี้ผมได้ให้พนักงานของเราคัดลอกพิมพ์จากนสพ.สยามมีเดียที่ลงไปแล้ว
อันเป็นข้อเขียนขนาดยาวของดร.พระมหาจรรยามาลงด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลกัน
ได้อ่านข้อเขียนของแต่ละฝ่ายแล้วเห็นว่าเป็นการแสดงธรรมและปัญญาได้อย่างมีเหตุผล เหมาะที่ผู้คนทั่วไปจะได้อ่านอย่างพินิจพิจารณา ท่านผู้ใดจะแสดงธรรมปัญญาของตัวเองต่อไป
ผมก็ยินดีนำลงให้เพื่อทำให้นสพ.ฉบับนี้เป็นตลาดเสรีแห่งความคิดเห็น แต่อย่าได้ใช้คำไม่สุภาพหรือเขียนในลักษณะของการหมิ่นประมาทมาให้ เพราะบ.ก.เองก็ขี้เกียจไปขึ้นศาล
แม้ว่ารัฐธรรมนูญประเทศนี้จะมีบทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพแห่งการแสดงออกไว้ใน
the Bill of Rights ก็ตามเพราะเป็นเรื่องเสียเวลา
ประเภทกินขี้หมาดีกว่าค้าความ ขอได้โปรดสดับ-บ.ก.
|