แพทย์:ระหว่างมนุษยธรรมกับกฎหมาย
เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าสนใจระหว่างมนุษยธรรมกับกฎหมายและจรรยาแพทย์ เรื่องเริ่มจากนายแพทย์อับดุล ราซซาค อาเหม็ด
(Dr.
Abdul Razzaque Ahmed)หมอวัย 59 ปีเกิดที่อินเดีย แปลงสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกันช่วงทศวรรษที่
1970 เป็นแพทย์อยู่โรงพยาบาล New England Baptist Hospital และเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านรักษาโรคปากและฟันที่ the Harvard School of Dental
Medicine ยังมีคลีนิกส่วนตัวชื่อ the Center for Blistering Diseases ในนครบอสตัน
เรื่องมาเกี่ยวข้องกับน.พ.รอเบิร์ต ไวสส์ อดีตคณบดีคณะสาธารณสุข
มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปัจจุบันอายุ 89 ปี รีไทร์ อาศัยอยู่เมือง
Orono รัฐเมนด้วย
น.พ.ไวสส์รักษาโรคด้วยการใช้สเตอรอยด์มานานเพราะเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เรียกว่า
pemphigoid คิดว่าคงไม่หายขาด
แต่โชคดีที่ได้พบกับหมออับดุล ซึ่งเปลี่ยนวิธีการรักษาทำให้เขารอดชีวิต แต่เขาเองก็แปลกใจเมื่อเจ้าหน้าที่ติดต่อว่ากำลังสอบสวนหมออับดุลเพราะไปเบิกเงินจากการรักษาพยาบาล(Medicare)ของรัฐบาลมารักษาผู้ป่วยที่เจ็บไข้ได้ป่วยจากโรคนี้ซึ่งถือว่ากฎหมายยังครอบคลุมไม่ถึงในช่วงนั้น
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนหมออับดุลยอมรับสารภาพผิด 1 ข้อหาจาก
15 ข้อหาคือขัดขวางขบวนการยุติธธรรม(Obstruction
of Justice) และยินดีที่จะคืนทรัพย์สิน 2.9 ล้านดอลลาร์ให้กับรัฐบาล
ส่วนอีก 14 ข้อหา อัยการไม่เอาเรื่องเช่นคดีฉ้อโกงการรักษาพยาบาลรวมทั้งจะไม่มีการจำคุกเมื่อคดีนี้นัดระวางโทษวันที่
4 กุมภาพันธ์ 2008
การสอบสวนเริ่มในปี 1997
แต่อัยการนำคดีขึ้นฟ้องเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยคิดว่าหมออับดุลเป็นคนตะกละ
ต้องการเงินจากระบบการรักษาพยาบาลของรัฐเพียงถ่ายเดียว Medicare เป็นโครงการรักษาพยาบาลที่รัฐบาลช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้สูงอายุและคนพิการ
จากการสอบปากคำคนไข้กลับพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น หมออับดุลพยายามที่จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลแพงๆให้ถูกลงเพราะคนไข้หลายรายไม่มีเงินพอจะรักษา
ทำให้อัยการทราบว่าหมอคนนี้ยอมรักษาคนไข้แม้รู้ว่าผิดกฎหมายก็ตาม
นายริชาร์ด เอ็กเบิร์ต ทนายความของหมอกล่าวว่าหมออับดุลรักษาคนไข้จากทั่วโลก
เพราะคนไข้หลายต่อหลายรายมาจากแพทย์ที่แนะนำคนไข้ให้มาพบเขา
สาเหตุเพราะวิธีการรักษาตามแบบแผนเดิมทางการแพทย์ไม่ได้ผล อาจทำให้คนไข้เกิดโรคซับซ้อนรักษายากขึ้นไปอีก หมอผู้นี้รักษาคนไข้ด้วยความบริสุทธิ์
เพื่อให้คนไข้หายเจ็บและรักษาชีวิตคนไข้ไว้ได้มาก
อัยการระบุว่าหมออับดุลยื่นรับเงินจากMedicare
24 รายอย่างไม่ถูกต้องเช่นการรักษาด้วยการสร้างภูมิต้านทาน
ซึ่งค่าใช้จ่ายตกคนละ 1-1.2 หมื่นดอลลาร์ต่อเดือน
การรักษาประเภทนี้ใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต(pemphigus vulgaris) อีกประเภทหนึ่งไม่ถึงกับอันตรายถึงแก่ชีวิตคือโรคผิวหนังpemphigoid
วิธีการของหมออับดุลได้รับการสนับสนุนจากวงการแพทย์
แต่ทว่าโรคผิวหนังทั้งสองประเภทนี้ Medicare ยังครอบคลุมไม่ถึง จนกระทั่งปี 2002
จึงครอบคลุม
อย่างไรก็ตามอัยการระบุว่าหมออับดุลได้เรียกเก็บเงินจากการรักษาพยาบาลดังกล่าวรวม
5.4 ล้านดอลลาร์ ทำให้เขาต้องข้อหารวม
15 ข้อหาประกอบด้วยฉ้อฉลการรักษาพยาบาล,ฟอกเงิน,ฉ้อฉลด้านไปรษณีย์,ขัดขวางขบวนการยุติธรรม
การรับสารภาพครั้งนี้อาจทำให้คณะกรรมการแพทย์ของรัฐแมสซาชูเส็ทท์พิจารณาเรื่องโทษทางวินัยหรือจรรยาแพทย์ ปัจจุบันเขายังรับรักษาพยาบาลคนไข้อยู่
ทางด้านพนักงานที่ทำงานร่วมกับหมออับดุลบอกว่าการรักษาคนไข้ของหมอไม่ได้มีเป้าหมายทำกำไร แต่อยากช่วยคนไข้ที่ไม่มีเงินรักษาแบบ immunoglobulin treatments
Janet Segall ผู้ก่อตั้ง
the
International Pemphigus & Pemphigoid
Foundation มีสำนักงานอยู่ซาคราเมนโต้ รัฐแคลิฟอร์เนียยอมรับว่านายแพทย์อับดุลผู้นี้จะต้องได้รับการขอบคุณจากคนไข้และชุมชนทั้งมวลที่หาแนวทางรักษาคนไข้ให้หายจากโรค
รวมทั้งผลักดันให้คนไข้ที่เป็นโรคผิวหนังประเภท
pemphigus ได้รับการช่วยเหลือจากMedicare ถือว่าไม่มีแพทย์คนไหนที่คิดจะทำอย่างนายแพทย์ผู้นี้
เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องมนุษยธรรม,จรรยาแพทย์และกฎหมายของบ้านเมือง
ซึ่งมักจะเดินสวนทางกันเสมอ
|