
สหรัฐควรมองแนวทางการแก้ปัญหาของไทย
แดร์รีล
จอห์นสัน
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
แดร์รีล จอห์นสัน(Darryl N. Johnson)เคยเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยระหว่างปี 2001-2004 ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ Jackson School มหาวิทยาลัยวอชิงตัน(the
University of Washington)ได้รับเชิญจากหนังสือพิมพ์ซีแอตเทิล โพสต์ เขียนคอลัมน์พิเศษแสดงความคิดเห็นต่อการเมืองไทย โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ไทยเผชิญหน้ากับทางเลือกที่ไม่อาจป้องกันได้” (Thailand faced
untenable choice )
แดร์รีล
จอห์นสัน เคยเดินทางไปเมืองไทยเมื่อปี
1965 ในฐานะอาสาสมัครสังกัด
Peace
Corps Volunteer ไปสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่จังหวัดลำพูนเรียนจบมหาวิทยาลัยวอชิงตัน,มหาวิทยาลัย Puget Sound, the University of Minnesota และ Princeton University นอกจากภาษาอังกฤษแล้วเขายังพูดได้อีกหลายภาษาเช่นภาษาไทย,จีนกลาง,รัสเชี่ยน,โพลิสและลิทัวเนีย
ผ่านงานด้านการต่างประเทศมามากมาย ลูกสาวคนแรกของเขาเกิดที่เมืองไทยเลยตั้งชื่อไทยให้ว่าดาราวัลย์(Darawan) ปัจจุบันเขาทำพำนักอยู่บ้านที่ซีแอตเทิล
รัฐวอชิงตัน
ทรรศนะที่แดร์รีล
จอห์นสัน มองเมืองไทยน่าจะมองได้ลึกซึ้งกว่าคนอเมริกันอีกหลายคน
รวมทั้งคอนโดลีซ่า
ไรซ์ รมว.ต่างประเทศสหรัฐด้วยซ้ำ
ความเห็นของเขาสรุปได้ดังนี้
รถถังถูกนำออกสู่ถนน,รัฐธรรมนูญถูกยกเลิก
ล้มล้างรัฐสภาและรัฐบาล
ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯมาแล้ว 18 ครั้ง นับตั้งแต่เปลี่ยนการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในปี ค.ศ.1932 ซึ่งครั้งสุดท้ายถือเป็นความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1991 จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะต้องเข้าไปช่วยแก้ปัญหา
แต่ในครั้งนี้พระองค์ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ตามข้อเท็จจริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับในวังดูเหมือนไม่ราบรื่นนัก แม้กระทั่งทหารที่ล้มรัฐบาลของเขาก็ยังมอบความจงรักภักดีให้กับพระองค์
การเมืองไทยเกิดตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม เมื่อครอบครัวของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ของชินคอร์ป ไปให้กับเทมาเส็กซึ่งเป็นองค์กรการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ 1.9 พันล้านดอลลาร์ แต่ไม่เสียภาษีใดๆ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน นอกจากนี้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณยังสั่ง(ยุบสภา)และให้จัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน เพื่อหวังเรียกอำนาจของตนเองคืนมา
แต่พรรคฝ่ายค้านปฏิเสธที่จะลงเลือกตั้งซึ่งถูกกำหนดโดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ผลการเลือกตั้ง ที่ออกมากลับไม่บริสุทธิ์ หลังจากนั้น 2 วัน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณบอกกับทุกคนว่า เขาต้องการลงจากตำแหน่งจึงทำให้พายุการเมืองสงบลงไปบ้าง เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งถือว่าปีนี้เป็นปีสำคัญยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครงราชย์ครบ 60 ปี พระองค์เสด็จครงราชย์ในเดือนมิถุนายนปี
1946 พระราชพิธีจึงจัดได้ขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
เป็นการแสดงออกของประชาชนไทยที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว
ภายหลังจากนั้นอุณหภูมิการเมืองก็กระฮูดกลับขึ้นมาเมื่อ”รักษาการนายกฯ”เริ่มแสดงออกว่าเขาจะต้องกลับมาพิทักษ์ผลประโยชน์ของตัวเอง
และยังบอกด้วยว่าเขากำลังคิดอีกตลบว่าจะลงจากตำแหน่งหรือไม่ ทั้งนี้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่มีขึ้นวันที่
15 ตุลาคม
สิ่งสำคัญกว่านี้
ทักษิณได้ตั้งข้อสังเกตในบทบาทของในหลวง
เป็นเหตุให้พลเอกเปรม
ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรีออกมาวิจารณ์ทักษิณโดยตรง
ประเด็นนี้ถือเป็นความตึงเครียดระหว่างวังกับรัฐบาลอย่างไม่อาจป้องกันได้ และเมื่อทักษิณเดินทางมาร่วมประชุมสัมมชาสหประชาชาติที่นิวยอร์ก
ทหารก็เคลื่อนกำลังออกล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
สิ่งท้าทายประการแรกต่อพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน และคณะปฏิรูปฯ เขาจะเริ่มตั้งรัฐบาลใหม่ โดยผู้นำคนใหม่จะต้องโปร่งใสได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและสามารถคลี่คลายปัญหาบ้านเมืองได้ แต่เรามองอีกด้านหนึ่งว่า พลเอกสนธิมีเรื่องที่ต้องจัดการหลายอย่างทีเดียว โดยเฉพาะความรุนแรงทางภาคใต้ที่อยู่ติดชายแดนมาเลเซีย
(
แต่การที่พลเอกสนธิเป็นคนมุสลิมน่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้มากทีเดียว)
สิ่งท้าทายประการที่สองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯจะทำอย่างไรกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ หลังจากให้สัมภาษณ์ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีสามารถบินกลับไทยได้ แต่อาจต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ ยอมให้อดีตนายกรัฐมนตรีนำทรัพย์สินส่วนหนึ่งออกจากเมืองไทย แต่ต้องให้สัญญาว่าจะไม่กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอีก วิธีการนี้เป็นการแก้ปัญหาแบบอดีตที่ผ่านมาเพื่อหลีกเลี่ยงการทองเลือดเรียกว่าเป็นการแก้แบบไทยๆ(Thai-style solution )
สิ่งท้าทายประการที่สามก็คือจะทำอย่างไรและเมื่อไหร่จะนำระบอบประชาธิปไตยคืนมา พลเอกสนธิ ประกาศว่าเขาจะทำงานเพียง
2 สัปดาห์และจะลงจากตำแหน่ง
โดยมอบหน้าที่นี้ให้กับนายกรัฐมนตรีพลเรือนต่อไป
พร้อมกับประกาศร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวรวมทั้งจะมีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี
นับตั้งแต่ปี
1992 ประเทศไทยได้พัฒนาสถาบันประชาธิปไตยขึ้นมารวมทั้งรัฐสภา,เปิดให้มีองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ
(NGO) หนังสือพิมพ์เสนอข่าวสารอย่างมีชีวิตชีวาตลอดจนภาพรวมของวัฒนธรรมด้านต่างๆ รัฐบาลใหม่จะต้องมีมาตรการหลอมรวมพื้นฐานเหล่านี้กลับมายังสังคมไทยและฟื้นฟูประชาธิปไตยอีกครั้ง
แต่สิ่งหนึ่งที่เห้นได้ก็
การทำรัฐประหารครั้งนี้ไม่มีการเสียเลือดเนื้อและไม่มีองค์กรใดต่อต้าน
กลุ่มชนชั้นนำในกรุงเทพฯรู้สึกจะยินดีและตอบรับการกระทำของคณะปฏิรูป
แต่ขณะเดียวกันในกลุ่มที่จงรักต่อทักษิณอาจมีบางรายเมินเฉย
บางรายอาจจะต่อต้านขึ้นมาบ้าง
แต่เชื่อว่าไม่ถือเป็นการท้าทายที่น่ากลัวประการใด
อีกอย่างดูเหมือนว่าความสัมพันธ์กับต่างประเทศของไทยก็จะไม่มีผลร้ายใดๆเกิดขึ้น
โดยเฉพาประเทศเพื่อนบ้านของไทยสนใจในเรื่องเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่ามองกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้น ต่อสหรัฐ
เพื่อนอันยาวนานของไทยและเป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการ
ควรจะกระตุ้นให้เร่งจัดตั้งสถาบันประชาธิปไตยกลับขึ้นมาและขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ สหรัฐแสดงความ
ผิดหวังที่มีการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ
แต่สหรัฐจะต้องมองสังคมไทยทั้งหมด
ไม่เฉพาะเพียงทหารเท่านั้น ซึ่งบางทีไทยกำลังเผชิญ
หน้ากับทางเลือกที่ไม่อาจป้องกันได้
สหรัฐจะต้องวิจารณ์ถึงแนวทาง(การแก้ปัญหา)
ไม่ใช่มองเฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว
ÍèÒ¹µèÍ...English Version.
|