กษิต ภิรมย์
กับการถูกวิจารณ์
ผมอ่านข่าวที่คึกโครมในเมืองไทยโดยหยิบประเด็นที่ว่านายกษิต
ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศบอกว่าการยึดสนามบินประท้วงเป็นเรื่องสนุก ผมก็เข้าไปค้นต้นฉบับภาษาอังกฤษเพื่อนำมาแปลคำต่อคำ
ให้ผู้อ่านได้อ่านกัน
ผมพอจะทราบได้ว่านักข่าวนสพ.
เดลี่ เทเลกราฟผู้นี้หยิบเอาประเด็นสนุกสนานมาเป้นประเด็นมากกว่า
ทั้งๆที่จริงการพูดคุยกันน่าจะมีเรื่องมากกว่านี้
ผมคิดว่าเขาน่าจะนำรายงานทั้งหมดออกมา
โดยเฉพาะการพูดก่อนที่จะบอกว่าบุกสนามบินเป็นเรื่องสนุก
พูดกันในอารมณ์ไหนก่อนจะมาถึงคำนี้
การเสนอข่าวของเขาทางวิชาการเรียกว่าเขียนในเชิงของการบรรยาย(Interpretative
reporting) โดยมีชั้นเชิงในการเขียนให้ผู้อ่านคล้อยตาม
หรือเขียนในแบบให้มีสีสันจนบางครั้งเรียกว่า”ใส่สี ตีไข่”เข้าไปด้วย
นักข่าวเสนอได้ทั้งในแง่
Pro และ Con ตามจุดยืนของนักข่าว
แต่ความเป็นกลางแท้จริงนั้นจะต้องถ่ายทอดคำพูดหรือเนื้อหาของข่าวออกมาให้หมดจด ผมจึงนำต้นฉบับข่าวภาษาอังกฤษมาลงและแปลภาษาไทยให้ได้อ่านกันดังนี้
Bangkok airport protests
were fun,
says Thailand's new foreign minister
Thailand's new foreign minister has
described last month's hijacking of Bangkok's main international airport
as "a lot of fun".
By
Thomas Bell in Bangkok
Last
Updated: 8:09PM GMT 21
Dec 2008
Kasit Piromya,
64, will be sworn in on Monday as Thailand's new foreign minister. His
job of rebuilding Thailand's battered international image
will not be helped by the fact that he was a prominent supporter
of the protests, and still is.
More than 350, 000 travellers
were stranded three weeks ago when a few thousand demonstrators
from the ultraroyalist People's Alliance for Democracy (PAD) stormed
the airport. Investor confidence has been badly shaken and
analysts say that lost tourism business could cost 1 million
jobs.
But Mr Kasit
told an audience of astonished diplomats and foreign journalists
on Friday that the protests were "a lot of fun".
"The food was excellent, the music was excellent,"
he explained.
The PAD accused the then government of corruption over
its links with the exiled former prime minister
Thaksin Shinawatra. Although the
government was elected only a year earlier, many people in
Bangkok's middle class and the old
elite find Mr Thaksin's
influence in politics completely unacceptable.
Mr Kasit
was a regular speaker at the protests, which helped bring
the pro-Thaksin government down. His Democrat Party has now formed
a new coalition, although they were defeated in each of three
general elections held so far this decade.
"Look at it [the PAD protests] as pushing the
process of democratisation forward,"
suggested Mr Kasit.
Many observers believe that the PAD was able to conduct
its protest with impunity, and help topple an electorally
popular administration, because it enjoys backing from powerful
anti-Thaksin elements in the army and the royal palace.
The army is responsible for airport security but did
nothing to prevent demonstrators from hijacking one of Asia's most important aviation
hubs.
It is widely reported that senior army figures were
instrumental in persuading MPs to switch sides to the new
coalition. Asked what role the army played in bringing his
party to power Mr Kasit
said, "I don't know".
The new prime minister, Abhisit Vejjajiva, has promised
to bring the PAD to justice. Yet, besides his pick for foreign
minister being a prominent supporter of the group, one of
PAD's top leaders is a prominent
MP in Abhisit's Democrat party.
Dr Pasuk Phongpaicit of Bangkok's Chulalongkorn
university said, "It can't be
denied that the PAD was instrumental in bringing the Democrats
to government. So I think we are going to be disappointed
with what this government will do about enforcing the rule
of law with respect to the PAD and its activities."
Foreign Minister Kasit berated
Western diplomats and the foreign media for not being more
sympathetic to the PAD's cause.
"You should be happy that for the first time ordinary
people came out in full force to oppose corruption,"
he said. "If society has to be changed it has a price."
The PAD employed "security guards" armed with clubs,
guns and explosives but Mr Kasit criticised
foreigners for dwelling on the movement's violent tendencies.
"People said we were armed," he complained.
"My wife used to go every evening. What was she armed
with? Only food and medicine!"
คำแปลมีดังนี้
การประท้วงที่สนามบินกรุงเทพฯสนุก
รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของไทยพูด
รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของไทยอธิบายว่าการจี้สนามบินกรุงเทพฯเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งเป็นสนามบินหลักนานาชาติ”เต็มไปด้วยความสนุกสนาน”
โดย ธอมัส
แบลล์
ในกรุงเทพฯ
วันที่ 21 ธันวาคม
2008
กษิต
ภิรมย์ อายุ
64 ปี จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันจันทร์(ที่
22 ธ.ค.)ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ งานของเขาจะต้องสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับนานาชาติ
แต่คงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
ตามข้อเท็จจริงแล้วเขาเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการประท้วงและปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่
นักเดินทางมากกว่า
350,000 คนต้องติดค้าง
เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากกลุ่มประท้วง
2-3 พันคนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดขั้วในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พีเอดี)บุกเข้าจี้สนามบิน
ทำให้ความมั่นใจของนักลุงทุนสั่นคลอนและนักวิเคราะห์บอกว่าธุรกิจการท่องเที่ยวจะทำให้คน
1 ล้านคนต้องตกงาน
แต่นายกษิตได้บอกกับผู้ฟังเมื่อวันศุกร์(19
ธ.ค.)ซึ่งมีทั้งนักการทูตและนักหนังสือพิมพ์ต่างชาติถึงกับประหลาดใจว่าการประท้วงครั้งนี้”เต็มไปด้วยความสนุกสนาน”
“อาหารดีเยี่ยม,ดนตรีดีเลิศ” เขาอธิบาย
กลุ่มพันธมิตรฯได้กล่าวหารัฐบาลในขณะนั้นว่ามีการคอร์รัปชั่นและเกี่ยวโยงไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกเนรเทศ แม้ว่ารัฐบาลเพิ่งได้รับการเลือกตั้งมาช่วงปีที่แล้ว
แต่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯรวมทั้งผู้นำรุ่นเก่าพบว่าอิทธิพลทางการเมืองของทักษิณนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
นายกษิตเป็นผู้ขึ้นอภิปรายประจำในระหว่างการประท้วง
ซึ่งมีส่วนช่วยโค่นล้มรัฐบาลที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณลง พรรคประชาธิปัตย์ที่เขาสังกัดขณะนี้กำลังจัดตั้งรัฐบาลผสม
แม้ว่า(พรรคนี้)จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปถึง
3 ครั้งในรอบ
10 ปีที่ผ่านมา
“ก็ต้องช่วยกันมองว่า(การประท้วงของกลุ่มพีเอดี)ได้ช่วยผลักดันขบวนการประชาธิปไตยไปข้างหน้า”นายกษิตกล่าวชี้แนะ
นักเฝ้ามอง(การเมือง)หลายคนเชื่อว่ากลุ่มพีเอดี
ประท้วงโดยจะไม่ได้รับโทษ
และช่วยโค่นฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง
สาเหตุเพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านทักษิณที่ทรงพลังทั้งในกองทัพและในราชสำนัก
กองทัพบกมีหน้าที่รับผิดชอบในความมั่นคงของสนามบิน
แต่กลับไม่ได้ทำอะไรเพื่อป้องกันกลุ่มประท้วงเข้าจี้สนามบิน
ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวอย่างกว้างขวางว่า
นายทหารผู้ใหญ่ในกองทัพเป็นสื่อชักชวนส.ส.จำนวนหนึ่งเพื่อเปลี่ยนขั้วร่วมกับรัฐบาลผสมชุดใหม่ เมื่อถามว่ากองทัพบกมีหน้าที่อะไรในการนำพรรคของเขา(พรรคปชป.)ขึ้นสู่อำนาจ
นายกษิตตอบว่า”ผมไม่รู้”
นายกรัฐมนตรีคนใหม่
นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
สัญญาว่าจะนำกลุ่มพีเอดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
แค่นี้ยังไม่พอนอกจากเขาจะเลือกรัฐมนตรีต่างประเทศที่สนับสนุนกลุ่ม(พีเอดี)อย่างสุดขั้วแล้ว แกนนำของกลุ่มพีเอดีอีกคน(อ.สมเกียรติ
พงษ์ไพบูลย์)ยังเป็นส.ส.ในพรรคของอภิสิทธิ์อีกด้วย
ดร.ผาสุก
พงษ์ไพจิตร
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า”ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า
กลุ่มพีเอดีเป็นเครื่องมือที่ส่งพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นรัฐบาล
คิดว่าเราจะต้องผิดหวังกับรัฐบาลชุดนี้
เชื่อว่าจะไม่ดำเนินการไปตามกฎหมาย
เพราะได้ให้การสนับสนุนกลุ่มพีเอดีและการกระทำของพวกเขา”
รัฐมนตรีต่างประเทศกษิตยังตำหนินักการทูตตะวันตกและผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ไม่ได้
เห็นอกเห็นใจว่าทำไมกลุ่มพีเอดีจึงต้องทำเช่นนี้
“คุณควรจะยินดีด้วยซ้ำว่านี่เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านธรรมดาออกมาเต็มกำลังเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น”เขากล่าวและว่า”หากสังคมต้องเปลี่ยนแปลงก็จะต้องเกิดการสูญเสียอะไรไปบ้าง
รวมทั้งกรณีที่ว่ากลุ่มพีเอดีว่าจ้างการ์ดที่มีอาวุธเป็นไม้กอล์ฟ,ปืนและระเบิดนั้นนายกษิตได้วิจารณ์ต่างชาติว่าเป็นผู้ป้ายสีว่าการเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความรุนแรง
“ผู้คนบอกว่าเราติดอาวุธ”เขาบ่น”ภรรยาผมไปร่วมชุมนุมประท้วงทุกเย็น
เธอมีอาวุธอะไร
มีเพียงอาหารและยาเท่านั้น”
ผู้อาวุโสในพรรคปชป.และข้าราชการไม่แฮปปี้
หนังสือบางกอกโพสต์รายงานเมื่อวันที่
19 ธันวาคมโดยอ้างแหล่งข่าวว่าสมาชิกอาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ไม่สบายใจนักที่จะนำนายกษิต
ภิรมย์ มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
สาเหตุเพราะใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรฯมากเกินไป ซึ่งทางพรรคฯต้องเตรียมตอบคำถามในบทบาทของนายกษิตที่ร่วมประท้วงกับกลุ่มพันธมิตรฯ
แม้สมาชิกอาวุโสในพรรคจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด
แต่นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
กลับชอบที่จะนำมานายกษิตเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเพราะจะทำงานได้ทันที(ไม่ต้องหัดขับเพราะรับราชการในกระทรวงต่างประเทศมา
37 ปีจนเกษียณ)
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สบายใจนักที่นายกษิตจะมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเพราะเขาเป็นนักการทูตแบบ
hardline อันจะมีผลต่อความพยายามของนายกรัฐมนตรีที่จะสมานฉันท์คนในชาติ
อีกทั้งเจ้าหน้าที่ในกระทรวงก็ไม่พอใจที่นายกษิตวิจารณ์กรณีเขาพระวิหารเพราะได้ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรกล่าวหาว่ากระทรวงช่วยประเทศกัมพูชาให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ขณะที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพยายามปกป้องไม่ให้กัมพูชารุกคืบเข้ามาในดินแดนประเทศไทย
ทำไมทุกคนเป็นห่วงกษิต
ภิรมย์มากนัก
เหตุผลสำคัญผมคิดว่าเมื่อนายกษิต
ภิรมย์ เข้าไปเป็นรัฐมนตรีก็คงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในกระทรวงนี้บ้าง
ข้าราชการรับใช้ระบอบทักษิณ
ก็อาจจะเหนือยหน่อย
ส่วนข้าราชการหลายคนกลับดีใจเพราะถือเป็นศักดิ์และศรีของกระทรวงที่ได้คนรู้งานเข้ามาทำงาน
ไม่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา
ไม่ทราบว่าใครบ้างเข้ามาเป็นรัฐมตรีหรือรักษาการรัฐมนตรี
ประเด็นเขาพระวิหารเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์
นายอภิสิทธิ์เองเป็นหัวหน้าทีมในการอภิปรายเรื่องดินแดนของประเทศไทยในรัฐสภา
มีทั้งแผนที่และแผนผังนำออกแสดงประกอบ
ดังนั้นเรื่องเขาพระวิหารอย่าไปโทษนายกษิต
เขาพระวิหารนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้มูลออกมาแล้วว่ารัฐบาลทำผิดมาตรา
190 ของรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ป.ป.ช.กำลังดำเนินการ
หากพบว่าผิดจริงก็ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีการเมือง ใครบ้างจะติดคุกก็ยังไม่ทราบ
อีกเรื่องผมคิดว่านายกษิตคงไล่บี้เรื่องพาสปอร์ตพ.ต.ท.ทักษิณ
แม้ว่ากระทรวงจะส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วก็ตาม โดยหลักของกฎหมายแล้วบุคคลผู้ถูกพิพากษาจำคุกไม่มีสิทธิ์ถือพาสปอร์ต ก็เหมือนกับคนติกคุกจะถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง
นี่เป็นเรื่องมาตรฐานสากล
หากพ.ต.ท.ทักษิณถูกเพิกถอนพาสปอร์ตธรรมดา
เขาจะเดินทางไปไหนไม่ได้อยู่กับที่และเมื่อนั้นถ้ารัฐบาลแจ้งไปยังตำรวจสากลให้จับกุมตัวเมื่อรู้ว่าอยู่ที่ไหนแน่
พ.ต.ท.ทักษิณก็จะสูญสิ้นเกียรติภูมิและนำตัวกลับมาติดคุกในเมืองไทยคดีที่ดินรัชดาที่ศาลพิพากษาไปแล้ว
2 ปีเจ้าตัวไม่ยื่นอุทธรณ์
ดังนั้นต้องถามว่าขณะนี้ใครยึดกุมอำนาจรัฐ
ใครมีอำนาจหน้าที่
นี่ต่างหากที่พ.ต.ท.ทักษิณกลัว
ความพยายามในการ”จองกฐิน”นายกษิตจึงเกิดขึ้น
|