----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่--------------------------------------------
ภาพวาดภิกษุสันดานกา
มุมมองศิลปินต่อสถาบันสงฆ์
งานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 53โดยมหาวิทยาลัยศิลปากร,กรมศิลปากรร่วมกับบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน)และธนาคารกรุงไทย
จำกัด (มหาชน)จัดประกวดผลงานศิลปกรรม 4 ประเภท ได้แก่ จิตรกรรม
ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อประสม มีศิลปินสนใจส่งผลงานรวมทั้งสิ้น
219 คน กับผลงานศิลปกรรม 352 ชิ้น
คณะกรรมการคัดเลือกและตัดสินนำโดยศิลปินแห่งชาติลงมติให้รางวัลเกียรตินิยมอันดับ
1 เหรียญทองประเภทจิตรกรรม ได้แก่ "ภิกษุสันดานกา"โดยอนุพงษ์
จันทร ส่วนประเภทประติมากรรม ประเภทภาพพิมพ์ และ ประเภทสื่อประสม
ไม่มีผู้ได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 ทั้งนี้ รางวัลเกียรตินิยมอันดับ
1 เหรียญทองได้รับเงินรางวัล 120,000 บาท รางวัลเกียรตินิยมอันดับ
2 เหรียญเงิน เงินรางวัล 70,000 บาท รางวัลเกียรตินิยมอันดับ
3 เหรียญทองแดง เงินรางวัล 50,000 บาท
อนุพงษ์ จันทร เจ้าของรางวัลเกียรตินิยมอันดับ
1 เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรมถึง 2 สมัยซ้อน กล่าวว่าผลงานของเขาทั้งสองปีที่ผ่านมา
ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องบาปบุญคุณโทษ โดยผลงานล่าสุดนี้
มีแรงดลใจจากพฤติกรรมพระภิกษุสงฆ์ในยุคปัจจุบันที่พบเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์
เปรียบเปรยกับอีกา ซึ่งเขาใช้เทคนิคสีอะคริลิกวาดลงบนเฟรมที่ขึงด้วยจีวรพระ
53 เครือข่ายองค์กรพุทธรณรงค์ต่อต้าน
เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
วังท่าพระ กทม.พระนิสิตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
(มจร.) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) นำโดยพระมหาโชว์
ทัสสนีโย รอง ผอ.สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ
พร้อมด้วยพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน ประมาณ 100 คน เดินทางมายื่นหนังสือขอให้ระงับการแสดงภาพ
ภิกษุสันดานกา
ต่ออธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เนื่องจากเห็นว่าภาพดังกล่าวเป็นการลบหลู่พระสงฆ์
โดยมีนางสุพรรณี ฉายะบุตร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เป็นผู้รับหนังสือแทน
นายเสถียร วิพรมหา เลขาธิการเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ
ศาสน์ กษัตริย์ กล่าวว่า ตามที่ผลงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่
53 ประจำปี 2550 ได้ประกาศให้ภาพ ภิกษุสันดานกา ของนายอนุพงษ์ จันทร อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิจิตรศิลป์
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ
1 เหรียญทองประเภทจิตรกรรม แต่ทางองค์กรชาวพุทธเห็นว่าภาพดังกล่าวมีการสะท้อนเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ไม่เหมาะสมหลายประการ
ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ทั้ง 2 รูป เอาหัวชนกันหลับตา ทั้ง 2 รูปมีปากแหลมเหมือนปากของอีกา
ซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน โดยพระทั้ง 2 รูป กำลังแสดงกิริยาแย่งด้ายสายสิญจน์และตะกรุดในบาตร
ทำให้สังคมเข้าใจว่าพระสงฆ์สอนให้ประชาชนงมงาย ขณะที่บริเวณร่างกายของพระภิกษุ
มีการสักยันต์เป็นรูปกบอยู่ในท่าผสมพันธุ์ ทั้งยังมีภาพตุ๊กแกอยู่ในท่ากำลังผสมพันธุ์ด้วย
ส่วนในย่ามในภาพดังกล่าวมีลูกกรอกแสดงถึงความเป็นเพศชายและเพศหญิง
โดยผู้หญิงกำลังถ่างขาอยู่
สำหรับภาพ ภิกษุสันดานกา จัดแสดงอยู่ในงานการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมกับกรมศิลปากร
ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โดยงานแสดงมีขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.และจะสิ้นสุดงานวันที่
29 ต.ค. นี้
ศิลปินเผยต้องการสะท้อนเรื่องบาปบุญคุณโทษ
นายอนุพงษ์ จันทร ศิลปินเจ้าของภาพภิกษุสันดานกา วัย 27 ปีกล่าวภายหลังจากมีกระแสกรณีภาพวาดของตนออกมาปรากฏว่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบ
ถือเป็นเรื่องปกติของการทำงานศิลปะ ที่อาจจะมีคนมองต่างมุมกับผู้ผลิตงานออกมา
แต่ขอยืนยันว่าการสร้างผลงานชิ้นดังกล่าวออกมามิได้มีเจตนาลบหลู่พระพุทธศาสนา
ถือเป็นงานศิลปะในเชิงพุทธ ก่อนหน้านี้ตนเคยสร้างผลงานศิลปะในเชิงพุทธออกมามากมาย
เพียงแต่ภาพที่สื่อออกมาไม่ได้เกิดกระแสต่อต้านเช่นนี้ ทั้งนี้ภาพภิกษุสันดานกา
เป็นผลงานที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ ได้ใช้เวลาศึกษางานจากการพระไตรปิฎกแต่ละบท
เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจสร้างผลงานออกมา ตนใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะทำงานชิ้นนี้สำเร็จ
"ผมเชื่อว่าพระภิกษุที่ดีน่าเลื่อมใสศรัทธาในสังคมไทยยังมีอยู่มากมายหลายรูป
แต่ยังมีคนบางกลุ่มที่อาศัยผ้าเหลืองแอบแฝงหาประโยชน์ มั่วสีกา
ดื่มสุรา เล่นการพนัน ที่ผมต้องการสื่อจากงานศิลปะของผมคือ อยากให้สังคมตระหนักถึงคนกลุ่มนี้ที่มาแอบแฝงเป็นเหลือบมารศาสนา
ซึ่งได้สะท้อนออกมาเป็นคนที่มีปากเป็นอีกา นุ่งห่มผ้าเหลือง
ยอมรับว่าภาพที่มาดูรุนแรง คนที่ไม่เข้าใจจะหาว่าผมลบหลู่สถาบันสงฆ์
ซึ่งมิใช่เลย ผมนับถือศาสนาพุทธ และภาพที่ออกมา ผมถือว่าเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนา
เป็นการเตือนให้ชาวพุทธได้เห็นว่าในสังคมไทยยังมีพวกมารศาสนาแอบแฝงมากับผ้าเหลืองอยู่อีก
ขอให้เราช่วยเป็นหูเป็นตาปกป้องคุ้มครองศาสนาด้วย" นายอนุพงษ์กล่าว
สำนักงานพศ.ทำตามหน้าที่ชี้ผิดกม.อาญามาตรา 206
นางจุฬารัตน์ บุณยากร
ผอ.สำนักพระพุทธศานาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับฝ่ายกฎหมายของ
พศ.แล้ว เพื่อพิจารณาว่าจะมีวิธีใดที่จะดำเนินการทางด้านกฎหมายกับนายอนุพงษ์
และคณะกรรมการได้บ้าง โดยกำชับให้เร่งพิจารณาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะเรื่องภาพภิกษุสันดานกา
และภาพหมา-นุษย์ เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจพุทธศาสนิกชนมาก
นายสมชาย สุรชาตรี โฆษก พศ. กล่าวว่า ผอ.พศ.มอบให้ฝ่ายกฎหมายของ
พศ.พิจารณาถึงข้อความผิดของนายอนุพงษ์ จันทร ผู้วาดภาพ ภิกษุสันดานกา
และ หมา-นุษย์
รวมไปถึงคณะกรรมการคัดเลือกและตัดสินการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่
53 เพราะถือว่ามีความผิดเข้าข่ายมาตราที่ 206 ของประมวลกฎหมายอาญา
ระวางโทษจำคุก 1-7 ปี และปรับ 2,000-14,000 บาท
สันดานกากับความเลว 10 ประการ
หนังสือ "ตำราดูพระภิกษุ"เป็นคำแปลจากหนังสือชุดขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์
ของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งเป็นพุทธทำนายเกี่ยวกับอนาคตภัยของพระพุทธศาสนา ภิกษุสันดานกา
มีลักษณะอย่างไรบ้าง ภิกษุทั้งหลาย! กา เป็นสัตว์ที่ประกอบไปด้วยความเลว
๑๐ ประการ ๑๐ ประการอะไรกันเล่า? ๑๐ ประการ
คือ
๑.กา
เป็นสัตว์ทำลายความดี
๒.กา
เป็นสัตว์คะนอง
๓.กา
เป็นสัตว์ทะเยอะทะยาน
๔.กา
เป็นสัตว์กินจุ
๕.กา
เป็นสัตว์หยาบคาย
๖.กา
เป็นสัตว์ไม่กรุณาปรานี
๗.กา
เป็นสัตว์ต่ำช้า
๘.กา
เป็นสัตว์ร้องเสียงอึง
๙.กา
เป็นสัตว์ปล่อยสติ
๑๐.กา
เป็นสัตว์สะสมของกิน
ภิกษุทั้งหลาย! กาเป็นสัตว์ที่ประกอบด้วยความเลว
๑๐ ประการเหล่านี้
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุลามกก็เช่นเดียวกับกานี้แหละ
เป็นคนประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ ๑๐ ประการอะไรกันเล่า?
๑๐ ประการ คือ
๑.
ภิกษุลามก เป็นคนทำลายความดี
๒.
ภิกษุลามก เป็นคนคะนอง
๓.
ภิกษุลามก เป็นคนทะเยอทะยาน
๔.
ภิกษุลามก เป็นคนกินจุ
๕.
ภิกษุลามก เป็นคนหยาบคาย
๖.
ภิกษุลามก เป็นคนไม่กรุณาปราณี
๗.
ภิกษุลากมก เป็นคนต่ำช้า
๘.
ภิกษุลากมก เป็นคนพูดเสียงอึง
๙.
ภิกษุลามก เป็นคนปล่อยสติ
๑๐.
ภิกษุลามก เป็นคนสะสมของกิน
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุลามกเป็นคนประกอบด้วยอสัทธรรมสิบประการเหล่านี้
แล.
(คัดจากบาลีพระพุทธภาษิต ทสก.องฺ ๔/๑๕๙/๗๗ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
ถ้าใครจะเรียกภิกษุรูปใดว่าเป็นภิกษุลามก ภิกษุนั้นคงโกรธมาก
เพราะถือเป็นการประณามที่หนักแต่พระพุทธเจ้าจำแนกลักษณะของภิกษุลามกไว้ถึง
๑๐ อย่าง ภิกษุหรือฆราวาสทั่วไปน่าจะจำลักษณะเหล่านี้ไว้เป็นสูตรวัด
ความเป็นภิกษุไม่ว่าเถระหรือลูกวัด เพื่อจะได้รู้ว่าเรากราบไหว้ภิกษุดี
หรือภิกษุลามก)
ในตำราดูพระภิกษุ - นอกจากภิกษุสันดานกายังมีอีกหลายหัวข้อ
เช่นภิกษุอุจจาระ,ภิกษุมหาโจร,ภิกษุติดบ่วงกามคุณ,ภิกษุขี้เรื้อน,ภิกษุผู้นำเก๊ ,ภิกษุทำศาสนาเสื่อม,ภิกษุหมกดาบในจีวร ฯลฯ
ความเห็นศาสตราจารย์ (พิเศษ)เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ราชบัณฑิต สาขาศาสนศาสตร์ ประจำราชบัณฑิต
(หมายเหตุบ.ก.- อาจารย์เสฐียรพงษ์
วรรณปก สอบได้ปธ.9 ตั้งแต่บวชเณร เรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษ เป็นอาจารย์สอนหนังสือพระ,ฆราวาสตลอดจนเขียนหนังสือตำราต่างๆจำนวนมาก
จึงเป็นการเหมาะสมที่นำความเห็นของท่านมาเสนอต่อภาพวาดภิกษุสันดานกา)
ก่อนอื่นต้องมองว่าศิลปินเป็นอย่างไร
ไม่ใช่ว่าพอเห็นภาพแล้วสรุปเลยว่าภาพนั้นทำลายศาสนา เราต้องดูที่เจตนาจริงๆ
ว่าศิลปินคิดอย่างไร ศิลปินต้องการสื่ออะไร มีแนวคิดมาจากไหน
เท่าที่ทราบมานั้น ศิลปินนำมาจากหนังสือ ตำราดูพระภิกษุ เป็นหนังสือที่คัดมาจากคำแปลหนังสือของท่านพุทธทาส
จริง ๆแล้วบางท่านพยายามพูดไปว่าไม่มีในพระไตรปิฎก แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้มีในพระไตรปิฎก
พระพุทธเจ้าตรัสไว้มากมายกว่านั้นเยอะ ไม่ใช่เฉพาะ ภิกษุสันดานกา แต่มีทั้งภิกษุขี้เรื้อน
ภิกษุหมดหวัง ภิกษุผีดิบ ภิกษุอุจจาระ สารพัดอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสเตือนให้สติภิกษุทั้งหลายว่า
สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งไม่ดี มิได้หมายความว่าพระทั้งหมดเป็นแบบนี้
ภิกษุสันดานกา พระพุทธเจ้าตรัสว่า
กาเป็นสัตว์ที่มีความไม่ดีหลายประการ ผมจำไม่ได้หมด เช่น กาเป็นสัตว์ละโมภ
กาเป็นสัตว์ขี้ขโมย กาเป็นสัตว์ขยันหากินในทางทุจริต กาเป็นสัตว์เสียงดัง
เหล่านี้เป็นต้น
แต่กระนั้นก็ตาม ในภาษิตได้กล่าวไว้ว่า
อย่าเอาอย่างกา จงเอาเยี่ยงกา
แม้กาจะเป็นสัตว์ที่มีความผิดสารพัด แต่กาก็มีความดี เช่น
ความขยัน ถ้าเรานำความขยันไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์ ถือเป็นเรื่องดี
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเอาอย่างกา จงเอาเยี่ยงกา
แต่มีภิกษุบางรูป บางกลุ่มเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงพระทั้งหมด
เหตุการณ์ที่นำเอาพุทธวัจนะของพระพุทธเจ้ามาจำลองออกมาเป็นภาพ
คงมีจุดประสงค์เดียวกัน เราต้องยอมรับว่าสังคมสงฆ์มีสภาพอย่างนี้
ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ รอผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เช่น
คณะสงฆ์ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง จริง ๆ แล้วจะปฏิเสธไม่ได้ว่าศาสนาอยู่ในความดูแลของพุทธบริษัท
4 (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) เป็นผู้ที่มีส่วนในการผลักดันศาสนาให้ดีหรือไม่ดี
ฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับว่าปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว
และเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไม่พิจารณาหาทางแก้ไข ผมเห็นว่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อนตลอดเวลาทั้งสองฝ่าย
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คนที่ได้กระทำผิด เมื่อเห็นว่าคนในสังคมไม่สนใจ
ก็หันกลับมาทำผิดอีก เหมือนพระที่ทำผิดวินัย เมื่อถูกจับสึกแล้ว
ไม่มีมาตรการกวดขัน กลับมาบวชใหม่อีกครั้ง ทำตัวหลอกลวงชาวบ้านเหมือนเดิม
ดังนั้น ถ้าพูดถึงเจตนาในการกระทำ ผมไม่ได้เข้าข้างศิลปิน ผมเข้าใจว่าเจตนาที่ศิลปินคิดนั้น
เพราะว่าปัจจุบันสภาพสังคมมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นจริงโดยเฉพาะสังคมสงฆ์
สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องควรหันมาคิดพิจารณาหาทางแก้ไข การที่มีกลุ่มพระก็ดี
กลุ่มฆราวาสก็ดีที่ออกมาประท้วง น่าจะดีเหมือนกัน เพราะจะทำให้คณะสงฆ์ได้หันมาพิจารณา
ในส่วนของรัฐบาลเองก็เช่นกัน
แต่ผมขอท้วงติงตรงที่ เรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ถ้าชาวพุทธเข้าใจ ก็ไม่มีปัญหา แต่เดี๋ยวนี้ผู้คนห่างวัดกันมากขึ้นทุกที
มีความเข้าใจศาสนากันน้อย ฉะนั้น วิธีการนำเสนอ ผมคิดว่าน่าจะพิจารณาหาแนวทางใหม่
เจตนาที่บริสุทธิ์ของศิลปินอย่างเดียวคงไม่พอ ผมเองไม่อยากคิดว่าการที่มีเจตนาบริสุทธิ์จะถูกแปลความหมายไปในทางลบว่าเป็นผู้ทำลายศาสนา
แทนที่จะบอกว่าศิลปินเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนศาสนา เพราะเผยแพร่ออกมาเป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างเด่นชัด
มาถึงตอนนี้คงต้องใช้ความฉลาด
ศิลปินต้องมองอีกขั้นหนึ่งว่าตัวศิลปินมีเจตนาดี สร้างสรรค์ผลงานออกมาแบบนี้
แล้วทำไมสังคมยังคัดค้าน นั่นแสดงว่าเจตนาดีของศิลปินยังไม่เพียงพอ
จึงควรจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้ลึกซึ้งไปอีกขั้นตอนหนึ่งว่า
เราต้องนำเสนอออกไปในรูปแบบไหน สังคมส่วนใหญ่จึงจะยอมรับ ศิลปินคงจะมองออกว่าจะนำเสนออย่างไร ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่สังคมสงฆ์
สังคมชาวบ้านและศาสนา
ศิลปินก็อาจจะเขียนภาพเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพระ
ในแง่เชิงวิเคราะห์ซึ่งสังคมทั่วไปมองว่าเป็นการสร้างสรรค์ ผู้คนมักไม่สนใจศึกษาศิลปะ
ไม่เห็นความสำคัญของศิลปะ เพราะฉะนั้นบางครั้งศิลปินคิดว่าสิ่งที่ตนเองนำเสนอนั้นดีแล้ว
สังคมก็น่าจะยอมรับโดยทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว หาเป็นอย่างนั้นไม่
เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีศิลปะวิจักษณ์ ไม่ได้มีการศึกษาเรื่องของศิลปะอย่างจริงจัง
เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของศิลปินเหมือนกันที่ควรตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้
โดยส่วนตัวของผม ผมถือว่าถ้ามองในแง่ดี
ยิ่งกลับเป็นเรื่องที่ช่วยกระตุ้นให้สังคม โดยเฉพาะสังคมสงฆ์ได้ตระหนักถึงปัญหา
อาจจะมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่น ปัญหาพระหลอกลวงชาวบ้าน หรือปัญหาในรูปแบบอื่น
ๆ สังคมสงฆ์ไม่ควรดูดาย แต่ควรพิจารณาหาทางแก้ไข รวมทั้งรัฐบาล
ศาสนา บ้านเมือง สมควรที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันในทุกๆ ฝ่าย
อย่าลืมว่าศาสนาเป็นของพวกเรา ไม่ใช่เป็นของสงฆ์
พระพุทธเจ้าตรัสว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมหรือจะเจริญ
ขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท เราไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาทำลาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับชาวพุทธนั่นเอง
ชาวพุทธแตกแยกกัน ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นชาวพุทธ แต่เวลาตำหนิสงฆ์ก็บอกว่าตนเองเป็นชาวพุทธ
ดูอย่างนักการเมืองที่โจมตีพระที่ออกมาเดินขบวนที่รัฐสภา จริงๆ
แล้วพระท่านไม่ได้มีอาวุธอะไรเลย มาเงียบๆมานั่งสมาธิ มาแผ่เมตตา
อย่างนี้กลับหาว่าไม่เหมาะสม การที่พระทำพิธีคว่ำบาตรนั้น เป็นวิธีการที่นิ่มนวลที่สุด
แต่มีสาระตรงที่ต้องการเรียกร้องเท่านั้นเอง ถ้าเป็นชาวพุทธจริงๆ
เมื่อเห็นพระทำพิธีคว่ำบาตรนั้น ก็น่าจะออกมาขอมาท่านแล้ว แต่นี่เป็นเพราะความไม่รู้
ส่วนตัวของผมแล้ว ผมคิดว่าผมมองในแง่ดี
สังคมจะได้ตื่น เพราะศิลปินท่านนี้ ส่วนเรื่องเจตนาของศิลปินนั้น
ผมไม่สงสัย ศิลปินมีเจตนาบริสุทธิ์ แต่ขอท้วงติงในเรื่องวิธีการนำเสนอ
ถ้าเจตนาบริสุทธิ์ วิธีการนำเสนอดี สังคมส่วนใหญ่ยอมรับได้ เห็นในเจตนาดี
สิ่งเหล่านั้นก็จะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าสังคมส่วนใหญ่รับไม่ได้
เราจะไปกล่าวโทษสังคมก็ไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาด้านศิลปะ
แม้ว่าจะได้รับรางวัล แต่ก็เป็นรางวัลของผู้ที่อยู่ในแวดวงศิลปะ
ส่วนคนในสังคมไม่รับรู้ ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นภารกิจของสังคมที่จะต้องให้การศึกษาศิลปะ
ให้ผู้คนเกิดความเข้าใจในศิลปะ ศิลปะเป็นสิ่งดีงาม ทำให้จิตใจละเอียดอ่อน
|