ศจ.วิเชียร เพ็ญฤทัย จันทร์หอม และ สมาชิก ประยงค์ เฮ็นเดอร์สัน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่ชาวอเมริกันผู้มาเยือนคริสตจักรไทยเรา และขอต้อนรับพี่น้องไทยทุกท่านด้วยความยินดียิ่ง
ศจ.ภัคดี วัฒนจันทรกุล จากคริสตจักรไทยที่ 1 เชียงใหม่ เดินทางมาเยี่ยม ศจ.วิเชียร จันทร์หอม, ผป.นพรัตน์ ผป.มาลี อุประคำ และผป.กุหลาบ จอนห์สัน ให้การต้อนรับดีใจที่ท่านมาเยือน 
 
 

ศจ.วิเชียร จันทร์หอม อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหารร่วมกัน ในวันอาทิตย์นี้มีนักศึกษาหนุ่ม ปฐพงค์(ต้น)ทั่งศรี จากมหาวิทยาลัยฮิวสตันมาร่วมนมัสการด้วยอาเมน 

หมู่เฮาจาวเหนือ และสื่อมวลชนไทย Asian Pacific News ให้การต้อนรับสัมภาษณ์ ศจ.วิเชียร เพ็ญฤทัย จันทร์หอม ที่ท่านสละเวลามาร่วมงานกิจกรรมของชุมชนชาวไทยในเท็กซัส

è----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×èÍ´ÙÃÙ»ãË­è--------------------------------------------
ประสบการณ์อันมีค่า

  ศาสนาจารย์ วิเชียร จันทร์หอม เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิด  สำเร็จการศึกษาปริญญาโท คณะศาสนศาสตร์แมคกิลวารี สาขาศาสนศาสตร์ (Theology)มหาวิทยาลัยพายัพ สมรสกับคุณเพ็ญฤทัย จันทร์หอม ชาวจังหวัดเชียงราย 

 ประสบการณ์การทำงานรับใช้พระเจ้าในประเทศไทยที่ผ่านมา เคยทำงานเป็นศิษยาภิบาล(Pastor)ของคริสตจักรและเป็นอนุศาสก(Chaplain)ของโรงพยาบาลแม็คคอร์มิค เชียงใหม่ ในสังกัดมูลนิธิสภาคริสตจักรในประเทศไทยเป็นเวลา 17 ปี และขณะที่ทำงานในโรงพยาบาลได้ใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์ ช่วยพันธกิจอภิบาลคริสตจักรในชนบทมาโดยตลอด 

 ขอขอบคุณพระเจ้า ที่คริสตจักรไทยที่ 1 เพรสไบทีเรียน ฮิวสตันได้เชิญมาทำหน้าที่ศิษยาบาลเป็นเวลา 1 ปี (สิงหาคม 2005 – กรกฎาคม 2006 )เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกได้มาทำพันธกิจรับใช้เมื่อปี ..1998 เป็นระยะเวลา 8 เดือน

 ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นความใฝ่ฝันของคนไทยหลายๆคน ที่อยากมาเรียนหนังสือ ทำงาน ตั้งครอบครัว เพราะถือว่าเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ของโลก มีความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยี วิชาการความรู้ มีสิ่งทันสมัยเกิดขึ้นตลอดเวลา และมีความสะดวกสบายหลายอย่าง รวมทั้งผู้รับใช้พระเจ้าหลายคนเช่นกัน ที่อยากจะมาหาประสบการณ์ในการทำพันธกิจรับใช้พระเจ้ากับคริสตจักรไทย ชุมชนคนไทย หรือเรียนหนังสือที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งนี้

 ตลอดการรับใช้และทำพันธกิจในคริสตจักรไทยที่ 1 เพรสไบทีเรียน ฮิวสตัน แห่งนี้ ได้รับประสบการณ์ การเรียนรู้ อันเป็นประโยชน์ต่อการรับใช้พระเจ้าในอนาคตเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่สามารถหาได้ในประเทศไทย และหาโอกาสไม่ง่ายนักสำหรับผู้รับใช้พระเจ้าหลายๆท่าน เนื่องจากการเข้ามาประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสิ่งที่ยากสำหรับการได้รับอนุมัติวีซ่าจากกงศุลอเมริกัน ซึ่งหลายคนก็ผิดหวังในเรื่องนี้เช่นกัน

 จากการสังเกตดูคนไทยในอเมริกา จะเห็นว่าทุกคนต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แม้แต่นักศึกษาก็ต้องเรียนหนักและทำงานไปด้วย  ต้องต่อสู้กับความยากลำบากในแผ่นดินที่มีขนบธรรม เนียมประเพณี ภาษา และวัฒนธรรมต่างจากประเทศไทย การดำเนินชีวิตทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอันเคร่งครัดของเขา รวมทั้งการเสียภาษีที่สูง คนไทยเป็นคนรักอิสระ หรือชอบทำอะไรตามใจฉัน อยากทำอะไรก็ทำได้ในบ้านเรา ซึ่งกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนที่นี่ อย่างที่เรารู้ๆกัน ที่บ้านเราขอมีพรรคพวกหรือเส้นใหญ่อะไรก็ดูง่ายไปหมด 

ดังนั้นคนไทยที่อยู่ในอเมริกาจึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่ดี ที่สามารถนำไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเมื่อกลับสู่ประเทศไทย เช่น การขับรถถ้าเจอป้ายว่า “STOP” ทุกคนก็ปฏิบัติหยุดรถทันที ไม่ว่าเวลาดึกดื่นค่ำคืนหรือไม่มีคนเห็น แต่ถ้าอยู่บ้านเราแม้แต่ไฟแดงยังมีการฝ่าฝืนอยู่เสมอ แล้วยังมีความภูมิใจอีกต่างหากเมื่อสามารถทำได้

 เมื่อย้อนมาดูคริสตจักรไทยในอเมริกานั้น นับได้ว่ามีการก่อตั้ง พัฒนา และเติบโตขึ้นตามลำดับ เป็นผลมาจากการทำงานหนัก แล้วประสบความสำเร็จ จนมีความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องคนไทย  จึงก่อกลุ่มรวมตัวกันของคริสตชนที่มีพื้นฐานความเชื่อมาจากครอบครัวที่อยู่ในประเทศไทย และคนไทยที่ได้ต้อนรับเอาพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดโดยจัดให้มีการนมัสการพระเจ้าตามบ้านหมุนเวียน เปลี่ยนกันไป แล้วประกาศกับพี่น้องที่ยังไม่มีความเชื่อ รวมทั้งชักชวนคนไทยที่สนใจและต้องการเรียน รู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้าเข้ามาร่วมนมัสการ จนพัฒนามาสู่การตั้งคริสตจักรในที่สุด แทนที่ทุกคนจะกระจายกันไปนมัสการตามโบสถ์ของคนอเมริกันในที่ต่างๆ

 ในโอกาสที่ได้มาทำพันธกิจรับใช้ และได้สัมผัสกับคริสตจักรไทย คริสตชนคนไทย พี่น้องชุมชนคนชาวไทย ตลอดจนชาวลาว ที่อยู่ในเท็กซัส จึงใคร่ขอฝาก ข้อคิดหนุนใจ สำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ดังนี้

1.ไม่มีสิ่งใดดีที่สุดมากกว่า..ความรัก ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายเช่นนั้น เราก็ควรจะรักซึ่งกันและกันด้วย ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระเจ้า ถ้าเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย และความรักของพระองค์ก็สมบูรณ์อยู่ในเรา” (1 ยอห์น 4:11-12) การอยู่ร่วมกันในสังคมความรักเป็นสิ่งที่สมานร้อยร้าวได้ดีที่สุด แต่หลายคนชีวิตมีแต่ความขุ่นมัว เครียด ปิดกั้นตัวเอง เห็นทุกคนทุกสิ่งเป็นศัตรูไปหมด ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข จนไม่เคยคิดที่จะสร้างความรักขึ้นมา โดยมองทุกคน ทุกสิ่ง มีแต่ความเกลียดชัง รักไม่ลง รักไม่ได้ เนื่องจากไม่เคยฝึกหรือพยายามที่จะสร้างความรัก โดยเฉพาะกับบุคคลที่เราไม่เคยรัก บุคคลที่เป็นศัตรู แต่ถ้าสามารถสร้างความรักขึ้นมาได้ โดยค่อยๆสร้างที่ละนิด พยายามมองเห็นสิ่งดีที่บุคคลนั้นมีอยู่ สวรรค์ก็จะเริ่มค่อยๆเกิดขึ้นในจิตใจ สันติสุขในชีวิตก็จะตามมา 

ตรงกันข้ามถ้าเรารักไม่ได้ รักไม่ลง นรกก็จะสุ่มโพรงอยู่ในจิตใจ ติดตามเราไปทุกแห่ง เพราะภาพบุคคลที่เราเกลียดชังก็จะติดตามเราไปตลอดเวลา โดยที่บุคคลที่เราเกลียดชังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ คนไทยถูกวิจารณ์ว่าทำงานเป็นทีมไม่เป็น ชอบทำงานวันแมนโชว์คือเมื่ออยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน รวมตัวกันทำกิจกรรมเมื่อใดก็จะทะเลาะ อิจฉา เกลียดชังซึ่งกันและกัน จนความรักเหือดแห้งลง

2.อภัย ยกโทษ ให้แก่กันและกันให้มากขึ้น ดูก่อน ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าทำการแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา  เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า"การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบสนอง อย่าแก้แค้นเลย ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำอย่างนั้น เป็นการสุมถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี” (โรม 12:19-21) 

การยกโทษและอภัยเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของการอยู่ร่วมกัน คงไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิด คงไม่มีใครที่ไม่เคยบกพร่อง  ถ้าเราทำความผิดพลาดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าในคนครอบครัว ที่ทำงาน เพื่อน สังคมฯลฯ แล้วมีความรู้สึกผิด และมีจิตสำนึกที่อยากกล่าวคำว่าขอโทษ และเมื่อเขาอภัยยกโทษให้แล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้นในจิตใจ มองเห็นสิ่งรอบข้างมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น คิดว่าทุกคนคงจะมีประสบการณ์ตรงนี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ตรงกันข้ามหลายคนอยากให้คนอื่นอภัยและยกโทษให้ตนเอง แต่ตนเองกับไม่ยกโทษและอภัยให้คนอื่นเลย คงจะเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมสำหรับการดำเนินชีวิตในสังคมและคนอื่นเท่าไหร่นัก อยากเชิญชวนให้เรายกโทษและอภัยให้คนอื่นให้มากๆ บ่อยๆ ถึงแม้จะเป็นศัตรู ถึงเขาจะทำให้เราเจ็บปวดมามากมาย ถึงแม้เขาจะไม่สัตย์ซื่อ คิดร้าย ต่อเราตลอดเวลา แต่เรากลับยกโทษ อภัย ไม่คิดแก้แค้น นั่นแหละสวรรค์เริ่มเกิดขึ้นแก่เราแล้ว

เพราะว่าถ้าท่านยกความผิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงโปรดยกความผิดของท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ยกความผิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกความผิดของท่านเหมือนกัน (มัทธิว 6:14-15)

  3. จงพิจารณาดูตัวเองก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วหัดมองสิ่งดีของกันและกัน แทนที่จะมองแต่สิ่งผิด จับผิด เห็นข้อบกผ่อง วิพากษ์ วิจารณ์ นินทาคนอื่น เพราะว่าถ้าผู้ใดถือตัวว่าเป็นคนสำคัญ ทั้งๆที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย ผู้นั้นก็หลอกตัวเอง  ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง” (กาลาเทีย 6:3-5)

การชอบพูดถึงเรื่องชาวบ้าน (นินทา) และมักจะเป็นเรื่องที่เสียหาย หรือข้อบกพร่องของคนอื่นเสียส่วนใหญ่ โดยเอามาตรฐานการดำเนินชีวิตของตัวเองที่คิดว่าดีไปเปรียบเทียบกับคนอื่น  ถ้าคนอื่นไม่เหมือนตนเอง คิดไม่เหมือนตนเอง ก็จะมีความเห็นว่าแย่ โง่ ไม่ฉลาด เป็นต้น สุดท้ายก็สรุปว่าตนเองฉลาดคนเดียว แท้จริงเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าทุกคนมีข้อดีและข้อเสีย จึงขอให้เราพิจารณาข้อดีของคนอื่นให้มาก และตรงกันข้ามถ้าเราทราบข่าวและได้ยินคนอื่นวิพากษ์ วิจารณ์ นินทาใส่ร้ายเรา หลายคนก็เป็นทุกข์ ไม่มีความสุข ขอให้นึกใจเขามาใส่ใจเราบ้าง บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา (มัทธิว 5:3)

ข้าพเจ้าและภรรยาจะเดินทางกลับประเทศไทยโดยออกจากฮิวสตันวันที่ 30 สิงหาคม 2006 และถึงเชียงใหม่วันที่ 1 กันยายน 2006 เพื่อทำพันธกิจรับใช้ในประเทศไทยตามที่พระเจ้าทรงนำและมอบหมายต่อไป โดยที่จะไม่ลืมประสบการณ์ที่ดีจากพันธกิจรับใช้ที่เท็กซัส สหรัฐอเมริกา และจะระลึกถึงคริสตจักรไทยที่1 เพรสไบทีเรียน พี่น้องคนไทย ในคำอธิษฐานเสมอ และขอทุกท่านได้อธิษฐานเผื่อข้าพเจ้าและภรรยาในพันธกิจรับใช้ในประเทศไทยเช่นกัน

ท้ายสุดนี้ใคร่ขอขอบคุณเป็นพิเศษ สำหรับครอบครัว ผป.นพรัตน์ ผป.มาลี อุประคำ ประธานคริสตจักรฯและจอห์นนี่ อุประคำ (ลูกชาย)ที่ให้การต้อนรับดูแลเป็นอย่างดีในที่อยู่อาศัยและพันธกิจรับใช้ต่างๆมากมาย ขอขอบคุณ ผป.