่----------------------------------------------คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่--------------------------------------------
ข่าวสังคมบอสตัน
..@ทำบุญร้านต้มยำกุ้ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม คุณณรงค์-คุณดวงพร ดารานุวัฒน์ เจ้าของร้านต้มยำกุ้ง (Tom Yum Koong)ตั้งอยู่ที่เลขที่ 11 Forest St. Medford, MA 02155
ได้นิมนต์พระสงฆ์จากวัดนวมินทรราชูทิศ 5 รูป ไปเจริญพระพุทธมนต์ที่ร้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีญาติสนิทมิตรสหายไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
..@ ร้านอาหารต้มยำกุ้ง เป็นร้านเล็กๆ ไม่มีที่นั่ง ลูกค้าสั่งอาหารแล้วนำไปรับประทานข้างนอก (Takeout)หรือถ้าไม่สะดวกมารับ ทางร้านก็มีบริการนำอาหารไปส่งให้ (Delivery)ร้านนี้ได้เปิดดำเนินกิจการมายังไม่ถึงปี ได้รับการตอบรับจากลูกค้าพอสมควร กิจการกำลังดำเนินได้ด้วยดี ข่าวสังคมบอสตันขออวยพรให้กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป
..@
วันอังคารที่ 9 มกราคม คุณแม่นงลักษณ์ สหะศักดิ์มนตรี คุณพนิดา สหะศักดิ์มนตรี และญาติสนิทมิตรสหาย นิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหารเพล ในโอกาสทำบุญร้านยูงทอง (Yoong Tong Thai Restaurant)ตั้งอยู่ที่เลขที่ 278 Main Street. (Rt. 20) Northborough, MA 01532
..@
ร้านยูงทองตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะ คือ ติดกับถนนใหญ่ มองเห็นแต่ไกล ไปมาสะดวก อีกทั้งบริเวณที่จอดรถก็กว้างขวาง ภายในร้านก็จัดวางเป็นสัดส่วน ประดับตกแต่งแบบไทยๆ เจ้าของร้านเอาใจใส่ลูกค้าเหมือนญาติสนิท ร้านนี้เปิดดำเนินกิจการมาแล้ว 6 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 7 ขอให้กิจการดำเนินไปด้วยดีตลอดไป
..@ วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม คุณโกเมศ (ดิว) เจริญวัย พร้อมด้วยญาติผู้ใหญ่ และมิตรสหายที่รักทั้งหลายร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรม ณ
วัดนวมินทรราชูทิศ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อดุษณี เจริญวัย ถึงแก่กรรมวันที่ 6 มกราคมขอให้ดวงวิญญาณของคุณพ่อดุษณี จงอนุโมทนาส่วนบุญ และมีความสุขสงบในสัมปรายภพ
คุณโกเมศ (ดิว) และคุณโอปอล เจริญวัย ได้ทำหน้าที่ของลูก คือเป็นผู้กตัญญูกตเวทีต่อบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว
..@พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ได้แสดงธรรมบรรยาย เรื่อง คุณมารดาบิดา ไว้ว่า มารดา บิดา เป็นบุคคลที่รู้จักกันทั่วโลก คนเราเกิดมาเห็นโลกอันกว้างใหญ่นี้ได้ เพราะมารดาบิดาเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้ให้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายแก่ลูก ซ้ำมารดาบิดายังบำเพ็ญตนเป็นยอดนักบุญ สำหรับชีวิตของลูกอีกด้วย เป็นผู้เสียสละความสุขของตนเองทุกๆ อย่าง เฝ้าทะนุถนอมเอาใจใส่ลูกทุกเวลา ทำทุกอย่าง เพื่อความผาสุขของลูก ลูกต้องการปรารถนาสิ่งใด อันเป็นสิ่งที่ไม่เหลือวิสัย ก็พยายามจัดหาให้ทุกอย่าง เป็นผู้ใกล้ชิดลูกยิ่งกว่าใครๆ ทุกคนจึงรู้จักมารดาบิดาดี
..@ ลูกส่วนมาก หารู้จักและซึ้งถึงพระคุณของผู้เป็นมารดาบิดาไม่ คงรู้จักแต่เพียงว่าชายผู้ให้กำเนิดแก่ตนเรียกว่า บิดา หญิงผู้ให้กำเนิดแก่ตนเรียกว่า มารดา เท่านั้น แท้จริงแล้ว ท่านผู้ให้กำเนิดทั้งสองนั้น เป็นผู้มีพระคุณมากมาย สุดที่ลูกผู้กตัญญูรู้คุณ จะทดแทนพระคุณให้สิ้นสุดได้
..@ เพราะเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนาถของโลก ทรงซึ้งถึงพระคุณของผู้เป็นมารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตรว่า เป็นพระพรหม เป็นบุรพเทวดา เป็นบุรพาจารย์ เป็นอาหุเนยยบุคคล ของบุตรดังนี้
..@ มารดา บิดา เป็นผู้ที่มั่นคงในพรหมวิหารธรรมโดยไม่ยอมทิ้ง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในลูกของตน ย่อมมีเมตตารักใคร่ในลูก ปรารถนาจะเห็นลูกของตนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน มีความสุข ร่าเริง แจ่มใส มีกรุณา สงสาร เมื่อลูกของตนต้องประสบความทุกข์ คิดแต่จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน มีความสุขความเจริญ เมื่อเห็นว่าลูกของตนมีความสุข สามารถเลี้ยงและปกครองตนเองและครอบครัวให้มีความสุขได้ ก็พลอยมีมุทิตายินดีด้วย ไม่อิจฉาริษยาในความสุขของลูก เมื่อเห็นลูกต้องประสบทุกข์เดือดร้อน ก็ไม่ซ้ำเติม วางจิตมัธยัสถ์เป็นกลางเสมอ มารดาบิดาจึงเป็นดุจท้าวมหาพรหมที่ไม่เคยละภาวนา ๔
ในหมู่สัตว์ จึงได้รับนามบัญญัติว่าเป็น "พระพรหมของลูก"
..@ มารดา บิดา เป็นผู้พิทักษ์รักษาลูกก่อนเทวดาทั้งปวง นับตั้งแต่ลูกในครรภ์ เมื่อลูกเกิดมาแล้ว ก็เอาใจใส่ดูแล แม้บางคราวลูกทุบตีตนเพราะไม่รู้เดียงสา แทนที่มารดาบิดาจะเกลียดและโกรธ กลับยกโทษให้และยังเพิ่มความรักใคร่ในลูกของตนเสียอีก ไม่คำนึงถึงความผิดใดๆ ของลูกทั้งสิ้น บางครั้งลูกทำผิด มารดาบิดาก็ดุว่ากล่าวหรือลงโทษ แต่ด้วยใจจริงแล้ว ไม่ปรารถนาจะให้ลูกของตนเดือดร้อน ทำไปด้วยความรักความหวังดี ปรารถนาให้ลูกของตนมีความสุขความเจริญ มารดาบิดาจึงชื่อว่าเป็น เทวดา คือ ผู้ประเสริฐสุดสำหรับลูก.....@ ท่านไม่พยายามที่จะทำความชั่วให้ปรากฏแก่ลูก เกรงลูกจะถือเอาแนวปฏิบัติสร้างตนในทางที่ผิด เมื่อลูกรู้จักคุณแล้ว ทำปฏิการะตอบแทน จึงเป็นบุญเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ เพราะเหตุที่ท่านทั้งสองบำเพ็ญตนเป็นเหมือนพระวิสุทธิเทพผู้ประเสริฐ ซึ่งท่านไม่ปรารภถึงความผิดใดๆ ที่พวกคนพาลก่อขึ้น มุ่งแต่ให้พวกเขามีความสุขความเจริญฝ่ายเดียว คุณความดีของมารดาบิดาข้อนี้เอง ท่านจึงได้นามว่า "บุรพเทวดาของลูก"
..@ มารดา บิดา เป็นทั้งครูอาจารย์ก่อนกว่าครูอาจารย์อื่นๆ เป็นผู้แนะนำอบรมสั่งสอนให้ลูกรู้จักกิน นอน พูด ทำ รู้จักดีชั่ว ควรไม่ควร เป็นทั้งผู้สอนและผู้ฝึกหัดให้ทุกอย่าง ท่านจึงสงเคราะห์มารดาบิดาว่าเป็นบุรพทิศในทิศ ๖
คุณความดีข้อนี้เอง ท่านจึงได้นามว่า "บุรพาจารย์ของลูก"
..@
มารดา บิดา เป็นผู้มีพระคุณหลายประการดังกล่าวมาแล้ว เป็นทั้งผู้ให้กำเนิด เป็นทั้งผู้เลี้ยงดูให้อุปการะและสั่งสอน จนเป็นผู้สมควรอย่างยิ่งที่ลูกผู้กตัญญูรู้คุณ จะพึงนำสักการะ มีอาหารและผ้าผ่อนท่อนสไบ เป็นต้น มาบูชาเป็นการตอบแทนพระคุณท่าน เพราะเมื่อสักการะบูชาท่านแล้ว ย่อมได้ผลานิสงส์มาก เหมือนได้สักการะบูชาแด่พระอรหันต์ขีณาสพ ท่านจึงได้นามว่าเป็น "อาหุเนยยบุคคลของลูก
..@ มารดา บิดา เป็นทั้งผู้สร้าง และผู้อุปถัมภ์ เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูกแล้ว ก็ต้องรับภาระเป็นผู้อนุเคราะห์เลี้ยงดูอีก ไม่ทอดทิ้ง พยายามที่จะเสกสรรปั้นแต่งลูกของตนให้เป็นคนดี เพราะเหตุนี้เอง พระมหามุนีศาสดาจารย์ จึงตรัสแก่คฤหบดีบุตรชื่อ สิคาลกะว่า ดูกร คฤหบดีบุตร มารดาบิดาพึงอนุเคราะห์บุตรของตนโดยสถาน ๕
คือ ๑. ป้องกันบุตรธิดามิให้ทำความชั่ว ๒.
ส่งเสริมให้ตั้งอยู่ในความดี ๓.
ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๔.
หาคู่ครองที่สมควรให้ ๕.
มอบทรัพย์ให้ในสมัย
..@ เพราะมารดาบิดา มีพระคุณอันใหญ่หลวงดังกล่าวมานี้ ผู้เป็นลูกจึงต้องคำนึงระลึกถึงเสมอ และหาทางตอบแทนพระคุณ แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงสนองพระคุณของพระชนนี เพื่อชดใช้ค่าข้าวป้อนและค่าน้ำนม โดยเสด็จไปจำพรรษา ณ
ดาวดึงส์พิภพ แล้วทรงแสดงพระอภิธรรมโปรด จึงเป็นเนตติแบบอย่างอันดี สำหรับพุทธบริษัทผู้เคารพนับถือในพระองค์ จึงพึงปฏิบัติตาม
..@ ถ้าหวังจะบำเพ็ญตนเป็นลูกที่ดี จึงเป็นการสมควรแล้ว ที่จะหาทางสนองพระคุณท่าน ตามฐานะและโอกาส ด้วยการเลี้ยงดูท่านให้ได้รับความสุข เป็นการแสดงกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อท่านผู้ดำรงอยู่ในฐานะบุพการี ผู้ทำอุปการให้แก่ตนก่อน ข้อนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่คฤหบดีบุตร ชื่อ สิคาลกะ ว่า ดูกร คฤหบดีบุตร เมื่อมารดาบิดา ได้อนุเคราะห์บุตรธิดาโดยสถาน ๕
แล้ว บุตรธิดาพึงปฏิการะตอบแทนโดยสถาน ๕
เช่นเดียวกัน คือ ๑. ท่านเลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ ๒.
ช่วยทำกิจของท่าน ไม่ดูดาย ๓.
ดำรงวงศ์สกุล ไม่ให้เสื่อม ๔.
ประพฤติตนให้เป็นคนควรได้รับมรดก ๕.
เมื่อท่านล่วงลับไป
ทำบุญอุทิศให้แก่ท่าน
..@
ทั้ง ๕ สถานนี้ สถานต้นเป็นข้อที่ผู้เป็นลูกควรทำ เพราะเราเจริญเติบโตได้ก็อาศัยที่ท่านมีเมตตาจิตให้การเลี้ยงดู เมื่อท่านแก่เฒ่าลงจึงเป็นหน้าที่ที่ลูกจะพึงเลี้ยงดูท่าน
..@ พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ .....อ่านต่อ
|