è----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×èÍ´ÙÃÙ»ãËè--------------------------------------------
ข่าวสังคมบอสตัน ฉบับนี้ถือเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่จะเข้าสู่บรรยากาศเทศกาลวันคริสต์มาส (Christmas) และเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ครับ ว่ากันว่า…0 ห้วงเวลานี้ไปจนถึงกลางเดือนมกราคม 2549 ถือเป็นช่วงของการจับจ่ายใช้สอย (Shopping) ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของขวัญให้กับบรรดาญาติๆ อาทิ พ่อแม่ สามี-ภริยา พี่น้อง ลุง ป้า น้า อา บุตร-ธิดา ตลอดจนบุคคลอันเป็นที่เคารพรักและนับถือ เป็นต้นครับ ธรรมเนียมปฏิบัติเช่นว่านี้ ผมว่ามีปฏิบัติอยู่ทั่วทุกมุมโลกครับ ไม่ใช่เฉพาะที่สหรัฐอเมริกาประเทศเดียว…..0 เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมไม่แปลก ที่จะมีคนกระเป๋าฉีกกันบ้างระหว่างเทศกาลที่ว่ามานี้ในห้วงปีระกา (ไก่) กำลังจะผ่านพ้นไป พร้อมกับการก้าวเข้ามาของปีจอ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อุบัติขึ้น คงไม่สามารถนำมาบรรยายได้หมดครับ เอาเป็นว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนก้าวสัมผัสบรรยากาศวันคริสต์มาส เราลองมาทบทวน ประวัติความเป็นมาของ“วันคริสต์มาส” กันพอประดับความรู้เพื่อไม่ให้อายฝรั่งชาวคริสต์เขา.....0 วันคริสต์มาส คือการฉลองการบังเกิดขึ้นของพระเยซูเจ้า มีการเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse
ที่แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสต์เจ้า เพราะการร่วมพิธีมิสซา เป็นประเพณีสำคัญที่สุด ที่ชาวคริสต์ถือปฏิบัติกันในวันคริสต์มาส .....0 คำว่า Christes Maesse พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1038 และคำนี้ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas คำทักทายที่เราได้ฟังบ่อยๆ ในเทศกาลนี้คือ Merry Christmas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ เพราะฉะนั้น คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่นขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ เนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส.....0
สมัยโบราณ "ต้นคริสต์มาส" หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่ง “อาดัม” และ “เอวา” ไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด เพื่อสื่อถึงความหมายของคริสต์มาส และเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลาง เพื่อประดับฉาก แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัมและเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ ที่หาง่ายที่สุดในประเทศเหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี .....0 จนถึงศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้น กลายเป็นการเล่นเหมือนลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนา ซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาว บ้านรู้สึกเสียดาย ที่ไม่มีโอกาส ดูละครสนุกๆ แบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล ขนมและของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ ทุกวันนี้
.....0 นอกจากนั้น ชาวเยอรมันยังมีประเพณีอีกอย่างหนึ่งคือ มีการจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูป “ปิรามิด” ไว้ตลอดคืนคริสต์มาส โดยมีดาวของดาวิดที่ยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของขวัญและขนม ก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้ เป็นรูปทรงปิรามิด นี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน ที่มีการแขวนของขวัญ และไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส และมีดาวของดาวิดไว้ที่สุดยอด ประเพณีนี้ เป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาส มีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ ก็ยังนิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่า มีความหมายถึงพระเยซูเจ้า ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึง นิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า นอกจากนั้นยังหมายถึง ความสว่างของพระองค์ เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยังหมายถึง ความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูเจ้าประทานให้ เพราะต้นไม้นั้น เป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น.....0
ส่วน ซานตา
คลอส เป็นจุดเด่นหรือสัญลักษณ์ ที่เด็กและผู้คนนิยมมากที่สุด แท้ที่จริงแล้ว ซานตา คลอส แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย ชื่อซานตา คลอส มาจากชื่อนักบุญนิโคลาส ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือ เป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้ เป็นสังฆราชของไมรา (อยู่ในประเทศตุรกี ปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพไปอยู่ในสหรัฐ ก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส วันที่ 6 ธันวาคม หมาย ถึง นักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้.....0
แม้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอล
แลนด์ ที่อพยพมาก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง เพื่อรับของขวัญประเพณีนี้ จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลง บางอย่างคือ ชื่อนักบุญนิโคลาส ก็เปลี่ยนเป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราช ซึ่งเป็นนักบุญองค์นั้น ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นพาหนะมีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น.....0 อันที่จริง ซานตา คลอส เป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆ เชื่อ แต่อาจจะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจ ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้ แทนการบังเกิดของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเทศกาลคริสต์มาสนี้.....0
ถือเป็นสาระความรู้พอสังเขปที่หน้าข่าวสังคมบอสตันนำมาฝากในโอกาสวันคริสต์มาสจะเวียนมาถึงอีกครั้งครับ ยังไงเมื่อเห็นต้นคริสต์มาส ประดับประดาด้วยไฟหลากหลายสี ไม่ใช่สักจะมองแต่ความสวยงามแค่เปลือกนอก แต่ควรมองผ่านกาลเวลาเพื่อรำลึกถึงภูมิกำเนิดที่แท้จริงของวันคริสต์มาส
พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ.....ÍèÒ¹µèÍ
|