è----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×èÍ´ÙÃÙ»ãËè--------------------------------------------
“ศาสตราวุธ”
หลังจาก
“ตำนานแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”
ผงาดขึ้นบนเวทีฟอร์ดเธียเตอร์เป็นครั้งแรกเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านบทละคร
ที่สร้างสรรค์โดยกลุ่มมันตรา
ผ่านมาเป็นเวลา
2 ปีเต็ม
มันตราได้กลับมาที่นี่อีกครั้งกับโชว์ในชุด“ศาสตราวุธ”
ซึ่งยังคงเจตนารมณ์เดิม
นั่นก็คือการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยให้ได้มาตรฐานสู่เวทีสากล
เจตนารมณ์ที่
ณ วันนี้ ได้ก้าวสู่ความเป็นจริงและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไทยในลอสแอนเจลิส
ถ้าถามว่าการแสดงสองชุดนี้มีความต่างกันหรือไม่
คำตอบที่เห็นได้ชัดเจน
คือ แตกต่าง
เพราะครั้งแรกมีรูปแบบเป็นละคร
มีเนื้อเรื่องสลับกับการร่ายรำที่โชว์ความหลายหลากของท้องถิ่นไทยในแต่ละภูมิภาค
มาคราวนี้
“ศาสตราวุธ”
ถือว่าเป็นการแสดงล้วนๆไม่ได้มีการดำเนินเรื่อง
อีกทั้งผู้แสดงก็มีจำนวนน้อยกว่าคราวที่แล้ว
อย่างไรก็ตามได้มีการออกแบบโชว์ในครั้งนี้ที่ผสมผสานความเข้มแข็งหนักแน่นและความอ่อนโยนไว้อย่างลงตัว
ดูพอดี
การเปิดฉากด้วยการตีกลองสะบัดชัย
ดูตื่นเต้น
เร้าใจ สำหรับคนไทยจะรู้กันว่า
เป็นการตีกลองเอาฤกษ์เอาชัยก่อนออกศึกสงคราม
ซึ่งในระยะหลัง
เราจะเห็นได้จากการแสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวล้านนา
อีกทั้งผู้แสดงที่เป็นนักรบชายฉกรรจ์ได้ประสานเสียงบทสวดพาหุง
ยิ่งย้ำชัดว่าจะไปออกรบจับศึก
ต่อด้วยการรำไหว้ครู
แสดงนัยของโชว์
“ศาสตรวุธ”
ด้วยการใช้อาวุธประเภทต่างๆที่ใช้ในสมัยก่อน
ฉากที่สอง
เป็นการแห่นางรำ
ซึ่งยืนร่ายรำอย่างงดงามอ่อนช้อยอยู่บนลำไม้ไผ่
2 ลำ ตอนเธอลงมาจากลำไม้ไผ่ชวนให้อัศจรรย์ใจถึงความสามารถในการสร้างสมดุลย์ให้กับตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม
ต่อด้วยฉากที่สาม
เป็นการโชว์รำดาบของผู้หญิง
ที่ไฮไลท์อยู่ที่การคาบดาบที่ถูกนำมาเรียงซ้อนๆกัน
ตบท้ายด้วยการเอาดาบที่คาบอยู่มาปักไว้
แล้วนอนทับดาบพวกนั้นเหมือนล้มโดมิโน
สร้างความชอบอกชอบใจให้กับผู้ชมที่ตบมือให้อย่างเกรียวกราว
และแล้ว
ก็มาถึงฉากที่แสดงถึงศิลปะการต่อสู้ของไทยในสมัยโบราณ
ฉากนี้ฟันดาบต่อสู้กันจนไฟแลบ
อันนี้เรื่องจริง
ไม่ใช่อุปมาอุปไมย
เพราะแรงเสียดสีของคมดาบแรงพอทำให้เกิดประกายไฟ
ทำให้คนดูตื่นเต้นและลุ้นระทึกตามไปด้วย
เนื่องจากเสียงดนตรีที่ปลุกเร้า
ระรัวด้วยเสียงกลอง
ต่อด้วยฉากที่น่ารักๆของนักแสดงที่เล่นเป็นหนุมาน
มีท่าทางหยอกล้อ
ท้าทายคู่ต่อสู้
มีมุกตลกให้คนดูได้ผ่อนคลาย
สำหรับฉากที่โชว์ชุดประกอบการรำที่ดูงดงามเห็นจะต้องยกให้ชุดรำกริชมาลายู
พูดถึงดนตรี
ที่เป็นการร่วมงานของไทยและวงดนตรี
Hands on Semble ก็เรียกเสียงเกรียวกราวจากผู้ชมต่างชาติได้ไม่น้อย
วงนี้มีผลงานการทำดนตรีให้กับภาพยนต์เรื่อง
Prince of Persia จุดนี้ดูเหมือนว่า
เข้าถึงเป้าหมายของมันตราไปขั้นหนึ่ง
อีกฉากที่น่าประทับใจ
คือการผสมผสานการร่ายรำของกลุ่มผู้หญิงสลับกับการโชว์เพื่อแสดงให้เห็นถึงการฝึกท่าต่อสู้ของกลุ่มผู้ชาย
เป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจได้ง่ายๆถึงความแตกต่างที่ลงตัว
มีการโชว์ท่ามวยไทย
ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ
ปิดฉากด้วยการต่อสู้อีกครั้ง
ซึ่งนักแสดงตัวเอกมีทักษะในการต่อสู้ที่เก่งกล้า
ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะมาด้วยอาวุธชนิดใด
เขาก็เอาชนะได้หมด
แต่สุดท้าย
เขาจะเอาชนะตัวเองได้หรือไม่
เป็นสิ่งที่คนดูต้องฉุกคิดขึ้นมาจากบทบรรยายที่สอดแทรกออกมา
ว่าการเอาชนะผู้อื่นไม่เท่ากับการเอาชนะใจของตัวเอง
พูดถึงความต่างของผลงานจากมันตราทั้งสองชุดไปแล้วตอนต้น
แต่ความเหมือนของการแสดงสองชุดที่ผ่านมา
คือแนวคิดที่สอดคล้องตรงกันว่า
การเอาชนะคะคานกับคนที่ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้หรือศัตรูกันนั้น
ไม่ได้ส่งผลดีกับใครเลย
เพราะนำมาซึ่งความสูญเสียโดยเฉพาะการสู้รบกับคนในชาติเดียวกัน
แต่ดูเหมือนว่าในความเป็นจริง
จะไม่เกิดการเรียนรู้สักเท่าไร
เพราะคนส่วนใหญ่ที่ยังเวียนวนอยู่ในความโลภ
โกรธ หลง มักจะใช้วิธีสิ้นคิด
นั่นคือนิยมใช้ความรุนแรงให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติ
ซึ่งผู้กระทำได้เพียงความสะใจเล็กๆน้อยๆ
ในขณะที่คนหมู่มากล้วนสูญเสีย
และเศร้าหมอง
สิ่งที่ท้าทายสำหรับการออกแบบการแสดง
อยู่ที่การทำให้คนต่างชาติเข้าใจถึงความเป็นไทยให้ได้มากที่สุดผ่านการแสดงต่างๆที่ใช้เวลาจำกัด
ข้อดีของผู้ชมต่างชาติ
คือความกระหายใคร่รู้
หากเขาสนใจอะไรก็จะนำไปต่อยอด
ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม
จากที่สังเกต
คนดูที่เป็นต่างชาติส่วนใหญ่คงเป็นแฟนขาประจำของโรงละครฟอร์ด
เพราะเขาจัดเตรียมผ้าห่มมาปูที่นั่งให้เกิดความสบายมากขึ้น
คนกลุ่มนี้
จะทำประโยชน์ให้เราในแง่ของการเป็นสื่อกลางในการช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้บรรดาเพื่อนฝูงของเขาให้ความสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยในวงที่กว้างขึ้น.....ÍèÒ¹µèÍ
|