วุฒิสภาโต้กันเดือดมีมติ
41:37 ให้ลุยถอดสมชาย วงศ์สวัสดิ์
พ้นนายกฯเหตุสลายม็อบ 7 ตุลา-ผลเว้นวรรคการเมือง
5 ปี
สภาสูงโต้กันเดือด
มีมติ 41 ต่อ 37 ให้ลุยถอดถอน
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ
จากกรณีสลายการชุมนุม
7 ตุลาคม ไม่สนแม้หลุดจากเก้าอี้แล้ว
ย้ำทำตามเจตนารมย์รัฐธรรมนูญ
นัด "5 มี.ค." ลงมติชี้ขาด
มติสภาสูง41:37ให้ลุยถอด"สมชาย"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
เมื่อวันที่
25 มกราคม
ขณะที่ที่ประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญทั่วไปนัดแรก
เมื่อวันที่
25 มกราคม มีมติ
41 ต่อ 37
งดออกเสียง
19 เสียง เห็นควรให้ดำเนินการถอดถอนนายสมชาย
วงศ์สวัสดิ์
นายกรัฐมนตรี
ออกจากตำแหน่ง
กรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่
7 ตุลาคม
2551 โดยที่ประชุมพิจารณาเรื่องนี้ร่วม
3 ชั่วโมง
การประชุมเริ่มเวลา
15.15 น. น.ส.ทัศนา บุญทอง
รองประธานวุฒิสภา
ประธานการประชุม
พิจารณาวาระเรื่องด่วนที่
6 รายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) กรณีถอดถอนนายสมชาย
ซึ่งวาระดังกล่าวบรรจุในวาระตั้งแต่วันที่
23 พฤศจิกายน
2552 โดยนางทัศนาได้สั่งให้แจกเอกสารสำนวนที่
ป.ป.ช.ชี้มูลเพื่อศึกษาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
15 วัน แต่นายคำนูณ
สิทธิสมาน
ส.ว.สรรหา ทักท้วงควรหารือเลย
ทำให้นางทัศนาสั่งระงับการแจกเอกสารสำนวน
และชี้แจงว่าจะให้ที่ประชุมหารือ
ปรากฏว่าที่ประชุมเทียบเคียง
คือ กรณีนายวิรุฬ
เตชะไพบูลย์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ถือครองหุ้นไม่ถูกต้อง
ตอนนั้น ป.ป.ช.ชี้มูลและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ปรากฏว่านายวิรุฬ
ลาออกจากตำแหน่ง
ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญจำหน่ายคดี
แต่นายสมัคร
เชาวภานันท์
ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการ
(กมธ.) การยุติธรรม
ชี้แจงว่า
เป็นคนละเรื่องเพราะกรณี
ยันมีอำนาจลงโทษทางการเมือง
นายไพบูลย์
นิติตะวัน
ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา
ชี้แจงว่า
คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภามีมติ
5 ต่อ 3 ว่า
เมื่อคณะกรรมการ
ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล
และได้ส่งรายงานและเอกสารมายังประธานวุฒิสภาเพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา
273 แล้ว ประธานวุฒิสภาจะต้องจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณาว่าจะถอดถอนบุคคลนั้น
ออกจากตำแหน่งหรือไม่
แม้ข้อเท็จจริงบุคคลผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นจากตำแหน่งแล้วก็ตาม
โดยมีเหตุผลคือ
1.แม้บุคคลที่กระทำผิดจะพ้นจากตำแหน่งแล้ว
แต่วุฒิสภายังสามารถดำเนินการเพื่อลงโทษถอดถอนได้
ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่บัญญัติให้วุฒิสภาต้องยุติกระบวนการการถอดถอนออกจากตำแหน่ง
2.รัฐธรรมนูญมาตรา
274 มีเจตนารมณ์ที่จะลงโทษแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนอกเหนือจากโทษทางอาญาไว้
2 กรณี คือ
การถอดถอนจากตำแหน่ง
และการตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา
5 ปี
3.การตีความโดยยึดหลักการดำรงตำแหน่งเป็นหลัก
จะมีผลทำให้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา
270-274 ไม่มีผลบังคับใช้ไปโดยปริยาย
ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อคณะกรรมการ
ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดแล้ว
ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ
ก็จะหาทางลาออกจากตำแหน่ง
เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการถอดถอนของวุฒิสภา
4.ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ.2542 มาตรา
57 บัญญัติให้คณะกรรมการ
ป.ป.ช.ยังคงมีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้
แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากราชการ
นอกจากจะถึงแก่ความตาย
ทั้งนี้ เพื่อที่จะดำเนินคดีอาญา
ดำเนินการทางวินัย
หรือขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
และเมื่อคณะกรรมการ
ป.ป.ช.ไต่สวนเสร็จแล้ว
จะต้องส่งเรื่องไปยังประธานวุฒิสภา
เพื่อให้พิจารณาถอดถอน
และอัยการสูงสุด
เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ดังนั้น แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะพ้นตำแหน่งไปแล้ว
วุฒิสภาก็ยังคงมีอำนาจที่จะต้องพิจารณาลงโทษทางการเมืองหรือการถอดถอนบุคคลต่อไปได้
ส.ว.อีกกลุ่มรวมพลังขวางไม่สำเร็จ
จากนั้น
น.ส.ทัศนาได้เปิดให้ที่ประชุมอภิปรายถึงแนวทางการดำเนินการว่า
จะสามารถถอดถอนหรือยุติการถอดถอน
โดยกลุ่ม 40 ส.ว.
โดยนายสมชาย
แสวงการ นายวรินทร์
เทียมจรัส
นายสุรชัย
เลี้ยงบุญเลิศชัย
ส.ว.สรรหา อภิปรายเห็นด้วยกับการให้วุฒิสภาถอดถอน
โดยเห็นว่า
เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ ส.ว.อีกกลุ่มนำโดย
พล.อ.เลิศรัตน์
รัตนวานิช
นายอนุรักษ์
นิยมเวช ส.ว.สรรหา
นายวิเชียร
คันฉ่อง ส.ว.ตรัง
ไม่เห็นด้วย
โดย พล.อ.เลิศรัตน์แสดงความเห็นว่า
วุฒิสภาจะต้องพิจารณาด้วยความเป็นกลางทางการเมือง
และเหตุผล
อย่ามองด้วยความอยากหรือต้องการใช้อำนาจถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ
แล้วโน้มน้าวให้วุฒิสภาเห็นตาม
จึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาด้วยความรอบคอบ
หลังจากอภิปรายอย่างกว้างขวาง
นายประสพสุข
บุญเดช ประธานวุฒิสภา
ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุมให้ลงมติ
ผลปรากฏว่า
ที่ประชุมมีมติ
41 ต่อ 37 งดออกเสียง
19 เสียง เห็นควรให้ดำเนินการถอดถอนต่อไป
5 มี.ค.สภาสูงนัดลงมติชี้ขาด
จากนั้น
นายประสพสุข
แจ้งว่า ขั้นตอนต่อจากนี้
ตามข้อบังคับข้อ
117 ให้นัดประชุมภายใน
20 วันหลังจาก
ส.ว.ได้รับเอกสารสำนวนจาก
ป.ป.ช. โดยขอนัดประชุมนัดแรกวันที่
9 กุมภาพันธ์
เพื่อกำหนดวันแถลงของป.ป.ช.และผู้ถูกกล่าวหา
ซึ่งนัดประชุมครั้งที่สอง
วันที่ 16
กุมภาพันธ์
เพื่อให้ ป.ป.ช.แถลงและผู้ถูกกล่าวหา
แถลงเปิดสำนวนโดยไม่มีการซักถาม
ตามข้อบังคับข้อ
120 ทั้งนี้
หากที่ประชุมมีมติซักถามในประเด็นใดเพิ่มเติม
ให้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถามขึ้นมาคณะหนึ่ง
และนัดให้มีการประชุมวุฒิสภาภายใน
7 วัน ตามข้อบังคับข้อ
120 วรรคสามเพื่อให้คณะกรรมาธิการดังกล่าวซักถาม
จากนั้น
ขั้นที่ 4 ให้
ป.ป.ช.และผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิยื่นขอคำแถลงปิดสำนวนด้วยวาจา
หรือทำเป็นหนังสือต่อที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายใน
7 วันนับแต่วันแถลงเปิดสำนวนเสร็จสิ้น
ตามข้อบังคับข้อ
122 วรรคหนึ่ง
ทั้งนี้ กรณีมีการยื่นคำขอแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาต่อที่ประชุมวุฒิสภา
ให้ประธานวุฒิสภานัดประชุมเพื่อรับฟังคำแถลงภายใน
7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ตามข้อบังคับข้อ
122 วรรคสอง
ส่วนกรณีคำแถลงปิดสำนวนเป็นหนังสือ
ให้ผู้ยื่นยื่นต่อประธานวุฒิสภาภายใน
7 วัน จากวันที่ครบกำหนดตามข้อบังคับข้อ
122 วรรคหนึ่ง
จากนั้น
ขั้นที่
5 ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมเพื่อลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนภายใน
3 วันนับแต่วันแถลงการณ์ปิดสำนวนด้วยวาจาหรือวันพ้นกำหนดให้ยื่นคำแถลงปิดสำนวนเป็นหนังสือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
หลังจากวันที่
16 กุมภาพันธ์
หากที่ประชุมวุฒิสภามีมติซักถาม
วันสุดท้ายที่จะนัดซักถามคือวันที่
23 กุมภาพันธ์
ขณะเดียวกัน
ป.ป.ช.และผู้ถูกกล่าวหา
สามารถยื่นปิดสำนวนได้วันสุดท้ายวันที่
23 กุมภาพันธ์
ทั้งนี้ กรณียื่นคำแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาหรือด้วยหนังสือ
วันสุดท้ายซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาจะนัดฟังคำแถลงปิดสำนวนคือวันที่
2 มีนาคม
จากนั้น วันสุดท้ายในการนัดลงมติคือวันที่
5 มีนาคม
ทั้งนี้ ใช้วิธีลงคะแนนโดยลับโดยกาบัตรลงคะแนน
ซึ่งการจะถอดถอนต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 5
ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
ตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 274 ซึ่งผลการถอดถอนจะมีผลให้ถูกเพิกถอนสิทธิในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับราชการเป็นเวลา
5 ปีนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติถอดถอน
พันธมิตรฯ
ยื่น ป.ป.ช.ฟัน
“เทพเทือก” - ก.ตร.ดัน 3 ตร.มือเปื้อนเลือดกลับเข้าทำงาน
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000010601
|