| เผยมุมมองส่วนตัวคดียึดทรัพย์ของกรณ์ จาติกวณิช
ต้องการให้ยึดทรัพย์หมด-ส่งผลสะเทือนในวงกว้าง
นายกรณ์
จาติกวณิช
รมว.คลัง แสดงความเห็นในมุมมองส่วนตัวคดียึดทรัพย์
4.6 หมื่นล้านบาท
ผ่านเฟซบุ๊ก
(Facebook) เมื่อวันที่
3 มี.ค. ดังนี้
แด่เพื่อน
FB:
เวลาผ่านไป
4 วันแล้วหลังจากคำพิพากษาคดียึดทรัพย์
พตท.ทักษิณ
ผมยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อใดแม้แต่คำเดียวเกี่ยวกับผลของคดีนี้
ส่วนหนึ่งเพราะผมมีความรู้สึกว่าคนพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว
แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องนี้ใกล้ตัวผมมากในฐานะเป็นคนหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องนี้มายาวนาน
จึงมีความรู้สึกอยากให้ความคิดและอารมณ์ตกผลึกก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา
จนถึงวันนี้ความคิดเริ่มนิ่งแล้วแต่ก็ยังสลับซับซ้อนอยู่
ผมเองเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ
ก็ตอนที่ทักษิณขายหุ้นให้
Temasek ในเดือนมกราคม
2549 หนึ่งปีเต็มๆ
หลังจากที่ผมเป็น
ส.ส. ฝ่ายค้าน
จำได้ว่าพฤติกรรมทั้งหมดของทักษิณ
ชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นเจ้าของที่แท้จริงและได้
“ซุก” หุ้นทั้งหมดไว้โดยตลอด
เขาไปเจรจากับสิงค์โปรโดยอ้างว่าไปเที่ยว
เขารีบแก้กฎหมายสัดส่วนการถือหุ้นโดยต่างชาติในบริษัทโทรคมนาคมเพื่อเขาจะได้ขายหุ้นได้
และเขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว
ช่วงนั้นผมทำสองอย่าง
อย่างแรกคือผมได้วิเคราะห์ว่ามีหลักฐานที่
กลต. ที่ชี้ให้เห็นว่าเขาแอบถือหุ้น
Shin
อยู่ที่บัญชีสิงค์โปรในธนาคาร
UBS และอย่างที่สองผมได้ไปร้องเรียนกับอธิบดีกรมสรรพากร
ณ ขณะนั้นว่าการซื้อมาขายไปโดยลูกของทักษิณทั้งสองคนเป็นนิติกรรมที่ควรต้องมีภาระภาษีให้แผ่นดิน
ผมจำได้ว่าความร่วมมือโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้มาด้วยความยากเย็น
ซ้ำแล้วยังมีความพยายามขุดคุ้ยว่าผมเคยมีพฤติกรรมอันใดในสมัยที่ผมยังอยู่ในวงการหุ้นที่จะเป็นจุดอ่อน
ที่จะให้กับฝ่ายตรงข้ามหรือไม่และเจ้าหน้าที่สรรพากรเองก็แอบปล่อยประวัติภาษีผม
(ซึ่งเป็นความลับ
ส่วนตัว) ให้กับ
ส.ส.ไทยรักไทย
ก็โชคดีที่ผมไม่เคยทำอะไรไว้ให้ตัวเองมีแผลแต่ญาติในตระกูลเกือบทุกคน
โดนข่มขู่หมดในระยะนั้น
วันนี้สิ่งที่ผมคิด
คือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี
‘49 และไม่มี คตส.
เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่?
พอมี คตส.
ผมก็หอบข้อมูลทั้งหมดไปให้เขาและเข้าไปช่วยวิเคราะห์
ข้อมูลเหล่านั้น
รวมทั้งอธิบายชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหุ้นและการซื้อขายหุ้นซึ้งค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก
ผมจำได้ว่าวันที่ผมเดินเข้าไปที่
คตส. ซึ่งยืมสำนักงานของ
สตง. อยู่ชั่วคราวมีกลุ่มกองเชียร์ทักษิณ
(สมัยนั้นยังไม่ใส่เสื้อแดง)
มารออยู่กันเต็มและตะโกนด่าว่าผมหยาบคาย
วันนั้นคุณแก้วสรร
ซึ่งเป็นคน
คตส. คนหนึ่งและเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่อง
“ซุกหุ้น” โดยตรง เดินเข้าไปในเวลาไล่เลี่ยกันและโดนด่าทอรุนแรง
ว่า “อ้ายหน้าหมา”
วันนี้ หัวใจของคดีนี้
คือการพิสูจน์ว่า
ทักษิณ ซุกหุ้นจริง
หลังจากนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ว่าเข้าเอื้อต่อหุ้นที่เขาซุกอยู่ด้วย
คำพิพากษาของ
ศาลฎีกา สรุป
โดยเอกฉันท์ว่าซุกหุ้นจริง
ผมนึกย้อนกลับไปช่วงปี
‘49 นั้นทักษิณ
อ้อ โอ๊ค เอม
ทุกคนออกมา
โกหก ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ได้ซุกแต่สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน
แต่ย้อนกลับมาที่ประเด็นสำคัญคือถ้าไม่ปฏิวัติจะได้เห็นคำพิพากษานี้ไหม
และทำไม สังคมไทยจึงกลับไม่สามารถ
มีความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจเผด็จการ
แสดงว่าบางครั้งเผด็จการให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากกว่า
ระบอบประชาธิปไตยหรือ?
ก็คงเป็นเพราะคนไทยจำนวนมาก
จริงๆ แล้วไม่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง
ขอให้ค้าขายได้
อยู่ดีกินดี
ใครจะทำอะไรก็ช่าง
แล้วความคิดเช่นนี้ผิดหรือ? ใครๆ
ก็รู้ว่าความถูกต้องหรือความยุติธรรมเป็นสิ่งที่กินไม่ได้
จับต้องไม่ได้
หรือเป็นเพราะคนที่มีอันจะกินเท่านั้นที่มีเวลามาคิดเรื่องความยุติธรรม
ในขณะที่คนจนเขาต้องปากกัดตีนทีบเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและไม่มีเวล่ำเวลามาคิดมากับเรื่องราวเหล่านี้
และเมื่อคนส่วนใหญ่ยังยากจน
และเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ในระบอบประชาธิปไตย
คำตอบสุดท้ายจึงเป็นเช่นนี้
ก็คือเป็นว่า
“เราไม่แคร์”
ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น
แต่ก็อีกหล่ะครับ
คนที่ “ไม่แคร์”
มีตั้งเยอะที่เป็นพ่อค้าและคนร่ำรวย
เอาเข้าจริงทุกคนก็จะพูดว่าต้องการเห็นความถูกต้อง
แต่น้อยคนที่พร้อมจะเสียสละโอกาสของตนเอง
เพื่อความถูกต้อง
ถ้าทุกคนทำตามหน้าที่
ความยุติธรรมก็จะปรากฏเสมอโดยไม่ต้องมีคนมายัดเยียดให้กับเรา
ด้วยการปฏิวัติหรืออื่นๆ
เราทำเองได้
แต่เราไม่ทำ
บทเรียนนี้
ผมว่าเป็นบทเรียนสำคัญจากคดีนี้ครับ
สุดท้ายแล้ว
สี่วันผ่านไป
ผมมีความรู้สึกมากขึ้นทุกๆวัน
ว่าศาลยุติธรรมจริง
ถ้าเป็นผม
ผมคงยึดหมดทั้ง
76,000 ล้านบาทแล้วครับ
เพราะผมคิดง่ายๆ
มาตลอดว่า
ถ้าเพียงยึด
“ส่วนเกิน” ก็หมายความว่า
ทักษิณโกงแล้ว
“เท่าทุน”
แต่ข้อเท็จจริงก็คือหน่วยงานต่างๆ
ที่เสียหายจากการทุจริตของทักษิณยังมีหน้าที่
ต้องฟ้องร้อง
เรียกร้องความเสียหายอีกหลายหน่วยงาน
ของคลังก็มีครับ
คือ ธนาคาร
EXIM ที่โดนบังคับให้ปล่อยกู้ราคาถูกให้รัฐบาลพม่าเอาเงินไปซื้อของจากบริษัทของทักษิณ
และผมรู้ล่วงหน้าเลยครับ
ว่าจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งและน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วย
ที่จะต้องคิดและรู้สึกว่าทำไมยังไปจองล้างจองผลาญอีก
พอแล้วได้ไหม
สมานฉันท์กันได้หรือยัง
เหมือนยังไม่ยอมรับถึง”หน้าที่”
และยังเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง
ส่วนตัวผมทำหน้าที่ต่อไปแน่นอนครับ
และ ผมยอมรับ
เลยว่าเหตุผลส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะทักษิณยังไม่สำนึกในความผิดที่ตนเองได้ทำไป
ยังไม่ยอมรับถึงความเสียหายที่ได้ทำไว้กับประเทศชาติ
และที่สำคัญยังไม่ยอมรับว่าทั้งหมดนั้นเขาทำตัวเขาเอง
แต่ยังกลับคิดว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ
และเมื่อเขายังขู่อยู่ว่าจะสู้ต่อไปจะเอาคืนกับทุกอย่าง
ผมก็ต้องขอบอกครับว่าผมคนหนึ่งก็จะไม่ยอม
และไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบทักษิณอย่างเดียว
แต่เป็นเพราะผมเป็น
ส.ส. ผมเป็นรมต.คลังและผมมีหน้าที่ที่ต้องทำ
และที่สำคัญประสบการณ์
4-5 ปี ที่ผ่านมาที่ต่อสู้เรื่องนี้มาทำให้ผมรู้ด้วยครับว่า
เราไม่มีสิทธิ
และไม่สามารถ
และไม่ควร
ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของคนอื่น
ผมเขียนมายาวมากแล้ว
จริงๆก็คือเขียนให้กับตัวเองไปด้วยครับ
และอยากจะบอกว่าสุดท้ายแล้วผมไม่ได้รู้สึกดีกับคำพิพากษาเลย
ไม่ใช่เพราะผมไม่เห็นด้วย
อย่างที่ว่าผมคิดว่าเป็นคำพิพากษาที่อมตะมากและผมเคารพและน้อมรับด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเคารพอย่างมาก
แต่ผมเศร้าซึมเล็กๆ
เพราะผมไม่แน่ใจว่าพวกเราชาวไทยได้เรียนรู้ในเชิงลึกจากเรื่องราวทั้งหมดนี้หรือไม่
จริงๆแล้วเราให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความถูกต้องแค่ไหน
และเราพร้อมจะเสียสละเพื่อช่วยกันรักษาความถูกต้องในสังคมหรือไม่
ผมคิดเองตอบเองได้ครับ
แต่ไม่ค่อยชอบคำตอบเท่าไรนัก
แต่ยังไงก็ไม่ท้อครับ
(ที่มา
http://www.facebook.com/notes/korn-chatikavanij/mum-mxng-swn-tw-khdi-yd-thrphy/339730144729 )
"ทักษิณ"ซัดกลับ"กรณ์"พ่อขายหุ้นไม่เสียภาษีท้าถาม"เนวิน"
จวก"อำมาตย์"
ร่วมมือตุลาการวางแผนโค่น
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1267711607&grpid=&catid=no
กรณ์ออกโรงแจงลง"เฟซบุ๊ค"หลังโดนวิจารณ์หนักยันไม่นิยมรัฐประหาร
"มาร์ค" โดดป้อง
บอกแค่ตั้งคำถาม
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1267767154&grpid=00
ÍèÒ¹µèÍ......¸¹Ò¤ÒÃä·Â¾Ò³ÔªÂìᨧ¢Ñ鹵͹â͹à§Ô¹
3.9 ÅéÒ¹¢Í§¡ÅØèÁªÔ¹ÇѵÃà¢éÒËÅǧÃÍËÁÒºѧ¤Ñº¤´ÕÈÒŮաÒÏ
|