ศาลให้ประกันเสธ.แดงและพวก
7 คน
มีเงื่อนไขห้ามข่มขู่”เคทอง”นอนคุกต่อ
ศาลให้ประกันตัวเสธ.แดงและพวก
แต่มีเงื่อนไขห้ามให้สัมภาษณ์ข่มขู่ทำร้ายคนสำคัญ
ทรัพย์สินและสถานที่ต่างๆ
ยัด”เคทอง”นอนคุกต่อผิดกฎหมายความมั่นคงพร้อม
2 หมายจับ กองทัพบกเข้าแจ้งความคดีปลอมทะเบียนรถตู้ตรากงจักร
สืบหาเจ้าของมาดำเนินคดีเพิ่มเติม
ฝากขังเคทองเพราะสอบปากคำไม่เสร็จ
เมื่อวันที่
8 มี.ค. เวลา
14.00 น. พ.ต.ท.สุพจน์
คำวงศ์ษา พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
(ปอท.) ยื่นคำร้องฝากขังนายพรวัฒน์
ทองธนบูรณ์
หรือเคทอง
อายุ 49 ปี
อยู่บ้านเลขที่
13 ซ.ลาดกระบัง
14/1 ถ.ลาดกระบัง
แขวงและเขตลาดกระบัง
กทม. (คนสนิท
พล.ต.ขัตติยะ
สวัสดิผล หรือ
เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกซึ่งอยู่ระหว่างถูกพักราชการ)
ผู้ต้องหากระทำผิดต่อความมั่นในราชอาณาจักร
ตามประมวลกฎหมาอาญา
มาตรา 116(2) และ 392 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ.2550 มาตรา
14(2) และ (3) คงมายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา
12 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่
19 มี.ค.นี้
ทั้งนี้เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
ต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก
5 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติต้องโทษผู้ต้องหา
จากกองทะเบียนประวัติและอาชญากร
รวมทั้งผลการตรวจสอบข้อมูลทางคอมพิวเตอร์จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(ICT)
คัดค้านประกันเพราะมี
2 หมายจับ
โดยท้ายคำร้อง
พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา
เนื่องจากผู้ต้องหาถูกออกหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้
และศาลจังหวัดมีนบุรี
ในความผิดฐานตาม
พ.ร.บ.อาวุธปืน
หากได้รับการประกันตัวเกรงว่าจะหลบหนี
เนื่องจากถูกดำเนินคดีหลายสำนวน
และจะก่อให้เกิดภยันตรายต่อสาธารณชน
และบุคคลทั่วไป
เนื่องจากผู้ต้องหาได้ประกาศให้เป็นที่ปรากฏแก่ประชาชนว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดเหตุระเบิดธนาคารกรุงเทพ
จำกัด (มหาชน)
รวม 4 สาขาตามที่ปรากฏเป็นข่าว
นอกจากนี้ยังได้มีการนำกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนมากดดันการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน
หรือมาปิดล้อมกองบังคับการปราบปราม
ซึ่งเป็นสถานที่ราชการดังปรากฏเป็นภาพข่าวในวันที่ผู้ต้องหากับพวกถูกจับกุมตามหมายจับ
พร้อมอาวุธปืน
ประกอบกับการสอบสวนไม่พบว่าผู้ต้องหาประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งเพียงแต่มีอาชีพรับจ้างเท่านั้น
สรุปพฤติกรรมอันตรายต่อความมั่นคง
คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า
ระหว่างวันที่
26-27 ก.พ.เวลา 23.05-02.52 น.นายพรวัฒน์
ผู้ต้องหาได้จัดรายการเผยแพร่ภาพและเสียงผ่านระบบแคมฟรอกซ์ทางอินเทอร์เน็ต
โดยปรากฏข้อความว่า
“อย่างที่ผมบอก
สัญญาณของระเบิด
จะดังขึ้น
และไม่ต้องห่วงนะครับ
ไม่ต้องถามเลยนะครับว่าใครทำ..ไหนๆ
ก็ไหนๆ แล้ว
ประกาศสงครามกลางเมือง
นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป
สงครามกลางเมืองเกิดแล้วครับ
ใครที่เล่นหุ้น
ใครที่ถือหุ้น
ถอนออกมาซะ
ระเบิดจะดังขึ้นทุกวัน...” ต่อมาข้อความรวมทั้งภาพและเสียงดังกล่าวได้ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์
www.youtube.com
(ยูทิวบ์)
ซึ่งมีการเผยแพร่ให้ปรากฏแก่ประชาชนและก่อให้เกิดความตื่นตระหนก
จากนั้นต่อมาวันที่
27 ก.พ.เวลา 21.00 น.เป็นต้นไป
ก็ได้เกิดเหตุการณ์ระเบิดที่ธนาคารกรุงเทพ
สาขาสีลม แสมดำ
ศรีนครินทร์
และพระประแดง
รวม 4 จุด
กระทั่งวันที่
6 มี.ค.เวลา
16.00 น.ผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้
ลงวันที่ 5 มี.ค.53 และหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี
ลงวันที่ 4 มี.ค.53 โดยพนักงานสอบสวน
บก.ปอท.ได้รับโอนคดีจากพนักงานสอบสวน
บช.น.ซึ่งดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาในความผิดฐาน
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นเท็จ
หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ
อันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของในราชอาณาจักร
หรือประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ
หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน,
นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ใดๆ
อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
ตามประมวลกฎหมายอาญา
กระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวิธีอื่นใดที่มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ
หรือมิใช่เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต
เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรและขู่เข็ญผู้อื่นให้เกิดความกลัวหรือตกใจในชั้นจับกุม
และสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ฝากขังเสธ.แดงและพวก
ขณะเดียวกัน
พ.ต.ท.วรทัศน์
วัฒนชัยนันท์
พนักงานสอบสวนกองปราบปราม
ยื่นคำร้องขออำนาจศาลอาญาฝากขังครั้งแรก
พล.ต.ขัตติยะ
สวัสดิผล หรือ
เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก, ว่าที่
ร.ต.สุรภัศ จันทิมา
อายุ 27 ปี, นายมงคล
สารพัน อายุ
43 ปี, นายจักรชลัส
คงสุวรรณ อายุ
37 ปี, นายเริงฤทธิ์
ตุ้มทองคำ
อายุ 50 ปี,
นายจรัญ ลอยพูล
อายุ 40 ปี, นายสุวิทย์
คีรีรักษ์
อายุ 39 ปี
และ นายพรวัฒน์
หรือเคทอง
ทองธนบูรณ์
อายุ 50 ปี
ผู้ต้องหาที่
1-8 ในความผิดตาม
พ.ร.บ.อาวุธปืน
เครื่องกระสุนปืน
วัตถุระเบิด
ดอกไม้เพลิง
สิ่งเทียมอาวุธปืน
พ.ศ.2490 ม.7-8 ป.อาญา ม.83, 189 และ 371 เป็นเวลา
12 วัน ไปจนถึงวันที่
19 มีนาคมนี้
เนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก
7 ปาก รอผลตรวจพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา
และอาวุธปืน
ตามคำร้องสรุปพฤติการณ์ว่า
เมื่อวันที่
6 มีนาคม
2553 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราบ
ได้จับกุมผู้ต้องที่
1-8 ได้พร้อมอาวุธปืนพกสั้นเครื่องกระสุนปืน
และอาวุธมีดรวม
8 รายการ
และรถยนต์ตู้โตโยต้าสีขาวหมายเลขทะเบียนตรากงจักร
2481 จำนวน
1 คัน โดย พล.ต.ขัตติยะ
ผู้ต้องหาที่
1 ซึ่งเป็นนายทหารสัญญาบัตรอยู่ระหว่างพักราชการตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม
ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
นำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันกองทัพ
สร้างความแตกแยกในหมู่คณะและสังคมส่วนรวม
กับพวกรวม
8 คน ได้นั่งรถยนต์ตู้ดังกล่าวซึ่งติดแผ่นป้ายทะเบียนพร้อมเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นรถที่ใช้ในราชการทหาร
และบังอาจพกพาอาวุธปืนของกลางจำนวน
5 กระบอก
เข้ามายังกองบังคับการปราบปราม
ซึ่งเป็นสถานที่ราชการโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจพบว่าผู้ต้องหาที่
1-7 ได้ให้การช่วยเหลือซ่อนเร้นผู้ต้องหาที่
8 ที่ถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับ
อยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุม
โดยซ่อนไว้ในรถตู้
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจับกุมทั้งหมดดำเนินคดีข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,
พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวโดยไม่มีเหตุอันควร,
ร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ต้องโทษ
โดยให้ที่พำนักแก่ผู้นั้นหรือซ่อนเร้นด้วยประการใดๆไม่ให้ถูกจับกุม
ชั้นจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง
8 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ค้านประกันเพราะเสธ.แดงยังมีคดีอาวุธติดตัว
ท้ายคำร้อง
พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง
8 เนื่องจาก พล.ต.ขัตติยะ
ผู้ต้องหาที่
1 เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาที่กองปราบปรามมีความเห็นสั่งฟ้องในคดีที่มีการกล่าวหาว่ากระทำผิด
พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ
และมียุทธภัณฑ์จำนวน
16 รายการ
ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ซึ่งคดีดังกล่าวผู้ต้องหาได้เลื่อนนัดหลายครั้ง
มีพฤติการณ์จะหลบหนี
โดยเดินทางเข้าออกต่างประเทศหลายครั้ง
ซึ่งพนักงานสอบสวนจะดำเนินการขอออกหมายจับนำตัวส่งพนักงานอัยการต่อไป
ประกอบกับผู้ต้องหาที่
1 มีพฤติการณ์ให้ข่าวลักษณะที่มีการข่มขู่ผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่าจะมีการประทุษร้ายบุคคลสำคัญ
ทรัพย์สิน
และสถานที่ราชการสำคัญ
รวมทั้งผู้ที่จะมาชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงในการก่อเหตุร้ายต่างๆ
เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ
และยังมีการประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธในนาม
“นักรบพระเจ้าตาก”
มาแล้วในอดีต
อีกทั้งในวันเกิดเหตุคดีนี้ผู้ต้องหาที่
1 ยังได้พาผู้ต้องหาที่
2-8 พกพาอาวุธปืนและมีดไปสถานที่ต่างๆ
และเข้ามาในกองปราบปรามโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย
ผู้ต้องหาที่
1-8 ยังเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสื้อแดง
หรือ นปช.ซึ่งจะมีการชุมนุมในระยะเวลาอันใกล้นี้จึงอาจสร้างความวุ่นวายและความเสียหายให้กับประชาชนและประเทศชาติ
หรืออาจก่อเหตุอันตรายในประการอื่นให้กับสังคมในที่สาธารณะและที่ส่วนบุคคล
สำหรับผู้ต้องหาที่
2-8 มีรายงานการสืบสวนว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่พยายามใช้ความรุนแรงในการก่อเหตุเพื่อให้เกิดความวุ่นวายภายในประเทศ
และยังปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนว่าผู้ต้องหาที่
8 พูดจาข่มขู่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง
8 คนยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองด้วยกันในนามพรรคขัตติยะธรรม
ดังนั้น หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะก่อเหตุอันตราย
หรืออาจเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน
นายประกันยื่นประกัน
1.8 ล้านบาท
ต่อมา นายณฤเมธ
ภูพวงจันทร์
นายประกันได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน
จ.นครนายก และ
จ.นครปฐม ประมาณ
3 ไร่เศษ
ราคาประเมิน
1,875,900 บาท ขอประกันตัว
เสธ.แดง กับพวกผู้ต้องหาทั้ง
8 ในคดีนี้
ซึ่งศาลอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้อง
จนกระทั่งเวลา
17.00 น. ศาลอาญา พิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์ที่
พล.ต.ขัตติยะ
กับพวกยื่นประกันแล้ว
มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
พล.ต.ขัตติยะ
หรือ เสธ.แดง,
ว่าที่ ร.ต.สุรภัศ
จันทิมา, นายมงคล
สารพัน, นายจักรชลัส
คงสุวรรณ,
นายเริงฤทธิ์
ตุ้มทองคำ,
นายจรัญ ลอยพูล,
นายสุวิทย์
คีรีรักษ์
ผู้ต้องหาที่
1-7 ในความผิดตาม
พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ
และกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 83, 189
และ 371 ที่ร่วมกันให้การช่วยเหลือซ่อนเร้นนายพรวัฒน์
หรือเคทอง
ผู้ต้องหาที่
8 ซึ่งถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับอยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุมโดยซ่อนไว้ในรถตู้
โดยศาลตีราคาประกันคนละ
200,000 บาท พร้อมทั้งสั่งกำชับ
พล.ต.ขัตติยะ
ผู้ต้องหาที่
1 ไม่ให้ข่าวที่มีลักษณะของการข่มขู่ผ่านสื่อมวลชนว่าจะมีการประทุษร้ายต่อบุคคลสำคัญ
ทรัพย์สิน
และสถานที่ราชการ
รวมทั้งผู้ที่จะมาชุมนุมโดยให้ใช้ความรุนแรง
ไม่อนุญาตปล่อยตัวเคทอง-ถูกคุมตัวเข้าคุก
ส่วน นายพรวัฒน์หรือเคทอง
ผู้ต้องหาที่
8 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
พฤติการณ์กระทำผิด
พ.ร.บอาวุธปืนฯ
นี้ และคดีดำ
พ.555/2553 ที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
(บก.ปอท.) ยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกคดีกระทำผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ.2550 ด้วย
เป็นกระทำที่มีลักษณะก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชน
โดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันมีลักษณะเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง
และก่อการร้าย
เกรงว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวเชื่อว่าจะกระทำผิดลักษณะเดียวกันอีก
จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนายพรวัฒน์
ผู้ต้องหาที่
8 ภายหลังศาลมีคำสั่งนายพรวัฒน์
จึงถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
ควบคุมตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ต่อไป
เสธ.แดงโวจะฟ้องกลับตำรวจ
ภายหลัง พล.ต.ขัตติยะ
กล่าวว่า ขอตำหนิการทำหน้าที่ของ
พ.ต.อ.ศานิตย์
มหถาวร รองผู้บังคับการกองปราบปราม
ที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิตำรวจไทย
เพราะถือว่าเป็นการหักหลังตนที่นำตัวนายพรวัฒน์เข้ามอบตัวด้วยการจับกุมดำเนินคดี
แถมยังคัดค้านการประกันตัว
ซึ่งเรื่องนี้คงต้องปรึกษาทีมกฎหมายว่าจะสามารถดำเนินการฟ้องกลับได้หรือไม่
พล.ต.ขัตติยะยืนยันด้วยว่า
ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่ม
นปช. แต่รับปากจะช่วยในการดูแลความปลอดภัยจากกลุ่มมือที่
3 ที่อาจเข้ามาก่อความวุ่นวายระหว่างการชุมนุม
ส่วนรายชื่อบุคคลสำคัญ
53 คน ที่ถูกหมายหัวในเว็บไซต์
เสธ.แดง ดอตคอม
นั้นยืนยันว่ามีบุคคลภายนอกนำเข้ามาโพสต์
และหลังจากได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ตนก็จะกลับไปลบรายชื่อทั้งหมดทิ้ง
ด้าน นายอุทัย
เสน่หา ทนายความนายพรวัฒน์กล่าวว่า
ขอกลับไปพิจารณาข้อกฎหมายก่อน
โดยเตรียมจะยื่นอุทธรณ์คำร้องขอประกันตัวนายพรวัฒน์อีกครั้ง
ช่วงบ่ายวันที่ 9 มีนาคม
เอาผิดอีกเด้งรถตู้"เสธ.แดง"ทะเบียนตรากงจักรปลอม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
เจ้าหน้าที่ทหารกรมการขนส่งทหารบก
(ขส.ทบ.) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน
กองบังคับการปราบปราม
เพื่อหารือในการแจ้งความเอาผิดกับเจ้าของรถตู้สีขาว
ตรากงจักร
ทะเบียน 2481 ที่
พล.ต.ขัตติยะ
สวัสดิผล ใช้เป็นพาหนะพา
นายพรวัฒน์
ทองธนบูรณ์
หรือ เคทอง
หลบซ่อน ขณะที่เดินทางเข้ามายังกองปราบปราม
เมื่อวันที่
6 มีนาคมที่ผ่านมา
ในข้อหาใช้ทะเบียนและเอกสารปลอม
เนื่องจากการเข้าตรวจสอบพบว่า
ทะเบียนดังกล่าวเป็นทะเบียนปลอม
แต่หมายเลขทะเบียน
2481 ยอมรับว่ามีอยู่ในสารระบบของ
ขส.ทบ. แต่ใช้อยู่ในหน่วยงานทหารหน่วยอื่นและไม่ใช่ของรถคันดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม
ขส.ทบ.จะต้องตรวจสอบอีกครั้งว่า
เจ้าของรถที่แท้จริงเป็นใคร
เพื่อเรียกตัวมาสอบสวนอีกครั้ง
"ปทีป"ค้านให้ประกันตัว"เสธ.แดง-เคทอง"
หวั่นทำเสียรูปคดี
พล.ต.อ.ปทีป
ตันประเสริฐ
รักษาราชการตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำหนังสือไปยังศาลอาญารัชดาเพื่อขอคัดค้านการประกันตัว
พล.ต.ขัตติยะ
สวัสดิผล หรือ
เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
และนายพรวัฒน์
ทองธนะบูรณ์
หรือ เคทอง
ในข้อหาปลุระดมให้เกิดความวุ่นวายของบ้านเมือง
โดยเฉพาะ พล.ต.ขัตติยะ
ที่มีหลายคดีต้องสอบสวน
หากให้ประกันตัว
จะทำให้เสียรูปคดีได้
เมื่อถามว่า
การกระทำของ
พล.ต.ขัตติยะ
และนายพรวัฒน์
เป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่
พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า
ไม่ถึงขนาดนั้น
แต่การกระทำของ
พล.ต.ขัตติยะ
และนายพรวัฒน์เป็นการปลุกระดมให้เกิดความตื่นกลัว
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้
ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองได้
เมื่อถามว่า
สำนักงานตรวจแห่งชาติมีแนวทางแก้ปัญหาเรื่องการชุมนุมอย่างไร
โดยเฉพาะการเคลื่อนรถอีแต๋นเข้ามาใน
กทม. พล.ต.อ.ปทีป
กล่าวว่า ได้สั่งการให้ตำรวจภูธร
แต่ละกองทัพภาคเข้าเจรจากับแกนนำกลุ่ม
นปช.ในพื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว
ส่วนแกนนำในกรุงเทพมหานครจะมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเข้าเจรจาพูดคุย
โดยเชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือในการเจรจาเป็นอย่างดี
ÍèÒ¹µèÍ......ÃǺ"षͧ"¤ÒöµÙéàʸ.á´§¶Ö§¡Ñº«Õ´ÍéÒ§¤ÅÔ»ºÖéÁ¶Ù¡µÑ´µè͵Ã.äÁèãËé»ÃСѹ
|