| ยูเอ็นชี้รัฐประหารไม่กระทบเศรษฐกิจไทย
มูดี้มั่นใจหม่อมอุ๋ย-จัดให้ไทยยังน่าลงทุน
เมื่อวันที่
29 กันยายน นายโทมัส
เบิร์น รองประธานกรรมการ
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์
เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ
แจ้งยืนยันผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประ
เทศไทยว่าจากการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(คปค.)เห็นว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศได้
โดยเฉพาะการที่คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจชุดดังกล่าวมี
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร
เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)
เป็นประธาน
จะสร้างความเชื่อมั่นในด้านการดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างของภาคธนาคารพาณิชย์ไทย
จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มูดี้ส์ยังเห็นว่า
ปัจจัยทางการเมืองรวมถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่
แต่จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
สำหรับตัวชี้วัดทางด้านการคลังและสถานะด้านต่างประเทศของไทย
ยังคงแข็งแกร่ง
ทำให้มีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดวิกฤติทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหนี้ต่างประเทศได้
และด้วยความแข็งแกร่งดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถดำเนิน
การปฏิรูประบบการเมืองและระบอบประชาธิปไตยได้
ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศในระยะยาว
ไทยยังน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน
ดังนั้น
มูดี้ส์จึงยืนยันระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
ในระดับที่น่าลงทุน
โดยมีแนวโน้มระดับเครดิตที่มีเสถียรภาพ
และยืนยันผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ประเภทต่างๆ
ดังนี้ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท
(Foreign and Local Currency Government Bond Ratings) ที่ระดับ Baa1 อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
(Foreign Currency Country Ceiling) ที่ระดับ
A3 อันดับความน่าเชื่อถือของเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ
(Foreign Currency Deposit Ceiling) ที่ระดับ
Baa1 อันดับความน่าเชื่อถือของเงินฝากสกุลเงินบาท
(Local Currency Deposit Ceiling) ที่ระดับ
Aa2 และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินบาท
(Local Currency Bond Ceiling) ที่ระดับ
Aa2
รายงานข่าวกล่าวว่า
การยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าว
เป็นไปตามผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มูดี้ส์
ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่
24 พ.ค. 2549
ก่อนที่จะมียึดอำนาจของ
คปค. เมื่อวันที่
19 ก.ย. 2549
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ประเภทต่างๆ
เอสแคปเชื่อเศรษฐกิจไทยเติบโต
4.7 %
นายคิม ฮัก ซู เลขาธิการคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (เอสแคป) เปิดเผยว่า เอสแคปยังเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะยังคงการเติบโตสูงต่อไปในระดับ 4.7 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2550 นี้ถ้าหากรัฐบาลที่แต่งตั้งโดย คปค.สามารถรักษาเสถียรภาพภายในประเทศไว้ได้
"หลังจากที่เอสแคปศึกษาผลกระทบหลังการยึดอำนาจครั้งนี้แล้วพบว่าจนกระทั่งถึงขณะนี้ยังไม่เกิดผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย ตลาดหุ้นยังนิ่ง เงินบาทยังมีเสถียรภาพ และการส่งผลกระทบต่อตลาดในระดับภูมิภาคมีจำกัดอย่างมาก ทำให้เอสแคปเห็นด้วยกับการคาดการณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท) ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 4.5%" เลขาธิการเอสแคปกล่าว
สหรัฐตัดงบช่วยทหารเกือบ
24 ล้านดอลลาร์
เมื่อวันที่ 29 กันยายน สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงวอชิงตันว่า นาย ฌอว์น แม็คคอร์แมค โฆษกกระทรวงต่างประเทศ แถลงว่าทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสินใจระงับความช่วยเหลือทางด้านการทหารแก่ไทยเป็นจำนวนเงินเกือบ 24 ล้านดอลลาร์ (ราว 960 ล้านบาท) เพื่อเป็นการประท้วงต่อการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งการตัดความช่วยเหลือเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการตัดความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งขึ้นในประเทศผู้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาจะยังคงความช่วยเหลือด้านสาธารณสุข และความช่วยเหลือตามโครงการอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
รายละเอียดโครงการที่ถูกตัด
เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
เปิดเผยว่า
รัฐบาลกลางสหรัฐฯได้ตัดการให้งบประมาณช่วยเหลือแก่ไทย
คือ งบประมาณปี
2549 ที่สิ้นสุดในวันที่
30 ก.ย.2549 บวกกับเงินตกค้างที่ไทยยังไม่เคยได้เบิกจ่ายในปีก่อนๆ
ซึ่งเป็นเงินที่สหรัฐฯยังไม่ได้จ่ายให้กับไทย
รวมเป็นเงินทั้งหมด
23.82 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ซึ่งประกอบด้วย
1.กองทุนงบประมาณความช่วยเหลือทางทหารแก่ต่างประเทศ
เป็นเงิน 4.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
2.กองทุนงบประมาณการศึกษาและอบรมทางทหารระหว่างประเทศ
0.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
3.กองทุนงบประมาณภายใต้กฎหมาย
National Defense Authorization Act ของสหรัฐฯ
ซึ่งปี 2549 เป็นเงิน 16.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
และ 4.โครงการปฏิบัติการด้านสันติภาพโลก
3.29 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตามสหรัฐ
จะยังคงจัดสรรงบฯ
9.77 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
เพื่อใช้สำหรับการป้องกันการก่อการร้าย
และปราบปรามอาวุธอานุภาพร้ายแรง
และป้องกันโรคระบาด
ส่วนงบฯ ปี
2550
สหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงโครงการการฝึกร่วมผสมทางทหารระหว่างกองทัพไทย
และสหรัฐ หรือคอบร้าโกลด์
ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะจัดสรรช่วยเหลือไทยหรือไม่อย่างไร
นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ถือได้ว่าเป็นการเลือกตัดความช่วยเหลือให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย ทั้งนี้ ขอแย้งสหรัฐว่าการรัฐประ
หารไม่ได้ทำให้ไทยเลี้ยวกลับไปทางเดิม เพียงแต่เป็นการล้มลุกคลุกคลาน ไม่ใช่เริ่มต้นใหม่จากศูนย์
ทางด้านสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันย้ำให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว และระบุว่าจะจับตาการดำเนินการของ คปค.และรัฐบาลชุดใหม่อย่างใกล้ชิด
เชิญทูตสหรัฐเข้าหารือกองบัญชาการคปค.
พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาธิการ คปค. กล่าวถึงกรณีที่ประเทศสหรัฐตัดเงินช่วยเหลือด้านการทหารว่า ประเทศประชาธิปไตยเขาก็มีบทบาทกติกา ขณะนี้ได้พยายามชี้แจง ต่างประเทศก็เข้าใจมากขึ้น แต่มันเป็นกรอบที่กำหนดไว้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คงกระทบเล็กน้อย เรื่องความช่วยเหลือทางการฝึกศึกษาของทางทหาร เป็นจำนวนเงินไม่มากนัก และคงสักระยะหนึ่งเท่านั้น
พล.อ.วินัยเปิดเผยถึงการเชิญนายราฟ บอยซ์ จูเนียร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มาหารือที่ บก.ทบ. วันเดียวกันนี้ว่า นายบอยซ์มาพบตน เพราะต้องการความชัดเจนและเหตุผลที่แท้จริงของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะได้ไปอธิบายกลับไปยังวอชิงตัน ดี.ซี. และหลังจากรับฟังคำชี้แจงแล้วก็เข้าใจ
"นายบอยซ์เข้าใจเหตุการณ์ในบ้านเรามากๆ และเห็นใจ แต่ในฐานะที่เป็นผู้แทนรัฐบาลที่อยู่ในไทย หน้าที่คือส่งข้อมูลข้อเท็จจริงรวมทั้งประเมินในสายตาของตัวเองให้กับรัฐบาลสหรัฐ ก็ต้องคอยดูท่าทีสหรัฐต่อไป สัปดาห์หน้านายบอยซ์จะเดินทางกลับไปสหรัฐ เพราะมีการประชุมเอกอัครราชทูตทั่วโลก" พล.อ.วินัยกล่าว
เมื่อถามว่า สหรัฐมีข้อห่วงใยที่อยากได้รับการชี้แจงเรื่องใดบ้าง พล.อ.วินัยกล่าวว่า มีการถามเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวว่าเป็นอย่างไร และห่วงใยว่า คปค.มีเจตนาสืบทอดอำนาจต่อไปหรือไม่ ตนบอกไปว่า เมื่อ คปค.ปฏิบัติภารกิจหน้าที่ตรงนั้นเสร็จสิ้น ก็จะเป็นเพียงการดูแลให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย คอยให้รัฐบาลใหม่มาปฏิบัติหน้าที่ในการเตรียมร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
อ่านต่อ.....ตั้ง
4 กลุ่มที่ปรึกษา-ผู้ว่าธปท.ด้านเศรษฐกิจ"มิ่งขวัญ"และบอร์ดอสมท.ยกทีมลาออก
|