| ทักษิณออกรายการคุยกับประชาชนโวยสื่อเชื่อ
คนยุยงปลุกปั่นออกตัวไม่ได้ต่อว่าคนกรุงเทพฯ
ทักษิณ ชินวัตร
เสียดายคนกรุงเทพฯ มีการศึกษาแต่ไปเชื่อคนไม่ดี พูดจาเลอะเทอะ ขอความเป็นธรรมสื่อให้เป็นกลาง ไม่ต้องเชียร์ไม่ต้องชม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ในรายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชนทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่า การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมากที่คนไทยต้องเข้าหาแหล่งข้อมูล พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องกาลามาสูตร ไม่ให้เชื่อใครง่ายๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือว่าเราไม่มีข้อมูลอะไร ใครพูดอะไร บางทีคนพูดเก่งก็ไปเชื่อ
"ผมก็เลยบอกว่าน่าเสียดาย ผมคิดว่าระบบข้อมูลนี่จะทำให้คนมีความเข้าใจ มีความรู้อะไรดีขึ้น เพราะน่าเสียดายคนกรุงเทพฯบางคนที่มีการศึกษา อันนี้ผมพูดอย่างนี้ บางคนที่มีการศึกษายังไปเชื่อคนซึ่งไม่ค่อยดี พูดอะไรเลอะเทอะ อันนี้ผมก็พูดแค่สั้นๆ ผมเสียใจจริงๆ สื่อหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับขาประจำ ก็มาเขียนว่า ผมว่าคนกรุงเทพฯ ผมบอกว่าขนาดคนอยู่กรุงเทพฯ คนเรียนหนังสือดี บางคนไปเชื่อน่าจะตรวจสอบข้อมูลก่อน จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องหนี้สิน ไม่ได้ดูตัวเลข ไม่ได้ดูอะไรเลย ไปเชื่อคนที่ยุยงปลุกปั่น"
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เวลานี้ทำอะไรก็ถูกว่าหมด เลยต้องระวัง พูดอะไร ทำอะไรก็ถูกกล่าวหาไปหมด มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เคารพประชาชน ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ "ผมขอเล่าให้ฟังว่า บางทีส่วนนี้ ผมไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมกับสื่อบางฉบับ หรือบางคอลัมน์ บางฉบับก็ดี แต่บางคอลัมน์แย่ เพราะเป็นขาประจำ ผมเลยทำอะไรผิดหมด ซึ่งต้องขอร้องว่าช่วยกรุณาให้ความเป็นธรรม ไม่ต้องเชียร์ไม่ต้องชม แต่ขอให้เป็นกลาง" นายกฯกล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เดินทางไป 3 จังหวัด ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด เพื่อไปติดตามงานตามนโยบายของรัฐบาล สำหรับ จ.ร้อยเอ็ด เคยไปดูการแก้ปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการเพื่อเป็นข้อแนะนำให้แก่อำเภอต่างๆ เอาไปประยุกต์ใช้ ไม่ใช่ลอกเลียนแบบ ที่ อ.อาจสามารถ การไปเที่ยวนี้ต่างกับที่เคยไป มีกระตือรือร้นทั้งคนทั่วไป ข้าราชการ และองค์กรปกครองท้องถิ่น เพราะนึกว่าเรื่องความยากจนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่พอได้เข้าไปทำ และหลายครอบครัวหายจนแล้ว หลายครอบครัวอยู่ระหว่างการที่ปรับตัว แต่ว่ามีความหวัง
"อยากเรียนว่า ปัญหาความยากจนเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องเอาใจใส่ และต้องเข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่บอกว่าจะแก้ปัญหาความยากจนแล้วมันแก้ได้เลย ได้ตรวจสอบนายอำเภออาจสามารถได้ใช้เงินแก้ปัญหาความยากจนไปเท่าไหร่ ปรากฏว่ายังใช้ไปไม่มาก คำนวณให้ดูว่า 250 ล้านบาทต่ออำเภอ 800 อำเภอก็สองแสนล้าน ผมต้องการให้เห็นวิสัยทัศน์ว่า ถ้าเรามองไปข้างหน้าว่าจะแก้ปัญหาความยากจนแบบนี้ จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ และเงินเหล่านี้จะมาจากไหน เงินเหล่านี้จะกลับไปคืนได้อย่างไร" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า แสดงให้เห็นถึงว่าถ้าเศรษฐกิจดี ถ้าคนจนต่างจังหวัดมีรายได้ ก็ใช้จ่าย ซื้อของที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ เป็นสินค้าที่ผลิตจากกรุงเทพฯ ขายเสร็จเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์ รัฐใช้เงินภาษีนี้ไปพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาความยากจนคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อให้เกิดกำลังซื้อเกิดความสามารถในการใช้จ่าย เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดความอบอุ่นของครอบครัว อันนี้สิ่งนี้ก็เลยเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าไม่เกินความสามารถเป็นสิ่งที่ทำได้" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
ทางด้านสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แถลงถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุสื่อไม่ให้ความเป็นธรรมและมีความไม่เป็นกลางว่า คำกล่าวนี้อาจทำให้ประชาชนเข้าใจไขว้เขว พ.ต.ท.ทักษิณควรย้อนดูตัวเองว่านายกรัฐมนตรีนั้นถือเป็นบุคคลสาธารณะ มีสถานะเป็นผู้นำประเทศ จะต้องได้รับการตรวจสอบทุกย่างก้าว จะต้องตอบคำถามทุกคำถามที่สังคมสงสัย
การเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มชินวัตร
กลุ่มชินวัตรมีบริษัทในเครือที่สำคัญคือ
บริษัทชินคอร์ปเรชั่น
จำกัด (มหาชน)
ประกอบธุรกิจที่จำแนกเป็นสายธุรกิจได้
4 สาย และมีบริษัทสำคัญในแต่ละสายธุรกิจ
คือ 1.สายธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย
ได้แก่บริษัทแอดวานซ์
อินโฟร์ เซอร์วิส
จำกัด (มหาชน)
2.สายธุรกิจสื่อสารดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ
ได้แก่ บริษัท
ชินแชทเทลไลท์
จำกัด(มหาชน)
3. สายธุรกิจสื่อและโฆษณา
บริษัท ไอทีวี
จำกัด (มหาชน)
และ4.
สายธุรกิจอิเลคทรอนิกส์และธุรกิจอื่นๆ
ได้แก่ บริษัทเทเลอินโฟ
มีเดีย จำกัด(เดิมชื่อชินวัตร
ไดเร็คทอรี่ส์
จำกัด) ทำธุรกิจพิมพ์และเผยแพร่สมุดโทรศัพท์
White Pagesและ Yellow
Pages,บริษัท ไทยแอร์เอเชีย
จำกัด ดำเนินธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ
และบริษัท
แคปปิตอล โอเค
จำกัด ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อผู้บริโภค
สำหรับการใช้อำนาจรัฐภายในประเทศ
มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่านายกฯทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อนดังนี้
วันที่
21 ม.ค.2546 ครม.มีมติออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรสามิต
พ.ศ.2537 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตกับผู้รับสัมปทานโทรคมนาคม
แทนการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้แก่รัฐ
ทำให้บริษัทแอดวานซ์
อินโฟร์ เซอร์วิส
จำกัด (มหาชน)
ได้รับผลประโยชน์จากการแปรค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
วันที่
19 พ.ย.2546 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ)มีมติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียม
"ไอพีสตาร์"
ของบริษัทชินแซทฯ
โดยให้การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
เฉพาะรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ
เป็นระยะเวลา
8 ปี ทำให้ชินแซทฯ
ได้รับการยกเว้นภาษีครั้งนี้สูงถึง
16,459 ล้านบาท
วันที่
14 ธ.ค.2546 กระทรวงคมนาคมให้สิทธิการใช้สนามบินแก่สายการบินราคาถูกและเลิกการคุมค่าโดยสารขั้นต่ำ
3.8 บาทต่อกิโลเมตร
ทำให้บริษัทไทยแอร์เอเชียและบริษัทโลว์
คอส แอร์ไลน์ได้ผลประโยชน์ต่อนโยบายนี้
วันที่
30 ม.ค. 2547 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้สำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
(สปน.) ปรับลดค่าสัมปทานกับไอทีวี(ITV)
เป็นเงิน
20 ล้านบาท พร้อมมีคำสั่งให้
สปน.ปรับลดค่าสัมปทานให้ไอทีวี
เหลือปีละ
230 ล้านบาท ทำให้ไอทีวีได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่า
17,000 ล้านบาท
ประมาณกลางปี
2547 ครม.มีมติอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า
(Ex-Im Bank)ออกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้รัฐบาลพม่า เพื่อทำสัญญาขอใช้บริษัทดาวเทียมไทยคมกับบริษัทชินแซทฯ วิธีการนี้รัฐบาลไทยต้องค้ำประกันความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ให้กับพม่า เป็นการโอนภาระของ
ชินแซทฯ ในฐานะคู่สัญญาโดยตรงมาให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบ
วันที่
20 ม.ค.2549 ประกาศใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม
พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่
2 โดยแก้ไขให้คนต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน
49% ซึ่งเดิมระบุว่าให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน
25% อีกทั้งตัดเงื่อนไขเรื่องสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ออกทั้งหมด กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่
21 ม.ค. 2549 ก่อนที่ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์จะขายหุ้น
73,300 ล้านบาทให้กับเทมาเส็ก
โฮลดิ้งส์ของสิงคโปร์เพียง
2 วัน คือวันที่
23 ม.ค.2549
ข้างต้นคือการแก้กฎหมายในประเทศเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มชินวัตรที่เห็นได้เด่นชัด
ยังไม่นับรวมกฎหมายลูกอื่นๆ
ที่ออกมาอีกจำนวนมาก
และไม่รวมการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มพวกพ้องของทักษิณ
นี่คือระบอบทักษิณที่กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว
รัฐบาลที่ผ่านๆมาทำกับประเทศชาติเช่นนี้หรือไม่
?
อ่านบทความพิเศษจากมติชนสุดสัปดาห์
http://www.matichon.co.th/
อ่านต่อ.....ศาลลงโทษจำคุก
8 ผู้สนับสนุนกกต. ชูวิทย์พ้นคุกรอการกำหนดโทษ
|