| ศาลอาญาไม่อนุมัติหมายจับ 7 แกนนำพันธมิตรฯ
เหตุผลรัฐธรรมนูญ
ม.44 มีเสรีภาพชุมนุมโดยสงบ
ช่วงบ่ายวันที่
1 กันยายน ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอำนวย ธันธรา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และองค์คณะผู้พิพากษา มีคำสั่งให้ยกคำร้องของ พล.ต.ต.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.)
ไม่อนุมัติให้ออกหมายจับ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ว่าที่ ส.ว.กทม. นาย สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรเพื่อประชาชนประชาธิปไตย นายสุวิทย์ วัดหนู สมาชิกองค์กรสลัมเพื่อประชาธิปไตย นายอวยชัย วะทา ประธานเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูภาคอีสาน นายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (สร.กฟน.) และรองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย
นายศิริชัย
ไม้งาม เลขาธิการสมาพันธ์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ(สรส.)
และนายไชยวัฒน์
สินสุวงศ์
นักเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน
7 ผู้ต้องหาคดีก่อให้เกิดความไม่สงบในราชอาณาจักร
มั่วสุมกันตั้งแต่
10 คนขึ้นไปเพื่อกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
ตามประมวลกฎหมายอาญา
ม.116,215 และ 216 ที่ร่วมกับ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับพวก
ชุมนุมปราศรัยตามสถานที่ต่างๆ
ระหว่างวันที่
9 กุมภาพันธ์
30 มีนาคม
2549
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งการจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้เว้นแต่อาศัยอำนาจในกฎหมายเฉพาะกรณีการชุมนุมในที่สาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างภาวะสงคราม หรือเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือใช้อัยการศึก ตามรัฐธรรมนูญ ม.44 ซึ่งการใช้สิทธินั้นต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฎิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ม.28 วรรค 1
นอกจากนี้ บุคคลยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารด้วยวิธีอื่น ซึ่งการจะจำกัดเสรีภาพนั้นจะทำไม่ได้เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ม.39 วรรค 1
โดยการชุมนุมปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.116, 215 และ 216 หรือไม่ต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ประกอบคำปราศรัยของแต่ละคนซึ่งได้ความจาก พล.ต.ต.ชัชวาลย์ ผู้ร้องว่า แกนนำพันธมิตรฯ มี 5
คน คือนายสนธิ, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายพิภพ ธงไชย, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ โดยการชุมนุมใช้วิธีการพูดและปลุกระดม อาจทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นายสุริยะใส กับพวกรวม 7 คน ไม่ได้เป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และการชุมนุมปราศรัยของบุคคลดังกล่าวก็ไม่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง ดังนั้นถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ ม.44 วรรค 1
นอกจากนี้ การพิจารณาถึงเจตนาของผู้ขึ้นปราศรัยบนเวทีเห็นว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่จะชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาต่อผลอย่างไร โดยการพิจารณาถ้อยคำต้องดูข้อความโดยรวมทั้งหมด ไม่ใช่จับมาฟังเฉพาะคำใดหรือข้อความใดข้อความหนึ่งเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงข้อความที่นายสุริยะใสฯ นายอวยชัย นายเพียร นายสุวิทย์ นายไชยวัฒน์ และนายศิริชัย เห็นว่ามีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์ และโจมตีนโยบายการบริหารงาน รวมทั้งจริยธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เป็นบุคคลสาธารณะ เพื่อเรียกร้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งแม้จะมีการใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ขาดความเคารพยำเกรง แต่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนที่จะเป็นการก่อความไม่สงบในราชอาณาจักร โดยหากมีบุคคลภายนอกถูกละเมิดสิทธิหรือได้รับความเสียหายก็ย่อมสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว
สำหรับคำปราศรัยของ น.ส.รสนา เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2549 ที่ผู้ร้องนำแผ่นวีซีดีบันทึกภาพและเสียงมีข้อความตอนต้นมุ่งวิพากษ์วิจารณ์โจมตีนโยบายการบริหารงาน รวมทั้งจริยธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เป็นบุคคลสาธารณะ เพื่อเรียกร้องลาออกจากตำแหน่ง และตอนท้ายระบุว่า "...ขอให้พวกเราทำการต่อต้าน ประการที่ 1 ขอให้ต่อต้านสินค้าของ บริษัทชินคอร์ปฯ ทุกชนิด เลิกใช้เอไอเอส เลิกกินเนสกาแฟ เลิกเข้าเซเว่น-อีเลฟเว่น เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ของซีพี สินค้าทุกชนิดเลิกใช้มันให้หมด แล้วถ้ายังไม่ไป มาตรการต่อไปคือการเลื่อนจ่ายภาษี ไม่จ่ายภาษี...และถ้าทักษิณ ยังไม่ออกเราทุกคนต้องนัดหยุดงานกันรวมกันทั้งประเทศ พี่น้องพร้อมมั้ย ไม่จ่ายภาษีดีมั้ย เลิกหยุดงานดีมั้ย มันต้องออกไป..."
โดยเมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่า น.ส.รสนามีเจตนาให้ผู้ชุมนุมต่อต้านสินค้าของบริษัทเอกชนบางราย ส่วนการเลื่อนจ่ายภาษีและการหยุดงานเป็นมาตรการต่อไปที่อาจนำมาใช้เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งได้ความจาก พล.ต.ต.ชัชวาลย์ ผู้ร้องว่า หลังจากวันที่ 5 มีนาคม น.ส.รสนาขึ้นเวทีปราศรัยอีก 3-4 ครั้ง แต่ไม่มีการพูดถึงการไม่จ่ายภาษีแต่อย่างใด จึงเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า การปราศรัยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม น.ส.รสนา ไม่ได้มีเจตนาจะยุยงส่งเสริมให้ประชาชนไม่เสียภาษีอาการแก่รัฐ หรือการนัดหยุดงานที่เป็นการล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน
เมื่อผู้ร้องยังไม่มีหลักฐานตามสมควรว่า นายสุริยะใส กับพวกรวม 7 คน น่าจะได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.116, 215 และ 216 จึงไม่มีเหตุเพียงพอที่ศาลจะออกหมายจับได้ตามคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.66 สำหรับข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม.108, 114 และ 148 พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ม.19, 39, 54 และ 57 และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 ม.4 และ 9 นั้น เห็นว่ามีโทษปรับสถานเดียว
เมื่อปรากฎว่าผู้ต้องไม่หลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ประกอบกับหมายเรียกผู้ต้องหาของผู้ร้องระบุเพียงว่าร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.116 เท่านั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องได้มีหมายเรียกผู้ต้องหาไปรับทราบในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ทั้งสามฉบับดังกล่าว ดังนั้นจึงชอบที่ผู้ร้องจะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ต้องหาใหม่ได้ แต่ในชั้นนี้ศาลเห็นสมควรให้ยกคำร้องขอออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งเจ็ด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ พล.ต.ต.ชัชวาลย์ ผู้ร้องขออนุมัติหมายจับนำคณะพนักงานสอบสวนเข้าฟังคำสั่งศาลด้วยตัวเอง ส่วนฝ่ายผู้ต้องหามีเพียง น.ส.รสนา และนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ และผู้ให้กำลังใจประมาณ 10 คนร่วมฟังคำสั่งของศาล ส่วนผู้ต้องอื่นๆ อีก 6 คนไม่ได้ เข้าร่วมรับฟังคำสั่ง
ภายหลัง น.ส.รสนา กล่าวว่า รู้สึกดีใจ ที่ศาลยกฟ้อง เพราะการที่พนักงานสอบสวน ตั้งข้อหา กบฎล้มล้างการปกครองนั้นเป็นรุนแรงเกินไป จึงไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก จึงต้องการให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ให้ใช้อำนาจอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต้องเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้ฝ่ายการเมือง ซึ่งก็พบว่าวันนี้ศาลให้ความเป็นธรรม
"คดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานว่าต่อไปพนักงานสอบสวนจะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ แต่ต้องเอื้ออำนวยให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 76 ที่ระบุว่ารัฐจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์ทางการเมือง ไม่ใช่การมารังแกประชาชน และหากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกอีกครั้ง ก็ยืนยันว่าจะไม่ไปพบจะขอสู้คดีต่อไป" น.ส.รสนา กล่าว
นายสุริยะใส
กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กล่าวถึงเรื่องนี้
ว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ
ยึดกรอบรัฐธรรมนูญ
มาตรา 44 ซึ่งเป็นการชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธ
และข้อกล่าวหาของทางพนักงานสอบสวนนั้นไม่มีหลักฐานอันสมควร
แม้ว่าทางตำรวจพยายามรวบรวมสารพัดหลักฐานทั้งวีซีดีการชุมนุม
การถอดคำปราศรัย
คำสัมภาษณ์ของผู้ต้องสังสัยทั้ง
7 คน รวม 77 แผ่น
ยื่นประกอบคำร้องขออนุมัติหมายจับ
แต่ศาลก็ยังเห็นว่าหลักฐานไม่มีน้ำหนัก
ฉะนั้น แม้ทางตำรวจจะสามารถไปรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมแล้วมายื่นขออนุมัติหมายจับ
เราก็ไม่หวั่นไหวอะไร
เพราะเชื่อว่าพวกเราเคลื่อนไหวโดยสุจริตใจ
และยึดกรอบรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด
"ถ้าตำรวจจะออกหมายเรียกอีกโดยส่วนตัวผมจะไม่ไปรายงานตัวอีกเช่นเดิม
ถ้าตำรวจจะขอหมายจับก็พร้อมชี้แจงต่อศาลอีกครั้ง
โดยเฉพาะข้อหาความผิดตาม
พ.ร.บ.จราจร ถ้าจะออกหมายเรียกนั้นต้องออกหมายเรียกพ.ต.ท.ทักษิณด้วย
เพราะนั่งรถไม่มีป้ายทะเบียน
ผมอยากจะอุทธรณ์มโนสำนึกไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า
อย่าตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองเล่นงานกลั่นแกล้งประชาชนผู้บริสุทธิ์
เพราะสุดท้ายตำรวจอาจจะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
และจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง"นายสุริยะใสกล่าว
ผู้ประสานงานพันธมิตร
กล่าวอีกว่า
จากคำสั่งศาลครั้งนี้ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญได้รับการคุ้มครอง
ทำให้ระบบกฎหมายของประเทศศักดิ์สิทธิ์มีเหตุมีผล
และพันธมิตรฯ
มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหวต่อไป
โดยเฉพาะการเตรียมการชุมนุมใหญ่ในเร็ววันนี้จะต้องเดินหน้าต่อไป
และผลจากคำสั่งศาลครั้งนี้อาจทำให้คดีของ
5 แกนนำ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปด้วย
เพราะเป็นข้อหาและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน
และ 5 แกนนำก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
ยึดแนวทางสันติวิธีและอหิงสธรรม
และในส่วนของพรรคไทยรักไทยอย่าออกมาขู่ถ้าเห็นว่าผิดกฎหมายก็ให้ดำเนินคดีได้เลย
เพื่อจะได้ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูกและจะได้เป็นบรรทัดฐานต่อไป
อ่านต่อ.....ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง"นายกฯ
พักร้อน" 2 คดีรวด-อ้างเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
|