อัษฎา ชัยนาม
สุรพงษ์ ชัยนาม
 

กษิต ภิรมย์

 

3 อดีตทูตไทยแฉรัฐบาลทักษิณเจรจาต่างชาติมีผลประโยชน์ทับซ้อน

สามอดีตเอกอัครราชทูตไทยขึ้นเวทีกู้ชาติ แฉแหลก! สถานทูตไทยในเขมรถูกเผาเพราะความเลวของรัฐบาล  อัด “ทักษิณ”เจรจาการค้าเพื่อผลประโยชน์ตัวเองล้วนๆ ระบุ“สุรเกียรติ์” กะล่อน-โกหก-สร้างภาพรังแกข้าราชการหวังแต่จะเป็นเลขาฯ ยูเอ็นทั้งที่ไม่มีความหวังแม้แต่นิดเดียว

เมื่อเวลาประมาณ 22.00 . เวทีปราศรัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณแยกมิสกวัน ถนนราชดำเนิน ได้จัดรายการพิเศษ “ไทยในสายตาชาวโลก” โดยมี ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีอดีตเอกอัครราชทูตไทย 3 ท่าน ได้แก่นายอัษฎา ชัยนาม, นายกษิต ภิรมย์ และนายสุรพงษ์ ชัยนาม เป็นผู้อภิปราย

“ทักษิณ” อยู่ภาพลักษณ์ไทยในสายตาต่างชาติตกต่ำย่ำแย่

นายสุรพงษ์ ชัยนาม เห็นว่า ภาพการชุมนุมของประชาชนที่รวมพลังกันขับไล่นายกฯ ครั้งนี้ สะท้อนให้ต่างชาติเห็นว่าชาวไทยมีความตื่นตัว และรู้ว่าความหมายของประชาธิปไตยคืออะไร “ประชาธิปไตยคือความขัดแย้งทางความคิด คือการที่ประชาชนมีสิทธิที่จะถอดถอนผู้นำที่ไร้จริยธรรมได้ ... ที่ใดที่สังคมไม่มีความขัดแย้งเลย สังคมนั้นเป็นเผด็จการครับ เพราะฉะนั้นต่างประเทศมองเราอย่างไร เขาเห็นแล้วว่าไทยมีประชาธิปไตย มีประชาชนที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบ ในระยะยาวแล้วมีความเข้มแข็งประชาธิปไตย มีสิทธิงอกงามในประเทศ”

นายกษิต ภิรมย์  เห็นว่า หาก ...ทักษิณยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อไป ประเทศไทยในสายตาต่างชาติจะยิ่งเสียหายหนักกว่านี้ เพราะตัว ...ทักษิณนั้นสอบตกเรื่องธรรมาภิบาลไปแล้ว “สังคม ไทยแตกเป็นสองส่วนแล้ว นายกฯ ในสังคมที่แตกแยกเป็นขาว-ดำ เป็นนายกฯไม่ได้ ในประเทศศิวิไลซ์อื่นๆ นั้น ใครเป็นนักการเมืองแล้วยังบรรเลงธุรกิจครอบครัวอยู่ต้องลาออก วินาทีนั้น เลย ... ประเทศอื่นเขารังเกียจ แต่เขารักษามารยาท เขาไม่พูด เขาคิดอยู่ในใจ”

ไม่เห็นหัวชาวบ้าน คิดถึงแต่ประโยชน์ตัวเอง

นักการทูตทั้ง 3 คนระบุว่า รัฐบาล ...ทักษิณ ชินวัตร ดำเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไม่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ อีกทั้งไม่คิดถึงเศรษฐกิจรากหญ้าและกลุ่มผู้ยากไร้ที่เสียประโยชน์จากข้อตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ นอกจากนี้ นโยบายการต่าง ประเทศที่ไม่มีความแน่นอนยังสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์กับต่างประเทศด้วย

       นายอัษฎา ชัยนาม กล่าวว่า ...ทักษิณ เป็นตัวอย่างของนักธุรกิจ ที่อย่างไรเสียก็เป็นนักธุรกิจอยู่ตลอดเวลา การเจรจาตกลงใดๆ กับต่างประเทศแต่ละครั้งก็มองเห็นแต่พรรคพวกของตัวเอง ให้ความสำคัญแต่ผลประโยชน์ของบริษัทใหญ่ๆ ไม่เคยคำนึงถึงกลุ่มรากหญ้า แม้แต่ผู้ที่ส่งไปเจรจาข้อตก ลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ก็ตั้งคนที่ไม่มีความรู้เพียงพอไป ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งที่เรื่องเอฟทีเอไม่ใช่เรื่องของการค้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับสังคมและความมั่นคงด้วย

 “ตอนเจรจาเรื่องโทรคมนาคม รัฐบาลไทยบอกเลยว่าต้องการใช้กฎของ WTO (องค์การการค้าโลก) ซึ่งยากและให้ประโยชน์ต่อเรา แต่เรื่องอื่นเขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เจรจาไปก็แพ้ตลอด เห็นได้ชัดว่าถ้าเป็นผลประโยชน์ของตัวเองเขาจะรักษา แต่ประโยชน์ของประชาชนไม่เคยสนใจ” นายอัษฎา กล่าว

 นายกษิตสนับสนุนว่า นโยบายเอฟทีเอของไทยที่ไปเจรจากับญี่ปุ่น และสหรัฐฯ เป็นการดำเนินนโยบายที่ชักเข้าชักออก ไม่มีแน่นอนในการดำเนินการ ไม่มีการเตรียมการ ไม่มีทิศทาง การทำงานแบบผิวเผิน ทำให้ขาดความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ “สิ่งที่ขาดคือการเตรียมการการศึกษาเรื่องต่างๆ การประสานงานในหน่วยราชการ ในการเจรจาเอฟทีเอโดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ยังไม่มีเอกสารเจรจากลางที่อยู่ในมือของคณะเจรจาร้อยคน แต่ละคนก็ว่ากันไป พอคณะกรรมาธิการต่างประเทศขอดูก็ไม่มีให้ดู ฝ่ายข้าราชการก็ไม่ได้บอกประชาชน ไม่ได้บอกผู้แทนรัฐสภา”

นายอัษฎา ระบุด้วยว่า ระบบโลกาภิวัตน์ให้ประโยชน์ต่อประเทศที่เข้มแข็ง ประเทศที่พัฒนาแล้ว “ในสหประชาชาติ ประเทศกำลังพัฒนาจึงรวมตัวกันต่อรองกับประเทศที่เข้มแข็ง เพื่อเราจะได้สู้กับระบบโลกาภิวัตน์ จะได้ต่อสู้กับบริษัทใหญ่ๆ ได้ แต่แทนที่เราจะร่วมกับยูเอ็น เราไม่ ท่านนายกกลับพูดว่า 'ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ' นี่ล่ะทัศนะของรัฐบาลนี้มองอะไรไม่เป็น มองอย่างเดียวคือจะส่งเสริมบริษัทใหญ่ๆ ให้เข้มแข็งเท่านั้นเอง”

ขณะที่ นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่นายกฯ เคยตำหนิว่าฝ่ายที่คัดค้านเป็นพวกไม่รู้เรื่องโลกาภิวัตน์ว่า “ผมว่าท่านนั่นแหละที่ไม่เข้าใจโลกาภิวัตน์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ประชาชนต้องเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่รัฐบาลเป็นที่ตั้ง เอฟทีเอรัฐบาลไทยรักไทยไม่ได้เอาความรู้สึกของประชาชนเป็นที่ตั้ง อันนี้มีปัญหา จริงๆ ต้องผ่านการเห็นชอบ มีการอภิปรายในรัฐสภา รู้ทั้งบวกทั้งลบ ให้ประชาชนทำประชาพิจารณ์ โลกาภิวัตน์คือการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รักพม่า หาเรื่องมาเลเซีย-กัมพูชา

นายอัษฎากล่าวถึงการเดินทางของนายกฯ ไปยังต่างประเทศว่า เดินทางมากแต่ส่วนใหญ่จะเพื่อสร้างภาพ ไม่ได้ทำอะไรเท่าไร มีบางครั้งที่ผิดปกติเช่นไปอินเดีย 2 ครั้ง เรื่องดาวเทียมให้เช่า และไปเจอกับรัฐบาลพม่าที่เวียดนาม หลังจากนั้นก็ตามมาพบกับนายกฯพม่า ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องผลประโยชน์ตัวเอง พรรคพวก ไม่ใช่เพื่อคนไทย

นายกษิตกล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลไทยในเวทีโลกว่า รัฐบาลนี้ชอบทำในสิ่งที่ประชาคมโลกไม่สบายใจ แม้กระทั่งกลุ่มประเทศอาเซียนยังข้องใจว่าทำไมไทยจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารพม่าเหลือเกิน นั่นเพราะ ...ทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ พล..ขิ่นยุ้นต์มากมาย แต่ถือว่าแทงม้าผิดตรงที่ พล..ขิ่นยุ้นต์ อยู่ในอำนาจได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง “การดำเนินนโยบายต่างประเทศของเราควรสะท้อนความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายกับพม่า แต่เรากลับไปมั่วสุมตลอด เพราะผู้นำของเรามีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งที่รัฐบาลพม่าไม่มีใครอยากคบในโลกนี้ แต่เราเป็นรัฐเดียวที่รักและทะนุถนอมอยู่ตลอด”

ทั้งนี้ นายอัษฎาแฉว่า รัฐบาลไทยต้องการให้พม่ายืมเงิน 4,000 ล้าน แต่ติดที่ระเบียบของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ซึ่งระบุว่าการให้เงินกู้แก่ต่างชาติจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เชื่อถือได้ของประเทศนั้นๆ เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งกรณีการกู้ยืมนี้ทางรัฐบาลกด ดันให้ใช้บริษัทอินเทอร์เน็ตเล็กๆ ซึ่งมูลค่าไม่กี่ล้านบาทของลูกชาย พล..ขิ่นยุ้นต์ เป็นผู้ค้ำประกัน แต่โชคดีที่นายสถาพร ชินะจิต ผู้อำนวยการใหญ่ของเอ็กซิมแบงก์ ไม่ยอม  ภายหลังจึงต้องเจรจาใหม่ให้กระทรวงการคลังของพม่าเป็นผู้ค้ำประกัน มิเช่นนั้นประเทศไทยก็คงสูญเงิน 4,000 ล้าน ตอนที่บริษัทของลูกชาย พล..ขิ่นยุ้นต์ ถูกกระทรวงกลาโหมยึดเมื่อผู้เป็นบิดาสิ้นอำนาจ

ด้านความสัมพันธ์กับมาเลเซีย นายสุรพงษ์ให้ความเห็นว่า ก่อนหน้านี้สองประเทศมีความ สัมพันธ์เป็นพิเศษมาหลายสิบปี ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลังมีต้นตอจากนโยบายของพ...ทักษิณ เนื่องจากการไม่ยอมรับความแตกต่างความหลากหลายของสังคมไทย “ทักษิณชอบเอามาเลเซียเป็นแพะ บอกว่าในกลันตันมีแหล่งพักพิง แหล่งฝึกโจรแบ่งแยกดินแดน การกล่าวว่าเพื่อนบ้านโดยไม่มีหลักฐาน ในทางการเมืองระหว่างประเทศจะไม่ทำกัน ทั้งนี้อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีรัฐมนตรีต่างประเทศที่อ่อนหัด คอยประจบประแจง เหมือนคนใช้ อวดดี ชอบเจรจาผ่านหนังสือพิมพ์แทนที่จะเจรจาเงียบๆ นั่นก็คือ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย”

นายกษิต กล่าวเสริมว่า ไทยดำเนินนโยบายกับประเทศเพื่อนบ้านเสมือนว่าเราเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ “อย่างตำแหน่งผู้สมัครเลขาฯ ยูเอ็น เราเข้าไปบีบบังคับประเทศอาเซียนให้รับคนของเรา ทำตัวเป็นนักเลง กรณีที่มาเลเซียเป็นไปได้ว่า เราอาจจะไปแทรกแซงกิจการภายใน อาจจะจ่ายเงินไปสักก้อนสองก้อน แล้วพอมาพูดจาที่ไม่ไพเราะก็เกิดอาการโกรธเกรี้ยว ไม่ไว้หน้า แล้วเหยียดหยามเขา โดยไม่มองความสัมพันธ์อันยาวนาน”

ส่วนกรณีที่ส่งผลให้เขมรเจ็บแค้นไทย นายสุรพงษ์เล่าให้ฟังว่า ก่อนนายกฯ จะก้าวขึ้นมามีอำนาจ มีธุรกิจมือถือและการสื่อสารในเขมร ได้พยายามสร้างอาณาจักรตนเองในเขมร ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาคาใจนายกฯ ฮุนเซน ในปัจจุบันคือเมื่อประมาณ 7-8 ปีมาแล้วได้เกิดรัฐประหารขึ้น ซึ่งนายฮุนเซนเชื่อว่า ...ทักษิณมีส่วนสนับสนุนการเงินให้กับนายพลสิงสองที่พยายามก่อรัฐประหารดังกล่าว เนื่องจากไม่ชอบใจที่รัฐบาลกัมพูชาลดสัมปทานไอบีซี จาก 99 ปี เหลือ 30 ปี ซึ่งมี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็นผู้ดูแล

นายกษิต กล่าวเสริมว่า “นอกจาก นพ.พรหมินทร์ จะเป็นผู้จัดการชินคอร์ปในเขมร ยังมีอีก 2 คนที่สนิทกับฮุนเซน ก็คือนายพันศักดิ์(วิญญรัตน์) กับนายสุรเกียรติ์ 2 คนนี้ใช้ความสนิทสนมมาตลอด เวลาก่อนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลนี้ช่วงที่ไทยรักไทยก่อตัวไทยประมาณ 1 ปี นายสุรเกียรติ์เปรียบเสมือนรัฐมนตรีเงา อ้างว่าส่งไปเพื่อทำความรู้จัก ทำให้เกิดความสงสัยว่าจะไปปูทางเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คงจะคิดว่าเราซื้อฮุนเซนได้และจะปฏิวัติเขาด้วย เลยถูกสอนมวยด้วยการเผาสถานทูต

“รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่คุยโม้ที่สุดว่าซี้กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่พบว่ามีปัญหามากที่สุด และในประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยถูกเผาเลย เสียศักดิ์ศรีที่สุดแถมยังมีการให้เงินด้วย ได้ยินมาเป็นเงินมากกว่า 100 ล้านบาท ... ทำไมสมบัติเราอยู่ในเขมรถูกเผา ก็เพราะผู้นำเราทำไม่ดี!” นายสุรพงษ์ กล่าว

ยุคมืดกระทรวงต่างประเทศ โกงกันไกลถึงอเมริกา

นายกษิตเล่าให้ผู้ชุมนุมฟังถึงการคัดเลือกสถานที่เพื่อทำ “ไทยแลนด์พลาซ่า” เป็นศูนย์กลางการขายสินค้าโอทอปในนครนิวยอร์กว่า สมาคมนักธุรกิจไทยที่นิวยอร์กคัดค้านการเช่าอาคารที่ทางรัฐบาลเลือกมาตั้งแต่ต้น โดยตัวนายกษิตเองส่งโทรเลขมาแสดงความไม่เห็นด้วยที่ประเทศไทยหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากเห็นความผิดปกติว่าอัตราเช่าต่อตารางฟุตแพงกว่าที่ควรเป็นถึง 10 เท่า นอกจากนี้ สัญญาเช่ายังยาวนานถึง 10 ปี ทั้งที่ทั่วไปสัญญาเช่าจะกินเวลาเพียง 3-5 ปี นั่นแสดงว่าประเทศต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมหาศาล แต่กลับถูกคนบางกลุ่มฟ้องร้องตลอดเวลาว่าไม่เคารพนโยบาย จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าสงสารของ ...ทักษิณ ที่ไม่เคยได้รับข้อมูลต่างๆ ที่ทูตจากต่างประเทศรายงานมา เพราะคนใกล้ชิดมักคิดว่าหากเอาเรื่องไม่ดีไปพูดให้ฟัง จะทำให้นายกฯ ไม่พอใจ

ส่วนกรณีที่รัฐบาลไทยโดย ...ทักษิณ ผลักดันนายสุรเกียรติ์ให้ดำรงตำแหน่งเลขาฯ ยูเอ็นแบบสุดตัว นายกษิตระบุว่า “ถ้าในคุณสมบัติของยูเอ็นประกาศว่า คนที่จะมาเป็นผู้สมัครต้องโกหกเก่งที่สุดในโลก ผมว่าก็อาจจะชนะ!”

ด้านนายอัษฎาระบุว่า “เขาต้องการคนที่มีความรู้ ที่จริงใจ ไม่ใช่กะล่อน โกหก สร้างภาพ ตัวไม่รู้เรื่องแล้วยังไปจ้างบริษัทล็อบบี้ให้มาเสียเงินหลายล้านเพื่อมาสร้างภาพ มันเป็นไปไม่ได้ จะสร้างภาพแบบคนไทยหลอกเขานี่ไม่สำเร็จ”

                       นายกษิต ในฐานะอดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันเปิดเผยว่า ยุคที่นายสุรเกียรติ์ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ถือเป็นยุคมืดของกระทรวง โดยนายกษิตเคยถูกนายสุรเกียรติ์โทรเลขมาสั่งการให้ลงนามในเอกสารทำสัญญาว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อการหาเสียงเป็นเลขายูเอ็นของนายสุรเกียรติ์ แต่ได้ยืนกรานปฏิเสธเพราะไม่เคยมีส่วนรู้เห็นในการเจรจา ซึ่งข้าราชการของนายสุรเกียรติ์ได้ดำเนินการติดต่อกับฝ่ายสหรัฐฯ มาเองตั้งแต่ต้น “เขาขู่จะให้ผมลงนาม ผมเลยบอกว่าให้หาทูตคนใหม่ ... เขาคิดว่าถ้าจ้างสองบริษัทนี้จะได้ตำแหน่ง เพระาคิดว่าจะซื้อเชนีย์กับบุชได้ ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่เลวทราม ตอนเดือนกันยายนที่ทักษิณคุยกับบุช บุชก็บอกว่าอยากได้ผู้สมัครที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมก็รายงานไปตามนั้น เขาก็บอกว่าผมไม่รักชาติ”

ทางด้านนายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า เคยเดินทางไปประเทศจีนกับนายสุรเกียรติ์ในช่วงที่เพิ่งมารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศใหม่ๆ ครั้งนั้นนายสุรเกียรติ์บอกกับประธานาธิบดีเจียง เจ๋อ หมินว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องออกมาตำหนิกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ว่าที่ใดในโลก แต่ขอให้นายเจียงไม่ต้องสนใจสิ่งที่รัฐบาลพูด เพราะนั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำเพื่อไม่ให้ประชาชนไม่พอใจ

“ท่านสรุปเอาเองว่าเขาเป็นยังไง ... เวลาไปเยือนที่ไหน กลับมาเราต้องรายงานผลการเยือนให้นายกฯว่าการหารือกับผู้นำเป็นยังไง เชื่อไหม ผมดูรู้ว่าคนนี้เป็นยังไง ผมก็บอกลูกน้อง รายงานหนึ่งเขียนไปตามความจริง ประเทศอื่นๆว่าอย่างไร อีกฉบับหนึ่งเอาตามที่สุรเกียรติ์ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือ พิมพ์ เราส่งฉบับแรกไปเขาแก้เละเลย พอส่งกลับมาเราก็ไม่ต้องทำอะไร เอาอีกฉบับที่เขาให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ไปเสนอ เขาเซ็นเลย!” นายสุรพงษ์แฉ

นายอัษฎา กล่าวปิดท้ายว่า ...ทักษิณเคยช่วยเขาไว้ถึง 3 ครั้ง เมื่อนายสุรเกียรติ์พยายามปลดออกจากตำแหน่ง “แต่เราต้องแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องบ้านเมือง หวังว่าท่านคงเข้าใจ”

นายสุรพงษ์สรุปว่า แง่ดีของการมี ...ทักษิณเป็นผู้นำ คือได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่า การมีนายกฯ เป็นพ่อค้านั้นสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองได้มากแค่ไหน “เพราะท่านแยกแยะสมบัติส่วนตัว กับสมบัติชาติไม่ได้”

“สุรเกียรติ์”รับไม่ได้ถูก3 อดีตทูตแฉกะล่อน-โกหก-สร้างภาพ

       
 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy Editor USA How to Laws&Immigrations American Ways Interview Columns Once upon the times tupna Society&Business Business Society Special Reports Sports Decoded destiny Letter to Editor Leter From Thailand Cartoon Shopping