ทนายส่งพระมหาวินัยอริโซน่าเข้าเครื่องจับผิด
ระบุผู้กล่าวหาทั้งหมดกล่าวเท็จ”ข่มขืน-ลวนลาม”

                ทนายความพระมหาวินัยเจ้าอาวาสวัดพรหมคุณารามอริโซน่า นำลูกความเข้าเครื่องจับเท็จเพื่อพิสูจน์ว่าการร้องเรียนต่างๆของผู้หญิงทั้งหมดเป็นเท็จ ก่อนนำความขึ้นฟ้องศาล ผู้สันทัดกรณีเผยเปิดเกมรุกเพราะคดีข่มขืนมีโทษถึงติดคุก

พระครูวิเทศพรหมคุณหรือพระมหาวินัย ปุญญญาโณ บุญแช่ม พร้อมกับวัดพรหมคุณาราม อริโซน่าในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไรได้มอบหมายให้สำนักงานทนายความ Gates,Hanson,Sargeant &Rakestraw,PCL ตั้งอยู่เลขที่ 1747 E.Morten Ave.,# 205, Phoenix , AZ 85020 เป็นตัวแทนยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นรัฐอริโซน่า,มาริโคป้า เคาน์ตี้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2007ในข้อหาหมิ่นประมาท,ใส่ความให้ร้ายและหมิ่นประมาทด้วยลายลักษณ์อักษร ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคมศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลข CV2007-051364

 จำเลยประกอบด้วยนางเกสร เฮนเดอร์สันและสามี,นางเชอรี โอเมลลีย์และสามี,นางประคอง การ์แลนด์และสามี,น.ส.สมบูรณ์ ปานเกษมและสามี ตลอดจนบุคคลอื่นที่ยังไม่ได้ระบุ 1-10 รายและบริษัทอีก 1-10 ราย

นายดเวน เคทส์ ซึ่งรับเป็นทนายผู้แทนของพระมหาวินัยและวัดพรหมคุณารามได้ทำหนังสือลงวันที่ 16 พฤษภาคมขอให้หนังสือพิมพ์ดิ เอเชี่ยน แปซิฟิก นิวส์ที่เคยลงข่าวนี้ทำการแก้ไขข่าว โดยอ้างอิงไปยังบริษัท M Ezell & Associates Ltd. แห่งเมืองฟีนิกซ์ดำเนินการด้านนิติวิทยาศาสตร์ด้วยการนำบุคคลที่ถูกกล่าวหาและพาดพิงเข้าเครื่องจับเท็จ (Polygraph Testing)

จดหมายของบริษัท M Ezell & Associates Ltd. ลงวันที่ 8 และ  9 มีนาคม 2007 ถึงทนายความระบุว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2007 ได้ทำการตรวจสอบพระมหาวินัย ตาม File # SP-061427A โดยมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการถูกเนื้อต้องตัวของสตรี 3 คนประกอบด้วยนางเกสร เฮนเดอร์สัน,นางเชอรี โอเมลลีย์และน.ส.สมบูรณ์ ปานเกษม หรือครู”หนุงหนิง”หรือไม่ คำตอบว่า”ไม่” โดยมีล่ามคนไทยช่วยอธิบายแก่พระมหาวินัยให้เข้าใจ

ในวันที่ 8 มีนาคมนั้นผู้ตรวจสอบคือนายรอเบิร์ต บราเธอร์ส  ส่วนวันที่ 9 มีนาคม ผู้ตรวจสอบคือนายทอม อีเซลล์  หลังการตรวจสอบด้วยวิธีการของนิติวิทยาศาสตร์ได้มีการให้คะแนนการตรวจสอบเป็น + และ – ตามขั้นตอน บริษัทได้ยืนยันว่ากระทำการตรวจสอบตามห้วงเวลาที่พระมหาวินัยได้ให้การตามนั้น

รายงานข่าวเปิดเผยว่าเหตุผลแห่งการตรวจสอบเป็นเพราะนางเกสร เฮนเดอร์สัน ได้แจ้งความไว้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2007 ระบุว่าถูกพระมหาวินัยข่มขืน รวมทั้งยังทำหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2006 เข้าร้องเรียนต่อสำนักงานสมเด็จพระสังฆราชฯ,องค์กรปกครองสงฆ์และอื่นๆโดยกล่าวถึงพฤติกรรมของพระมหาวินัย บุญแช่ม

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานของบุคคลอื่นแนบไปด้วยประกอบด้วยจดหมายของนางเชอรี โอเมลลีย์,นางประคอง การ์แลนด์ และบันทึกส่วนตัวของน.ส.สมบูรณ์ ปานเกษม หรือครูหนุงหนิง ครูอาสาสมัครวัดพรหมคุณารามที่มาทำการสอนในช่วงปี 2006 ปัจจุบันอยู่เมืองไทย

หลังจากเป็นข่าวแล้วพระมหาวินัยได้นำเรื่องนี้ไปยังสำนักงานทนายความ Gates,Hanson, Sargeant &Rakestraw,PCL เพื่อเป็นตัวแทนแก้ข้อกล่าวหา โดยมีการว่าจ้างบริษัทตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ดำเนินการ จากนั้นจึงทำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาล

 สำนักงานทนายความฯได้ส่งจดหมายมายัง The APN ให้แก้ไขโดยนายดเวน เคทส์ ทนายความตัวแทนเป็นผู้พิสูจน์ว่าลูกความของตัวเองไม่ผิดและผู้กล่าวหาทั้งหลายให้ข่าวอันเป็นเท็จนั้นมีรวมทั้งหมด 4 หน้ากระดาษ แยกเป็นการตอบโต้ 3 คนคือนางเกสร เฮนเดอร์สัน,นางเชอรี่ โอเมลลีย์และน.ส.สมบูรณ์ ปานเกษม

3 ประเด็นหลักเริ่มจากงานสงกรานต์ 2001

เริ่มจากกรณีข้อกล่าวหาของนางเกสรนั้นทนายความระบุว่านางเกสรได้เขียนจดหมายร้องเรียนลงวันที่ 25 พฤศจิกายน แยกออกได้ 3 ประเด็นใหญ่โดยยกการเข้าเครื่องจับเท็จมาพิสูจน์ตามคำให้การของพระมหาวินัยว่าพระมหาวินัยไม่ได้ถูกเนื้อต้องตัวนางเกสรแม้แต่น้อย

ในกรณีเหตุการณ์วันสงกรานต์ปี 2001 นางเกสรระบุว่าตัวเองดื่มมากไปและใช้วัดเป็นที่นอน แต่จากหลักฐานไม่พบว่านางเกสรได้ไปร่วมงานสงกรานต์ปี 2001  ยิ่งไปกว่านั้นการที่นางเกสรระบุว่าได้นอนพักค้างคืนที่วัดบริเวณสำนักงานของวัดก็ไม่มีหลักฐานใดๆระบุว่าเธอใช้นอนในคืนนั้น เพราะสำนักงานใช้เป็นสถานที่นับเงินหลังงานเลิก สำนักงานจะถูกปิดกุญแจและไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปนอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังงานสงกรานต์

ทนายความเขียนว่านางเกสรระบุว่าเมื่อตื่นขึ้นมาเสื้อผ้าของตัวเองหลุดหายและเปลือยกาย แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งพระมหาสมบูรณ์ จิตฺตปุญโญ มาบอกเธอว่าได้เห็นพระมหาวินัยออกมาจากห้องของเธอเมื่อเวลาประมาณ ตีสอง  ต่อมาพระมหาสมบูรณ์ระบุว่าไม่ได้อยู่ที่วัดพรหมคุณารามในปีเกิดเหตุเพราะถูกสั่งให้ไปช่วยงานวัดสุทธาวาส ริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย (ตามเอกสารประกอบ Exhibit B)

ในกรณีที่นางเกสรขอคำปรึกษาจากพระมหาสมชาย หงสา ที่ระบุว่าเขาได้รับทราบกรณีนางเกสรกับพระมหาวินัยในวันสงกรานต์ ซึ่งจากหลักฐานทางวิดีโอพบว่าพระมหาสมชายมีผมเต็มศีรษะ จึงไม่ได้เป็นพระในงานสงกรานต์ (ตามเอกสารประกอบ Exhibit C)

 พร้อมกันนี้ยังมีหลักฐานจากเจ้าอาวาสวัดนิว เม็กซิโกว่าพระรูปนี้นอนอยู่โซฟาด้านหน้าห้อง(ที่ระบุว่าเป็นที่เกิดเหตุในสำนักงานของวัด) แต่พระรูปนี้ไม่ได้เห็นนางเกสรหรือใครอื่นเข้าและออกในสำนักงาน ตลอดจนไม่ได้ยินเสียงใดๆเกิดขึ้นในสำนักงาน(ตามเอกสารประกอบ Exhibit D)

“ดังนั้นเจ้าอาวาสวินัย บุญแช่ม ได้เข้าเครื่องจับเท็จและพบว่าเป็นความจริง ที่เขาระบุว่าเขาไม่ได้ข่มขืนนางเกสร เฮนเดอร์สัน ข้อกล่าวหาตามจดหมายจึงเป็นเท็จและเจ้าอาวาสวินัย บุญแช่ม สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขากล่าวเท็จ”จดหมายทนายความสรุป

เหตุการณ์คืนวันมหารำลึก 2002

ทนายความดเวน เคทส์ ยังพิสูจน์ข้อโต้แย้งในวันมหารำลึกปี 2002 กรณีพระวัดพรหมถูกฆาตกรรมหมู่ โดยนางเกสรระบุว่าคืนวันนั้นเธอนอนค้างที่วัดอีก โดยนอนที่ห้องกลางบริเวณห้องอาหารเย็น แต่ดูเหมือนว่านางเกสรไม่ได้อยู่ที่วัดหลังจากกล่าวหาว่าถูกข่มขืนไปเมื่อปีก่อนหน้า นางเกสรกล่าวหาว่าพระมหาวินัยไขกุญแจเข้าไปในห้องและพยายามข่มขืนเธอ โดยเธอได้ให้พระ 2 รูปดูบาดแผลของเธอ ประกอบด้วยพระมหาสมชายน้อยและพระมหาศรีนินทร์ อย่างไรก็ตามพระทั้งสองรูปได้ให้การเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่เคยพูดกับนางเกสรและไม่อาจเป็นพยานถึงกรณีที่เธอระบุว่าได้รับบาดเจ็บ(ตามเอกสารประกอบ Exhibit E และ F )

นอกจากนี้ยังมีเอกสารให้การอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรของพระมหาสุนทร เจ้าอาวาสวัดนิว เม็กซิโกว่าได้ทำงานอยู่บริเวณนั้นจนถึงเวลา 02.00 น.ไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติ รวมทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดที่นอนให้กับพระและแขกที่เดินทางมาร่วมงานวัด โดยยินดีที่จะขึ้นให้การว่าคืนนั้นนางเกสรไม่ได้อยู่ที่วัด(ตามเอกสารประกอบ Exhibit D)

กรณีเดินทางไปหาหมอฟัน

นางเกสรได้กล่าวในจดหมายว่าเธอไม่อาจขัดขืน(ต่อคำร้องขอของนางประคอง)ให้ช่วยขับรถพาพระมหาวินัยไปหาหมอฟัน โดยระบุว่าระหว่างเธอขับไปนั้นพระมหาวินัยจับหน้าอกของเธอ แต่ปรากฎว่าพระมหาวินัยขับรถไปเองไม่มีใครโดยสารไปด้วย ซึ่งพระมหาวินัยได้เข้าเครื่องจับเท็จว่าไม่ได้แตะต้องหรือข่มขืนนางเกสรแต่อย่างใด  พระมหาวินัยพร้อมที่จะพิสูจน์ว่าเธอกล่าวเท็จและต้องการให้เธอเข้าเครื่องจับเท็จด้วยเพื่อการพิสูจน์

นางเกสรปฏิเสธว่าเธอไม่ได้เข้าวัด นับตั้งแต่เกิดเหตุ แต่จากการตรวจสอบพบว่านางเกสรยังคงไปร่วมงานวัดในหลายครั้ง โดยสามารถสรุปได้ว่า 1.เมื่อบิดาของนางเกสรถึงแก่กรรม ในปี 2003 เธอได้ขอร้องให้ทางวัดช่วยออกบัตรเชิญขอรับบริจาค ,ทางวัดยังมอบเงินให้เธอ จากนั้นเธอกลับไปทำศพบิดาที่เมืองไทยและกลับมาพร้อมด้วยภาพมาแสดงต่อคนอื่นๆว่าการจัดงานศพนั้นกระทำยิ่งใหญ่ที่เมืองไทย 2.เธอยังเข้าไปช่วยเหลืองานวันวัฒนธรรมไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2003

3.เธอเข้าไปร่วมและช่วยงานประกวดนางสงกรานต์วัดในปี 2003 และ 4. หลายคนยังเห็นเธอเข้า-ออกในวัดไปร่วมหลายงาน ล่าสุดเห็นเธอเข้าวัดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2006  “ดังนั้นสิ่งที่นางเกสรกล่าวหาจึงถือว่าเป็นการกล่าวเท็จ” ทนายความสรุปแย้ง

กรณีของนางเชอรี่ โอเมลลีย์

                นางเชอรี โอเมลลีย์ ระบุว่าพระมหาวินัยไปยังบ้านของเธอเมื่อปี 2006 หลังจากแม่ของเธอถึงแก่กรรมและพยายามข่มขืนเธอ  ในเรื่องนี้ประการแรกที่สุด พระมหาวินัยได้เข้าเครื่องจับเท็จโดยนายทอม อีเซลล์ และได้รับคำถามว่า “คุณได้แตะเนื้อต้องตัวเชอรี่ โอเมลลีย์เพื่อเหตุผลทางเพศหรือไม่”คำตอบคือไม่  “คุณได้บุกเข้าไปถูกเนื้อต้องตัวเพื่อข่มขืนเชอรี่ โอเมลลีย์หรือไม่” คำตอบคือไม่ ขอให้ดูรายละเอียดจากการจับเท็จ(ตามเอกสารประกอบ Exhibit A)

                ประการต่อมาแม่ของเชอร์ โอเมลลีย์ถึงแก่กรรมในปี 2000 หรือ 2001 ไม่ใช่ปี 2006 และที่สำคัญลูกชายของเธอไม่ใช่อายุ 3 ปีครึ่งในเวลานั้น ดังนั้นการกล่าวหาของเชอรี่ โอเมลลีย์ จึงเป็นเท็จ

กรณีน.ส.สมบูรณ์ ปานเกษม(ครูหนุงหนิง)

                น.ส.สมบูรณ์ ปานเกษม ระบุว่าพระมหาวินัย บุญแช่ม จับแผ่นหลังต่อเอวของเธอเหตุเกิดที่วัด (พระสงฆ์ไม่อนุญาตให้แตะเนื้องต้องตัวสตรี) พระมหาวินัยได้เข้าเครื่องจับเท็จโดยนายทอม อีเซลล์ โดยได้รับคำถามว่า”คุณได้จับน.ส.สมบูรณ์ ปานเกษม ที่เอวด้วยมือของคุณหรือไม่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2006 “คำตอบคือไม่

ทนายความสรุปว่า “คำตอบของพระมหาวินัยจากเครื่องจับเท็จพบว่าเป็นความจริง” (ตามเอกสารประกอบ Exhibit A) “ดังนั้นน.ส.สมบูรณ์ ปานเกษม เคลมจึงถือว่าเป็นเท็จ”

ทนายความดเวน เคทส์ ยังระบุว่าพระมหาวินัยได้ตอบคำถามทุกข้อกล่าวหาที่ได้รับ ดังนั้นการสอบสวนทางอาชญากรรม(ที่นางเกสรแจ้งความไว้) ควรจะยุติ หากการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป จะต้องนำตัวผู้กล่าวหามาเข้าเครื่องจับเท็จตามที่มีการเคลมด้วย

ทนายเคทส์แจ้งว่าลูกความของตน(พระมหาวินัย)ต้องการให้หนังสือพิมพ์แก้ไขข่าวตาม   มาตรา A.R.S.§12-653.03 (Arizona Revised Statutes) โดยข้อเขียนที่ได้ส่งมาภายใน 3 สัปดาห์ “หากท่านไม่ได้ตีพิมพ์แก้ไข ลูกความของข้าพเจ้าอาจเลือกที่จะเพิ่มชื่อหนังสือพิมพ์ของท่านเข้าไปร่วมถูกฟ้องตามกฎหมายด้วย” ลงชื่อดเวน เคทส์

จำเลยตั้งทนายความตอบรับ

                รายงานข่าวเปิดเผยว่าภายหลังจากที่ APN เสนอข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฎว่านางเกสร เฮนเดอร์สัน เปิดเผยว่าตนยังไม่ได้รับหมายศาลแต่อย่างใด  ซึ่งหากรับแล้วจะต้องส่งต่อให้ทนายความเพื่อเป็นผู้แทนแก้ต่างให้

                ผู้สันทัดกรณีในเรื่องกฎหมายให้ความเห็นว่า เรื่องนี้เมื่อนางเกสรเข้าแจ้งความต่อเชอร์รีฟว่าถูกข่มขืนถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะผลของคดีอาจทำให้พระมหาวินัยต้องติดคุก หากพิสูจน์ได้ว่ามีการข่มขืนจริง จึงเป็นเหตุผลที่พระมหาวินัยต้องนำเรื่องเข้าปรึกษาทนายความเพื่อแก้ปัญหา

                “ทางหนึ่งที่ทนายความจะทำได้ก็คือ นำลูกความของตนเข้าเครื่องจับเท็จจากบริษัทรับอนุญาต จากนั้นเปิดเกมรุกด้วยการยื่นฟ้องก่อนเพื่อช่วงชิงความเป็นต่อ  แต่ทนายความจำเลยก็สามารถนำกลับมาจับเท็จได้อีก เหมือนการต่อสู้คดีจะต้องมี cross-examination  ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งไปจับเท็จแล้วบอกว่าไม่ผิด จะสรุปทันทีไม่ได้”ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็น

พระมหาวินัยเผยไม่รู้เรื่อง-กรรมการบริหารวัดฟ้อง

ทางด้านพระมหาวินัยให้สัมภาษณ์นสพ.ไทยทาวน์ฯถึงเรื่องดังกล่าวว่าการฟ้องร้องดังกล่าว กระทำโดยกรรมการบริหารวัด ที่เห็นว่าการกล่าวหาของจำเลยทั้งสามทำให้วัดเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยที่ตนในฐานะที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องร่วมเป็นโจทก์ในคดีด้วย

“ขอเรียนว่าอาตมาไม่ทราบเรื่องอะไรเลยว่าเขาเคลื่อนไหวอย่างไรกันบ้าง อาตมาบอกทุกคนว่าให้วางอุเบกขา ทุกอย่างให้ขึ้นอยู่กับหลักฐาน แต่ทางกรรมการวัดเขาบอกว่าต้องฟ้องเพราะต้องการศักดิ์ศรีของวัดกลับคืนมา เขาเรียกร้องค่าเสียหายกันอย่างไร อาตมาก็ไม่รู้จริงๆ”

ส่วนผลกระทบต่อวัดพรหมคุณาราม หลังจากที่มีข่าวอื้อฉาวเกิดขึ้น เจ้าอาวาสซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ ด้วย กล่าวว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง“คนก็ไม่ได้ลดน้อยลง เสาร์อาทิตย์คนก็มาทำบุญกันมากมายเหมือนเดิม จะกระทบก็คงเป็นบางส่วน เช่นมีเงินบริจาคของต่างรัฐที่เคยส่งมาทำบุญก็ลดลงไป แต่คนที่นี่ไม่ได้ลดลง”

เมื่อถามถึงผลการพิจารณาสอบสวนโดยสมัชชาสงฆ์ฯ ที่ลุล่วงไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น พระมหาวินัยกล่าวว่าตนไม่ทราบว่าผลเป็นเช่นไร แต่เชื่อมั่นในหลักฐานและพยานที่ตนมีว่ายืนยันความบริสุทธิ์ของตนได้ ขณะที่ผลการสอบสวนในคดีอาญาข้อหาข่มขืน ซึ่งมีการแจ้งความเอาไว้กับเชอรีฟของมาริโคป้าเคาน์ตีนั้น พระมหาวินัยกล่าวว่าไม่ทราบความคืบหน้าเช่นกัน เพราะไม่ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่เชอรีฟเลย

ในประเด็นที่ทนายความของตนได้แจ้งมายังหนังสือพิมพ์เอเชี่ยนแปซิฟิกให้แก้ข่าวนั้น พระมหาวินัยกล่าวว่าเป็นความคิดของทนายความที่มองว่า หนังสือพิมพ์เป็นตัวการสำคัญทำให้วัดเกิดความเสื่อมเสียได้มาก จึงอยากให้มีการแก้ไข และหากพิจารณาว่ามีข้อความใดๆ ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบก็อาจจะมีการฟ้องร้องต่อไป

( อ้างอิงจากนสพ.ไทยทาวน์ ยูเอสเอ )http://www.thaitownusa.com/

อ่านต่อ.....พระมหาวินัยและวัดพรหมอริโซน่ายื่อฟ้องกราวรูดเกสร-เชอรรี่-ประคอง-สมบูรณ์ 4 กระทงหมิ่นประมาท

 

 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy