่----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่--------------------------------------------
เปิดตัวผลไม้ไทยล็อตแรกปีนี้คาดนำเข้า 1 ล้านกิโลกรัม
เตรียมนำเข้าอีก 4 ประเภทละมุด ฝรั่ง แก้วมังกรและพุทรา
เปิดตู้มะม่วงน้ำดอกไม้และลำไยสดส่งตรงจากเมืองไทยล็อตแรก
ปริมาณนำเข้าถึงสิ้นปีรวมมังคุด 1 ล้านกิโลกรัม ผู้นำเข้าสองเจ้าแรกเผยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
ราคาขายช่วงแรกค่อนข้างแพง รัฐวอนช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติรู้จักผลไม้ไทย
ชูจุดเด่นมะม่วงไทยหวานและอยู่ได้นาน ยกระดับเป็นสินค้าไฮคลาส
เมื่อวันที่ 3
พฤศจิกายน ได้มีการเชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลังมะม่วงน้ำดอกไม้และลำไยจากไทยล็อตแรกถูกส่งมายังบริษัทเบสต์
ออเรียนทัลโพรดิวซ์ ย่านเมืองเวอร์นอน โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์
อัครราชทูตที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงวอชิงตันดีซีเดินทางมาเป็นสักขีพยานและชี้แจงเกี่ยวกับโครงการนำผลไม้สดเข้ามาจำหน่ายยังสหรัฐฯ
พร้อมด้วยนายอำนาจ เจริญสุขวานิช เจ้าของบริษัทเบสต์ออเรียนทัลโพรดิวซ์
นายราเชนทร์ โสภาพร หุ้นส่วนและนางดวงใจ กูรมะโรหิต จากดีพีเทรดดิ่งมาร่วมแถลงข่าวด้วย
นายระพีภัทร์ กล่าวสรุปถึงความเป็นมาหลังได้รับการอนุมัติให้มีการนำเข้าผลไม้สดจากไทยทั้ง
6 ชนิดมายังสหรัฐฯ
โดยวันที่ 1 พฤศจิกายนได้ส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ผ่านการฉายรังสีครั้งแรกออกจากสนามบินสุวรรณภูมิมาถึงสนามบินลอสแอนเจลิสเมื่อบ่ายวันที่
2 พฤศจิกายน และในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ถือเป็นวันที่มะม่วงน้ำดอกไม้และลำไยสดได้ถูกส่งมายังโรงงานของบริษัทเบสต์
ออเรียนทัล โพรดิวซ์ ส่วนมังคุดยังนำเข้าไม่ได้เนื่องจากประสบปัญหาฝนตกทางภาคใต้
สำหรับผลไม้อีก 3
ชนิดได้แก่ เงาะ ลิ้นจี่ อาจจะเข้ามาราวเดือนมีนาคมหรือเมษายน ปี 2008เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ปลูกได้ตามฤดูกาล
เช่นเดียวกับสับปะรดที่ส่งตามมาต่อไป
นายระพีภัทร์กล่าวว่า เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการแก้ปัญหาราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ
นั่นคือการสร้างราคาเสถียรภาพสินค้าเกษตรให้มั่นคงขึ้น และผู้นำเข้าถือเป็นหัวใจในการรักษาราคาสินค้าไม่ให้ต่ำจนเกินไป
แต่ต้องอยู่ในระดับราคาที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ กล่าวคือการสร้างราคาเสถียรภาพอย่างยั่งยืน
และการที่สหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่ คาดว่าจะบรรเทาปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำได้
นายระพีภัทร์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตกระทรวงเกษตรของไทยมีแผนที่จะเพิ่มการส่งออกผลไม้สดอีก
4 ชนิด ได้แก่
ละมุด ฝรั่ง แก้วมังกรและพุทรามายังสหรัฐฯด้วย
ด้านปริมาณการนำเข้าผลไม้จากไทยจนถึงสิ้นปีนี้พบว่า จะมีการนำเข้าลำไย
500,000
กิโลกรัม มะม่วง 330,000 กิโลกรัม
และมังคุดประมาณ 150,000 กิโลกรัม รวมแล้วคาดว่าจะมีการนำเข้าผลไม้ทั้งสามชนิดซึ่งมีน้ำหนักโดยรวมประมาณหนึ่งล้านกิโลกรัม
นางดวงใจ กูรมะโรหิต จากดีพีเทรดดิ่ง อีกหนึ่งบริษัทผู้นำเข้าผลไม้สดจากไทยในโครงการนำร่องเปิดเผยว่า
ผลสำเร็จจากการฉายรังสียังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยยังมีปัญหาเกี่ยวกับขนาดของกล่องบรรจุผลไม้ที่USDA ระบุว่าต้องเป็นขนาดนั้นขนาดนี้
รวมทั้งการให้ฉายรังสีผลไม้ที่ยังไม่ถึงเวลา โดยขอให้ทางUSDAรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำเข้าด้วย
โดยในส่วนของตนตั้งเป้าจะนำเข้าผลไม้เขียวเสวยและฟ้าลั่นซึ่งทางสหรัฐฯยังไม่มีจำหน่าย
นอกจากนี้จะนำเข้าสับปะรดมาจำหน่ายที่ตลาดฝรั่งโดยจะสู้คู่แข่งด้วยความหวาน
เราเป็นคนเสียสตางค์มาก
ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าฉายรังสี ค่ากล่อง เราเป็นคนออก
นางดวงใจกล่าว โดยมีนายอำนาจกล่าวเสริมว่าทางภาครัฐได้เข้ามาช่วยเหลือค่าตรวจโรงงานซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน
ขณะเดียวกันนางดวงใจบอกว่า การเป็นผู้นำเข้าในโครงการนำร่องถือว่ามีความเสี่ยง
แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องการจะทำเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จึงเห็นดีด้วย
และถือว่าเป็นการช่วยเกษตรกร เชื่อว่าคงใช้เวลาประมาณหนึ่งปีกว่าทุกอย่างจะลงตัว
นายอำนาจ เจริญสุขวานิช เจ้าของบริษัทเบสต์ออเรียนทัลโพรดิวซ์เปิดเผยถึงช่องทางการจัดจำหน่ายผลไม้สดของไทยว่าจะส่งไปตามตลาดจีนและไทยในเขตแอลเอ,
เวสต์มินส์เตอร์ และมอนเทอเรย์พาร์ค โดยในอนาคตจะส่งไปจำหน่ายยังต่างรัฐด้วย
ทั้งนิวยอร์คและชิคาโก
เนื่องจากการนำผลไม้สดในครั้งแรกมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
จึงมีผลต่อราคาขายด้วย นายอำนาจกล่าวว่าค่อนข้างหนักใจเกี่ยวกับราคาจำหน่ายผลไม้
ทางบริษัทแทบจะไม่ได้กำไร ยกตัวอย่างเช่นมะม่วงน้ำดอกไม้มีราคาขายตกลังละ
62 เหรียญสหรัฐฯมีประมาณ 15-16
ลูก ซึ่งต้นทุนก็เกือบ 60 เหรียญฯแล้ว
โครงการนี้เป็นโครงการระหว่างภาครัฐบาลกับเอกชนเราก็อยากช่วย
และเมนหลักของเราไม่ได้เป็นการอิมพอร์ตผลไม้เข้ามา แต่เราปลูกผักหรือพืชผลเองที่นี่
สิ่งไหนที่จะช่วยประเทศไทยได้ถ้าขาดทุนเราก็ทำ อย่างมะพร้าว
เราขาดทุนมาตลอดแต่ยังนำเข้ามาตลอด เพราะอยากให้เกษตรกรรู้สึกดีขึ้น
นายอำนาจกล่าว
นายอำนาจกล่าวว่า ในอนาคตผู้นำเข้าต้องมีหลายเจ้าเพราะรัฐบาลเปิดกว้างให้สำหรับทุกคนที่สามารถผ่านขั้นตอนที่USDAระบุ จึงอยากฝากว่าขอให้ปรองดองและช่วยราคากันให้ไปได้
ไม่ใช่ต่างคนต่างดัมพ์กันเอง ถ้าตัดราคากันโครงการอาจจะล่มในอนาคตเพราะมะม่วง
ลำไยถือว่ามีต้นทุนสูง
ในอนาคตหากมีการขนส่งผลไม้ทางเรือ ก็จะช่วยด้านราคาได้
อย่างไรก็ตาม ก็ยังเกิดปัญหาเนื่องจากใช้เวลานานประมาณสิบกว่าวัน
ซึ่งผู้นำเข้าเองยังไม่รู้ว่าผลไม้ที่มาถึงจะเป็นอย่างไร นายอำนาจกล่าวว่าตนใช้เงินลงทุนประมาณ
30
ล้านบาท ถ้าตู้แรกผลไม้เน่าเสีย ถือว่ามีความเสี่ยง การเป็นผู้นำเข้าในโครงการนำร่องไม่ใช่เรื่องง่าย
ถ้าอยากส่งออกต้องปรับปรุงโรงงานตามRequirement
ที่ USDAต้องการ ทุกคนส่งออกได้หมด
มันมีความโปร่งใสทุกอย่าง ถ้าทำตามกฏเกณฑ์ ที่เหลือเป็นกลไกทางการตลาดว่าจะเป็นอย่างไร
นายอำนาจกล่าว
นายระพีภัทร์กล่าวเสริมว่า ทางภาครัฐจะพยายามช่วยเหลือผู้นำเข้า
ในประเด็นด้านราคาจะมีการทำประชาสัมพันธ์ให้ชาวสหรัฐฯเรียนรู้ที่จะบริโภคมากขึ้น
โดยยกตัวอย่างที่ประเทศแคนาดาซึ่งจำหน่ายมะม่วงลูกละ 5-7 เหรียญฯแต่ก็ขายดีเนื่องจากคนที่แคนาดาเคยบริโภคมาแล้ว
ส่วนปัญหาอื่นๆในการตรวจผลไม้ของด่านจากแอลเอเคาน์ตี้ที่ไม่ได้รับความสะดวก
ก็ขอให้ทำจดหมายแจ้งมายังตนเพื่อแก้ปัญหาต่อไป
ทั้งนี้ ผู้นำเข้าต่างบอกถึงจุดเด่นของมะม่วงสุกของไทยว่าอยู่ที่ความหวาน
อยู่ได้นานกว่ามะม่วงจากเม็กซิโก มีแพคเกจที่ดีกว่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับไฮคลาส
อ่านต่อ....ผลไม้ไทยสดๆล็อตแรกเข้าอเมริกา
1 พ.ย.มะม่วงน้ำดอกไม้-ลำไย"มังคุดไร้คุ่แข่ง"
|