| สภาสูงสหรัฐลงมติ 93-1 ช่วยเหลือคนมีบ้านที่จะถูกยึด
ให้รีไฟแนนซ์ผ่าน FHA ต่อไปดาวน์บ้านเพียง 1.5 %
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2007 สภาสูงสหรัฐลงมติ 93-1 ในร่างกฎหมาย
S.2338 เพื่อช่วยเหลือเจ้าของบ้านที่มีปัญหาต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มจำนวนมากในปีหน้า
โดยให้บุคคลเหล่านี้จัดทำรีไฟแนนซ์ใหม่เข้าไปอยู่ในการดูแลของหน่วยงานรัฐบาลคือ
FHA
มั้งนี้มีหลักการว่าสำนักงานการเคหะสหรัฐ(the
Federal Housing Administration=FHA)รับรีไฟแนนซ์บ้านแก่ผู้มีปัญหาด้านดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้น
ให้คำปรึกษาแก่เจ้าของบ้านที่มีปัญหาการผ่อนบ้านและเปิดให้วางดาวน์บ้านต่ำกว่าเดิมที่กำหนดไว้จาก
3 เป็น 1.5 %
รายงานข่าวเปิดเผยว่ามีผู้กู้ด้วยอสังหาริมทรัพย์ด้อยค่าหรือ
Subprime loans ประมาณ 2-2.5
ล้านรายที่จะถูกปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม
2008 บางรายการผ่อนในปัจจุบันก็ลำบากอยู่แล้ว
เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจะทำให้เขาไม่มีโอกาสผ่อนได้อีกและนำไปสู่การยึดบ้านจากสถาบันการเงินหรือธนาคารที่ปล่อยกู้
นอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวยังจะส่งผลไปยังการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี
2008 ทั้งการเลือกตั้งประธานาธิบดี,เลือกตั้งวุฒิสมาชิก,ส.ส.และตำแหน่งการเมืองอื่นๆ
ทำให้นักการเมืองนำจุดนี้เข้ามาเป็นที่สัปยุทธ์หาเสียงเลือกตั้งด้วยเช่นกันว่ารัฐบาลมีแนวทางการแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชนอย่างไร
นายแฮร์รี่ รีด ผู้นำเสียงข้างมากวุฒิสภากล่าวว่านโยบายของวุฒิสภาจะช่วยให้เจ้าของบ้านมีทางเลือกในการรีไฟแนนซ์บ้านผ่าน FHAและจะทำให้ทุกคนมีความสงบทางใจเกิดขึ้น
อีกทั้งการกู้เงินซื้อบ้านผ่าน FHAจะเกิดความซื่อตรง,รู้เทอมการผ่อนล่วงหน้า อีกทั้งจะยุติวิกฤติที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
แนวทางของวุฒิสภาแบบใหม่นี้เชื่อว่าต้องการกำจัดเงินกู้ด้อยค่าอสังหาริมทรัพย์หรือ the
subprime mortgage ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายคล้ายคลึงกันนี้เมื่อเดือนกันยายน
อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายทั้งสองฉบับคงจะยังไม่เสร็จเรียบร้อยและคาดว่าประธานาธิบดีจอร์จ
บุช จะเซ็นมีผลบังคับใช้ได้ในปี 2008
ขณะเดียวกันทำเนียบขาวได้ร่วมมือกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินเพื่อที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยแก่ผู้กู้แบบ
subprime mortgages ไว้ 5 ปี
เดนา เพอริโน เลขานุการฝ่ายหนังสือพิมพ์กล่าวว่าร่างกฎหมายของวุฒิสภาฉบับนี้จะช่วยให้ผู้กู้ได้รับการยืดหยุ่นมากขึ้น
อีกทั้งเงินกู้จาก FHA จะทำให้ครอบครัวต่างๆรู้สึกปลอดภัย
รวมทั้งมีความสามารถในการรีไฟแนนซ์อีกด้วย
สำหรับรายละเอียดร่างกฎหมายของวุฒิสมาชิกมีดังนี้
เพิ่มอัตราประกันในเขตบ้านราคาแพงเช่นที่แคลิฟอร์เนียและเขตตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจาก
362,790 เป็น 417,000 ดอลลาร์ เป็นอัตราเท่ากับที่บรรษัทเงินกู้ Fannie Mae และ Freddie Mac ดำเนินการอยู่
ขณะที่ร่างของสภาผู้แทนเพิ่มอัตราเงินกู้ถึง 729,750 ดอลลาร์ในเขตที่บ้านมีราคาแพง
อันเป็นจุดแพงสุดที่จะนำมาต่อเชื่อมกับของวุฒิสภาและทำเนียบขาว
ขณะเดียวกันร่างของวุฒิสภาการวางเงินดาวน์ซื้อบ้านลดลงจาก 3
เหลือ 1.5 % โดยให้มีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับแต่ละแห่งไป อีกทั้งยังจะนำเงินดาวน์
1.5 % มาใช้กับการซื้อคอนโดมิเนียม
สำหรับผู้ที่โหวตคัดค้านมีเพียงคนเดียวคือ จอน ไคล วุฒิสมาชิกรัฐอริโซน่าเขาเห็นว่า
ภาวะเงินกู้อสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ยุ่งเหยิงมากเพราะมีเงินกู้หลายต่อหลายแห่งเปิดโอกาสให้แก่ผู้มีโอกาสน้อยซึ่งไม่มีความสามารถผ่อน จึงคิดว่าไม่ควรจะมีการผ่อนปรนมาตรฐาน เพราะหากมีปัญหาตามมาผู้เสียภาษีจะต้องเข้าไปร่วมรับผิดชอบ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ประธานาธิบดีจอร์จ
บุช,นายเฮนรี่ พอล รัฐมนตรีกระทรวงคลังและอัลฟอนโซ แจ้คสัน รัฐมนตรีกระทรวงการเคหะและพัฒนาตัวเมือง
(HUD)และธนาคารเปิดแถลงรายละเอียดที่ฝ่ายบริหารตกลงกันได้กับธนาคารและอุตสาหกรรมเงินกู้ทั้งมวล
ทั้งนี้มีหลักการว่าทุกฝ่ายจะตรึงอัตราดอกเบี้ยด้อยค่าหรือ
subprime mortgages ไว้ 5
ปี หลังจากรัฐบาลอเมริกันเสนอให้ตรึงไว้ 7 ปี แต่ธนาคารระบุว่าเพียงปีหรือสองปีก็สามารถแก้ปัญหาได้
รายงานข่าวกล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตรึงไว้นี้จะใช้กับผู้กู้เงินซื้อบ้านระหว่างปี
2005 ถึงเดือนกรกฎาคม 2007 เพราะผู้กู้เงินด้วย Subprime Loans
ดังกล่าวดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นอีกระหว่างวันที่ 1
มกราคม 2008- 31 กรกฎาคม 2010
นายเฮนรี่ พอลสัน อธิบายว่าโครงการตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้จะใช้กับเจ้าของบ้านที่อยู่ในบ้านนั้นๆเท่านั้น
แต่จะไม่มีผลใช้กับพวกซื้อบ้านไว้เพื่อเก็งกำไร โดยเรื่องนี้ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างการทรวงการคลัง,ฝ่ายกำกับธนาคารพาณิชย์,ผู้บริหารธนาคาร,บริษัทปล่อยเงินกู้อสังหาริมทรัพย์และกลุ่มผู้บริโภค ทั้งหมดต้องการเข้าไปห้ามเลือดไม่ให้บ้านถูกยึด หลังจากประเมินว่าจะมีบ้านประมาณ
2 ล้านหลังถูกยึดเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น
บางรายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 30 % จึงทำให้คนไม่อาจเก็บบ้านไว้ได้รายงานข่าวกล่าว
บริษัทRealtyTrac Inc. แห่งเออร์ไวน์รายงานว่าเมื่อเดือนตุลาคม
2007 มีการมำเรื่องยึดบ้าน 1.8 ล้านรายทั่วประเทศหรือเพิ่มจากเดือนเดียวกันของปี
2006 ที่มีเพียง 1.3 ล้านราย และในปี 2008 สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น
จากการศึกษายังพบว่าบุคคลที่กู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ย subprime loan ปีละ 7-8 % เมื่อครบ 2
ปีแล้วดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มเป็น 9-11 %
ตัวอย่างเช่นบ้านที่เคยผ่อนเดือนละ 1,200 ดอลลาร์ เมื่อปรับดอกเบี้ยเจ้าของบ้านจะผ่อนเพิ่มอีกเดือนละ
350 ดอลลาร์ กลายเป็นเดือนละ 1,550 ดอลลาร์
กระแสการยึดบ้านได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางอาทิเช่นอุตสาหกรรมบ้านซบเซาลง,ภาวะนี้กดดันให้ราคาบ้านลดลงและทำให้ผู้บริโภคขาดความมั่นใจ
รวมทั้งยังทำให้ตลาดเงินสูญเสียหลายพันล้านดอลลาร์ ผู้สูญเสียประกอบด้วยธนาคาร,กองทุนรวมและนักลงทุนในตลาดหุ้นโดยทั่วไป
การเสนอให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยของผู้กู้แบบ subprime ไว้ 5
ปีจะทำให้บ้านไม่ถูกยึดและทำให้อุตสาหกรรมบ้านเกิดเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อราคาบ้านสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เจ้าของบ้านสามารถเจรจากับบริษัทเงินกู้หรือธนาคารได้เพื่อเปลี่ยนจากดอกเบี้ยปรับตามการขึ้นลงของไพรมเรท( adjustable rate mortgages) ไปเป็นดอกเบี้ยแบบตายตัว(fixed-rate)แทน
ขณะเดียวกัน Moody's Economy.com เสนอรายงานเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมว่าราคาอสังหาริมทรัพย์นับตั้งแต่ฟลอริด้ายันเมืองสต๊อคตัน
รัฐแคลิฟอร์เนียได้ตกต่ำลงประมาณ 30 % ก่อนที่จะสิ้นสุดเอาในปี 2009
ถือเป็นการถดถอยครั้งใหญ่ระดับประเทศ
ผู้เขียนรายงานนี้ชื่อมาร์ค
แซนดิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้และ ซีเลีย เชน ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์
โดยระบุว่าอุตสาหกรรมบ้านของสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2009 แต่จะฟื้นเต็มที่ประกอบด้วยการจำหน่าย,การก่อสร้างและราคาดีขึ้นในปี
2010
รายงานระบุว่าโดยทั่วไปแล้วราคาบ้านจะตก 13-15 % ไปจนถึงปี
2009 แต่มีบางเมืองที่ราคาบ้านตกมากคือเมือง Punta Gorda รัฐ Florida ราคาตก
35.3 % และที่
Stockton รัฐ California ราคาบ้านตกไป
31.6 %
รายงานของมูดี้ชื่อว่า Aftershock: Housing in the
Wake of the Mortgage Meltdown ยังระบุว่าในเขตนครหลวง 80 แห่งจาก
381 แห่ง ราคาบ้านจะลดลงมากเป็นเลข 2 หลักขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่นในเขตเมโทรของ
Washington และ Detroit ราคาตก 15 % ในเขตเมืองบอยซี่
รัฐไอดาโฮ่,เดนเวอร์และซอลท์ เลก ซิตี้ราคาบ้านตกไประหว่าง 5-15 %
เช่นเดียวกับในเขตเมโทรของ
Arizona, California, Florida และ Nevada เป็นรัฐที่บ้านราคาตกมากกว่าที่อื่นๆ
อ่านข่าวเพิ่มเติม FHA Legislation Will Help Homeowners,
Economy, Says NAR http://news.yahoo.com/s/usnw
|