่----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่--------------------------------------------
ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพไม่เห็นด้วยรีบใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จะนำไปสู่น้ำเน่า- ชี้ระบอบทักษิณลงทุนน้อยแต่ทำกำไรสูงสุด
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ไม่เห็นด้วยให้รีบออกรัฐธรรมนูญ
เผยจะนำไปสู่ระบบการเมืองน้ำเน่า แนะคมช.ทำหน้าที่ให้สมกับการยึดอำนาจมา
ระบุพฤติกรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรียังไม่เห็นเด่นชัด
ยันระบบทักษิณยังเป็นเรื่องที่น่ากลัว
ที่ห้องอาหารแบมบูเฮาส์ ฮอลลีวู้ดเมื่อวันที่
20 พฤษภาคม กลุ่มพันธมิตรฯได้จัดงานระดมทุนช่วยเพื่อนสมาชิกผู้ประสบอุบัติเหตุ
ในการนี้ได้เชิญ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักรัฐศาสตร์ขึ้นมาอภิปรายให้ฟังด้วย
โดย ดร.ปราโมทย์กล่าวย้อนถึงเหตุการณ์หลังเกิดรัฐประหารในไทยเมื่อวันที่
19 กันยายน 2549ว่า มีโทรศัพท์มาเชิญเข้าไปในกองบัญชาการ แต่ตนได้ปฏิเสธว่าไปไม่ได้
เนื่องจากรอคอยที่จะเห็นวันแจ่มใสของประชาธิปไตย นั่นคือ การเห็นทหารทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน
แสดงความมีวุฒิภาวะโดยการร่วมมือกับประชาชน สร้าง People Power ขึ้นมา คือสร้างประชาธิปไตยมาจากประชาชนโดยมีทหารเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
เวลาสิ่งนี้ที่ทำได้ คมช.ไม่จำเป็นต้องทำปฏิวัติซ้อน
แต่ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และทำหน้าที่การเป็นผู้ยึดอำนาจให้สมกับที่ได้ยึดอำนาจมา
ดร.ปราโมทย์กล่าวแสดงความเห็น
สำหรับความคิดเห็นที่มีต่อพล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์
นายกรัฐมนตรีนั้น ดร.ปราโมทย์ระบุว่าเมื่อเทียบกันแล้ว นายกฯสุรยุทธ์ที่หลายคนไม่พอใจว่ามีลับลมคมใน
สมคบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแต่ยังไม่ปรากฏว่ามีหลักฐาน นอกจากความคิดและความสงสัยว่าเป็นอย่างนั้น
ดร.ปราโมทย์กล่าวเสริมว่า
อยากให้ลองเทียบกัน
ถือเป็นเรื่องเศร้าที่ต้องมาพูดเรื่องนี้ เพราะชีวิตของผมต้องสู้กับเผด็จการทหารมาหลายครั้งหลายหน
แต่ถ้าดูด้วยความเป็นธรรม รัฐบาลนี้ไม่ได้มาด้วยการเลือกตั้ง
ไม่ได้มาด้วยสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยไม่ได้มีที่สัญลักษณ์เท่านั้น
ต้องดูที่องค์ประกอบและพฤติกรรมของรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์
ดร.ปราโมทย์กล่าวอีกว่า หากดูลึกๆจะเห็น พฤติกรรมที่เห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยก็มองไม่เห็นได้เด่นชัด
ดังนั้น ความไม่พอใจต่อพล.อ.สุรยุทธ์นั้น ตนคิดว่า พล.อ.สุรยุทธ์อาจทำอะไรให้ไม่พอใจหลายอย่าง
เช่นกรณีไอทีวี แต่คิดว่าเป็นข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์ที่ถูกหล่อหลอมมาในสิ่งแวดล้อมหรือโครงสร้างที่ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถใช้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลจริงตามหลักวิทยาศาสตร์
สังคมศาสตร์
พร้อมกันนี้ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้นี้กล่าวด้วยว่า
มาคราวนี้ ไม่ได้เป็นความริเริ่มของพล.อ.สุรยุทธ์ แต่ที่มาเพราะตนคิดว่าผู้นำของสหรัฐฯทั้งทางการเมือง
วิชาการและสื่อล้วนแล้วแต่ไม่เข้าใจประเทศไทยและกำลังสำคัญของเมืองไทย
ก็อยู่ในภาวะล่อแหลม เดินยุทธวิธีผิดกับยุทธศาสตร์ คือการชนะสงครามเบ็ดเสร็จในระยะยาว
ถ้ายังรบไม่ชนะก็ต้องพักรบ
พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่าเป็นนายกครั้งนี้ทำอะไรไม่ได้
เพราะคนที่เป็นของเขามีเกิน 90% การขึ้นมาเป็นนายกหากทำตำรวจให้ดีเกิน
50% ก็พอใจแล้ว ไม่มีการโยกย้ายข้าราชการ
เท่าที่รู้ได้ พล.อ.สุรยุทธ์มีส่วนเห็นด้วยในการโยกย้ายข้าราชการซี
10 เพียงครั้งเดียว คือการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ดร.ปราโมทย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ดร.ปราโมทย์ได้เล่าถึงบทความที่ตนได้เขียนขึ้นไว้ว่า
ถ้าผู้นำของประเทศยังไม่บรรลุนิติภาวะทางการเมือง บ้านเมืองจะเสียหาย
โดยให้คำจำกัดความของคำว่า บรรลุนิติภาวะทางการเมือง ว่า ต้องเข้าใจองค์ประกอบและขั้นตอนและมีโครงสร้างการตัดสินใจที่ถือข้อมูล
ข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ได้ถือว่าใครเป็นลูกใคร ใครต้องฟังผู้ใหญ่
ต่อความคิดเห็นต่อระบอบทักษิณ ดร.ปราโมทย์กล่าวว่า ระบอบทักษิณสำคัญกว่าตัวทักษิณ ระบอบทักษิณคือการคิดอย่างทักษิณ ทำอย่างทักษิณและใช้อำนาจแบบทักษิณ
ทำอย่างทักษิณคือลงทุนน้อยแต่ให้ได้กำไรมาก กำไรจะมาจากการใช้อำนาจหรือการลงทุนไม่สำคัญ
การข้ามหน้าข้ามตากันในระบอบราชการ ทั้งพลเรือนและทหาร นี่เป็นพฤติกรรมในระบอบทักษิณที่น่ากลัวมาก
ในส่วนของการเมืองของไทยในปัจจุบัน ดร.ปราโมทย์เห็นว่า
ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่อยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยที่บังคับให้ผู้แทนสังกัดพรรคการเมืองโดยอ้างตามแบบอังกฤษ
แต่อังกฤษ ปี 1998
จึงมีบัตรเลือกตั้งที่ระบุว่าใครอยู่พรรคไหน แต่เขามีระบบพรรคยั่งยืนมานาน
การมีพรรคเมืองที่จดทะเบียนเพราะถูกบังคับและมีผู้แทนที่ถูกบังคับให้สมัคร
เหมือนกับตั้งบริษัทรับเหมาสร้างทางของกรมทางหลวงแผ่นดิน มีการกำหนดจำนวนวิศวกร
มีรถขนดินกี่คัน พวกผู้แทนจะเป็นเหมือนสิ่งเหล่านั้น ไม่มีชีวิตจิตใจ
สามารถย้ายไปตามบริษัทซึ่งจะเลื่อนชั้นไปเรื่อยๆ ตามจำนวนเงินที่ตัวเองจะได้
ผมไม่เห็นด้วยกับการรีบออกรัฐธรรมนูญซึ่งจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่องมาก
และการรีบเลือกตั้ง แล้วเมืองไทยก็จะกลับเข้าสู่ระบบการเมืองน้ำเน่า
และมีพรรคที่มีหัวหน้าตั้ง ก็จะไม่ยั่งยืน และเรากำลังจะเดินเข้าไปสู่กับดักเก่า นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้นี้กล่าว
สำหรับความเห็นต่อการปฏิรูปสื่อนั้น ดร.ปราโมทย์กล่าวว่าต้องมีเป้าหมาย
พร้อมยอมรับว่าปรากฏการณ์สนธิได้สร้างความเร็จและความก้าวหน้าให้การเมืองไทยอย่างมหาศาล
สามารถทำให้พรรคการเมืองสามพรรคคว่ำบาตร ไม่เข้าสู่การเลือกตั้ง
ทำให้คนถึงสิบล้านไปลงคะแนนเสียงโนโหวตถือเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการเดินขบวนเป็นปีอย่างมีอารยธรรม
สิ่งที่ได้มาทั้งหมดจะเป็นความภูมิใจแบบลมๆแล้งๆ
หากไม่สามารถใช้ให้ต่อเนื่อง เพราะเราขาดเอกภาพในด้านความคิด
ไม่ส่งเสริมความเคลื่อนไหวที่เป็นขั้นเป็นตอนไปสู่เป้าหมายอย่างแท้จริง
จึงต้องเจาะเข้าหาพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ดร.ปราโมทย์กล่าว
ต่อความเป็นอาชีพอิสระ ดร.ปราโมทย์กล่าวว่า อยากให้อาชีพสื่อและนักวิชาการเป็นอาชีพอิสระ
การที่เมืองไทยมีนักวิชาการขายตัว หรือนักวิชาการที่พร้อมจะเขียนกฎหมายอย่างไร
พร้อมที่จะออกรัฐธรรมนูญแบบไหนล้วนแล้วแต่เป็นความเสียหายต่อประเทศไทย
อีกทั้งการที่นักวิชาการไปรับตำแหน่งทางการเมือง จะทำให้ขาดความเป็นอิสระของนักวิชาการ
ข่าวโดย สายธาร เดชาติวงศ์ฯ
อ่านต่อ....นักวิชาการมาลาส
เวกัสร่วม Money Show ไขข้อข้องใจสหรัฐชี้สงครามยังไม่สิ้นสุด
อ่านต่อ....พันธมิตรรวมน้ำใจบริจาคช่วยสมาชิกได้2,428
ดอลลาร์
|