ΰΌΒΝΥ‘ 2 »ΥΆΧΝΕΤ’ΚΤ·ΈΧμδ΄ι 100%

   
บริษัทIPTV จัดแถลงรายละเอียดคำพิพากษาของศาล เกี่ยวกับลิขสิทธิ์รายการ
ละครหลังจากมีการฟ้องร้องบรรดาร้านวิดีโอ ที่สำนักงาน
IPTV เมื่อวันที่ 11
ตุลาคม 2005 จากซ้ายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์
,ปีเตอร์ จลาพงศ์และรอน เพชชา
 

 

                  เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 11 ตุลาคม 2005 ที่บริษัทไอพีทีวีมีการแถลงข่าวการสิ้นสุดคดีฟ้องร้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ของไอพีทีวี นับตั้งแต่ดำเนินการในชั้นศาลมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2004 ผลปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้รับคำสั่งบังคับถาวร (Permanent Injunction) จากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จอร์จ เอ็ช คิง ลงวันที่ 28 กันยายน 2005 ให้จำเลยทั้งหลายละเว้นการกระทำต่างๆที่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์  ผู้ที่มาแถลงข่าว ประกอบด้วยนายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ และนายรอน เพชชา สองผู้บริหารบริษัทไอพีทีวี พร้อมด้วยนายปีเตอร์ จลาพงศ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฏหมายของบริษัทฯ

                นายปีเตอร์เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวว่า คดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่ฟ้องร้องกันในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งปีกับอีกห้าเดือน ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวทั้งสองฝ่ายพยายามพูดคุยกันผ่านทนาย

                “ความชัดเจนอยู่ที่ว่าการละเมิดได้เกิดขึ้นหรือไม่ บุคคลที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้กลายเป็นจำเลยในคดี เราฟ้องไปจำนวน 8 คนด้วยกัน ฝ่ายจำเลยที่ถูกฟ้องได้จ้างทนายจากเซ็นจูรี่ซิตี้มาต่อสู้คดีกับเราซึ่งเป็นทนายด้าน Copy Right โดยเฉพาะ และเป็นทนายที่เก่งมาก” นายปีเตอร์กล่าวและว่าในช่วงแรกของการเจรจา หลังจากทนายฝ่ายจำเลยได้ดูข้อมูลของไอพีทีวีแล้ว มีความเชื่อว่าการละเมิดได้เกิดขึ้น

                นายปีเตอร์กล่าวต่อไปว่าสัญญาต่างๆที่ไอพีทีวีเซ็นกับผู้ผลิตในประเทศไทยมีความสมบูรณ์ภายใต้กฏหมายสหรัฐฯ และการจดลิขสิทธิ์ที่วอชิงตันก็เกิดขึ้น ครอบคลุมทั่วสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายของแคลิฟอร์เนียและภายใต้กฏหมายสหรัฐอเมริกา

                “ในลักษณะนี้หมายความว่า ถ้าละครม้วนไหน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าถูกจับว่าละเมิด เราฟ้องได้ทั้งสองศาล ทั้งแคลิฟอร์เนียหรือศาลสหรัฐฯ แต่การฟ้องศาลแคลิฟอร์เนียใช้เวลาสั้นกว่า จะให้ Damage ตัวเลขที่น้อยกว่า เราเรียกหาได้เฉพาะกำไรจากจำเลยซึ่งได้รับมาจากการขายของที่เรามีลิขสิทธิ์” นายปีเตอร์กล่าว

พร้อมกับอธิบายว่าการที่ไปจดลิขสิทธิ์กับ Copy Right Office นั้นเพื่อเพิ่มตัวเลขของความเสียหาย โดยที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯกำหนดไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องไปดูบัญชีว่าผู้ละเมิดได้กำไรจำนวนเท่าไร แต่จะมีตัวเลขตั้งมาว่าต้องชดใช้เป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้นการเรียกร้องค่าเสียหายจะเพิ่มขึ้นสามถึงสี่เท่าจากที่รัฐ (State) กำหนดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า

                ในช่วงหลังสามเดือนแรกที่มีการฟ้องร้อง ทนายของจำเลยได้ยอมรับว่าสัญญาที่ไอพีทีวีเซ็นกับบริษัทผู้ผลิตที่เมืองไทยเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ภายใต้กฏหมายสหรัฐอเมริกา และทนายฝ่ายจำเลยได้ขอออมชอมกับไอพีทีวีซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ โดยไอพีทีวียอมประนีประนอมสรุปว่า ข้อหนึ่งต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบค่าทนายของตน ข้อสองไอพีทีวีไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย 8 คน สามได้เรียกร้องให้หยุดละเมิดลิขสิทธิ์ ความผิดก่อนหน้านั้นขอยกไว้ และเมื่อใดที่ต้องการทราบลิขสิทธิ์ของไอพีทีวีมีอะไรบ้าง ก็สามารถสอบถามเข้ามาได้

                “การที่เขาตั้งประเด็นต่อสู้ขึ้นมาว่า รายการทั้งหลายออกอากาศในประเทศไทย จะกลายเป็นสาธารณสมบัติ หมายความว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของ กฏหมายประเทศไทยไม่ได้บอกไว้อย่างนี้” นายปีเตอร์ระบุพร้อมบอกด้วยว่ากฏหมายไทยบ่งชัดว่าผู้ผลิตคือเจ้าของลิขสิทธิ์ จะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม การที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ออกมาเรียกร้องค่าตอบแทนของผู้นำผลงานไปใช้ไม่ได้หมายความว่าเขาละทิ้ง

                นายปีเตอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทนายได้นัดให้จำเลยมาเซ็นชื่อหลังการประนีประนอมเกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าจำเลยเปลี่ยนใจไม่เซ็นชื่อ ทนายความจึงลาออกจากคดี ในช่วงนั้นกลุ่มจำเลยจึงไม่มีทนายความ  และเท่ากับว่าฝ่ายจำเลยละทิ้งคดี ไม่มีทนายรับผิดชอบเป็นตัวแทนของเขา

                “ฝ่ายเราจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอปิดคดี ขอปิดคดีคือเราเป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากฝ่ายนู้นไม่ต่อสู้ การประนีประนอมไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นเราขอพิทักษ์ลิขสิทธิ์ของเรา” นายปีเตอร์กล่าวและว่า ในช่วงนั้นศาลอนุมัติ ส่วนขั้นตอนต่อไปคือการเรียกร้องความเสียหาย เนื่องจากการประนีประนอมได้ผ่านไปแล้ว แต่ไม่มีการเซ็นชื่อยอมรับ ฝ่ายโจทก์ขอศาลในการกำหนดค่าเสียหาย

                จากนั้นฝ่ายจำเลยไปหาทนายความคนที่สอง คือ เดวิด คริสเตียนสัน ซึ่งระบุว่าผู้ผลิตรายการในประเทศไทยไม่เคยไปจดลิขสิทธิ์ในกรมลิขสิทธิ์ในประเทศไทย และได้ไปสืบทราบที่วอชิงตันดีซี ปรากฏว่าไอพีทีวีไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้เช่นกัน โดยนายปีเตอร์กล่าวว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง

                “หลังจากวิ่งไปวิ่งมาสี่ห้าเดือน ในที่สุด คริสเตียนสันยอมรับว่าเอกสารทุกอย่างที่เราให้ รวมทั้งสัญญา ผลงานต่างๆที่ประเทศไทยนั้นชอบด้วยกฏหมายไทยและชอบด้วยกฏหมายอเมริกัน เขาตีตัวนี้ไม่ได้ เขาเลยไปตีว่าสัญญาของเราไม่สมบูรณ์” นายปีเตอร์ระบุพร้อมกล่าวว่าทนายฝ่ายจำเลยไม่ได้ระบุในสัญญาว่าให้ละครเรื่องใดมา แต่เนื่องจากการสร้างละครในอนาคตไม่สามารถกำหนดชื่อเรื่องได้

                ในที่สุดได้ลงเอยโดยการขอประนีประนอมกับไอพีทีวีอีกครั้ง แต่ในขั้นที่สองนี้ฝ่ายโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งศาลสั่งให้เรียกร้องได้ และมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆจำนวนมาก เพื่อให้ฝ่ายโจทก์มั่นใจว่าฝ่ายจำเลยจะหยุดการละเมิดจริงๆ อาทิ การทำปลอม ทำซ้ำ และการจัดจำหน่ายหรือให้เช่ารายการโทรทัศน์ต่างๆซึ่งไอพีทีวีถือลิขสิทธิ์อยู่

                “มีการตกลงค่าเสียหาย ซึ่งค่าเสียหายของเราจริงๆอยู่ในตัวเลข 7-8 แสนเหรียญในช่วงปีกว่าๆ ที่เราเขียนขอเข้าไปในศาล แต่ในที่สุดเราพยายามปรับตัวเลขให้ยอมรับได้” นายปีเตอร์กล่าวและว่าการสู้คดีกันในครั้งนี้ทำให้ทนายทั้งสองฝ่ายได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินหลักแสน

                โดยเมื่อช่วงเริ่มต้น ทางจำเลยต้องการดูใบจดลิขสิทธิ์ แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการยื่นเรื่อง (File Application) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึงจะได้ประกาศนียบัตร อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ยื่นเรื่องและมีใบเสร็จตอบรับมานั้นถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว

                “คดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่าง กลายเป็นคดีบรรทัดฐาน คดีต่อไปจะรุนแรงและง่ายกว่านี้ ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งตกเป็นจำเลยขอเราในอนาคต จะไม่ใช้เวลาปีกว่า แต่อาจใช้เวลา 3-4 เดือน และสามารถให้เชอรีฟไปจับได้ในร้านได้ ถ้ามีเบาะแสว่าร้านนั้นมีหนังของเราหนึ่งกระบอกที่เป็นลิขสิทธิ์ของเราและไม่ได้ซื้อกับเรา” นายปีเตอร์กล่าวในที่สุด

                นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์ ประธานบริษัทไอพีทีวีกล่าวเริ่มต้นว่าตนมีความเสียใจและไม่อยากฟ้องร้องคู่กรณี 8 คน ซึ่งได้บอกตั้งแต่แรกให้มีการยอมความกัน ขอเพียงไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท และให้ต่างฝ่ายต่างจ่ายค่าทนายของตน แล้วก็จบกันไป

                “ในสังคมที่เราอยู่นี้ มีบุคคลที่สาม บุคคลที่สี่อยู่เยอะมากๆ ทำให้การให้ข้อมูลข่าวสารตกหล่น ทำให้ผู้ไม่รู้กฏหมายบางกลุ่มเข้าใจผิดเพี้ยน ทำให้เสียเงินเสียทองกัน  คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ”นายนภดลกล่าว

นายนภดลกล่าวต่อไปว่าไอพีทีวีถือเป็นบริษัทแรกที่เข้ามาเริ่มต้นพัฒนาเรื่องของระบบลิขสิทธิ์นายนภดลเปิดเผยว่าให้เกิดความถูกต้อง โดยปัจจุบันมีลิขสิทธิ์หนังในรูปแบบดีวีดี และมีแซทเทิลไลท์ทีวี ถือเป็นสิ่งใหม่และคนในสังคมควรเปิดใจรับ  “ถ้ามีการละเมิดลิขสิทธิ์อีก จำเป็นต้องฟ้องร้อง ก่อนถึงจุดนั้น เราต้องการแถลงข่าวเพื่อให้สื่อมวลชนทุกคนมีความชัดเจนเรื่อง copy right ที่ไอพีทีวีมี”

ประธาน IPTV เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทฯถือลิขสิทธิ์ละครช่อง 7 อยู่ 72 เรื่อง มีละครของไอทีวี  8 เรื่อง ละครของกันตนา 5 เรื่อง โพลีพลัส 6 รายการ อาร์เอสโปรโมชั่น10 เรื่อง ยังไม่รวมบริษัทที่จดเพิ่ม ทั้งหมดในช่วงหนึ่งปีกับหกเดือนที่ประกอบธุรกิจมีทั้งหมด 112 รายการ นอกจากนี้ไอพีทีวียังจดลิขสิทธิ์เพิ่มเติมเข้ามา คือบริษัทแกรมมี่ ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับอุษาเอนเตอร์เทน ซึ่งมีรายการมากมายที่เพิ่มเติมเข้ามา

                  “ฝากบอกไปถึงผู้ประกอบการค้า ร้านวิดีโอ วันนี้เราอยู่ที่ 70 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ที่มี copy right ในสหรัฐอเมริกา ผมว่าไม่เกินสองปีคงถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะมาจดลิขสิทธิ์ที่นี่หมด”นายนภดลเน้น

                โอกาสนี้ นายนภดลยังประกาศด้วยว่า ทางไอพีทีวีได้ประชุมระหว่างบอร์ดและดิสทริบิวเตอร์ มีมติว่าจะลดราคาขายม้วนมาสเตอร์ ให้เท่ากับผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ขายอยู่ คือจะขายราคาม้วนละ 3 เหรียญสหรัฐฯ   “ผมขอความเห็นใจเป็นครั้งสุดท้ายและโอกาสสุดท้ายถึงร้านวิดีโอที่ประกอบการค้าอยู่ ให้มาซื้อลิขสิทธิ์ของเรา ถ้ายังมีการละเมิดเกิดขึ้นอีก ถ้าเราไปจับครั้งนี้ จะไม่มีการยอมคดี เราจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด”

                ทาง ด้านนายรอน เพชชา ผู้บริหารของไอพีทีวีกล่าวสั้นๆว่า แม้นายนภดลไม่ต้องการจับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ในส่วนของตนต้องการจับ เนื่องจากเป็นการปกป้องธุรกิจของบริษัทฯ

                “สำหรับคนที่มีเรื่องเก่าตั้งแต่ปีที่แล้ว ถือว่ายังผิดอยู่ เราสามารถเข้าไปจับได้ ตั้งแต่เมษาปีที่แล้ว เพราะผมถือว่าถ้าละเมิดอยู่เราต้องทำ”นายรอนกล่าวและว่าขอให้หยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งไอพีทีวียังลดราคาม้วนมาสเตอร์ลงถือว่ายุติธรรมมากแล้ว.

ข่าวก่อนหน้านี้

IPTV – ร้านวิดีโอแอล.เอ.สู้คดีต่อ

ละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมทั้งอนุญาตให้ฟ้องกลับ 8 กระทงตามคำร้องของทนายจำเลย ผลัดกันเป็นทั้งโจทก์และจำเลย ศึกนี้ยืดเยื้อแน่นอน

                 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2005 ผู้พิพากษาจอร์จ เอ็ช.คิง แห่งศาลชั้นต้นรัฐบาลกลาง แคลิฟอร์เนียได้พิจารณาคดี CV04-5036 GHK(SSx) ที่มีบริษัท IPTV Corp. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ กันตรัตนกุล และพรรคพวกเป็นจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์วิดีโอของบริษัทซึ่งคดีดังกล่าว Clerk ได้สั่งให้มีการ default หรือไม่ยอมต่อสู้คดีจนกลายเป็นกลุ่มร้านวิดีโอถูกปรับให้แพ้ไปแล้วนั้น ศาลได้สั่งให้เรื่องดังกล่าวตกไป(Set Aside Default)  หมายความว่ากลุ่มร้านค้าวิดีโอยังไม่ได้เป็นผู้แพ้คดี

                นอกจากนี้ผู้พิพากษายังลงความเห็นอนุญาตให้มีการฟ้องกลับ (Counterclaims)บริษัท IPTV ด้วย

                ทั้งนี้เรื่องเริ่มมาจากบริษัท IPTV ได้เปิดตัวแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2004 และประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ถึงลิขสิทธิ์ละคร ภาพยนตร์และเกมโชว์จากประเทศไทย โดยต้องการให้ผู้ค้าวิดีโอไปซื้อวิดีโอจาก IPTV โดยตรง  หากไม่ทำตามจะดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์   จนกระทั่งกลุ่มผู้ค้าส่งวิดีโอต้องการทราบว่าเรื่องใดบ้างที่จดลิขสิทธิ์ไว้พร้อมกับขอดู

                ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2004 บริษัท IPTV ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องรวม 8 ราย ในคดีแพ่งข้อหาละเมิดตามหมายเลข CV04-5036 GHK(SSx)ต่อศาลชั้นต้นรัฐบาลกลาง รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้ง 8 รายประกอบด้วยนายชัยวัฒน์ กันตรัตนกุลหรือแน็ตหรือซันนี่ แห่งไทยมีเดียโพรดัคชั่น นางศรีวรรณ ไทรงาม แห่งไทยมิวสิค วิดีโอ นายเฉลิม พัสธรรม แห่งเอเชี่ยน แปซิฟิก กรุ้ป ,นายตรีภพ พิเดช แห่ง บีจีซี นายนิดา สุจริตกิจไพศาล แห่งแพรว สติวดิโอ นางรัตนา วงศ์สิโรรัตน์ แห่งชาวไทย วิดีโอ และอีก 2 รายคือเอื้ออารีทรัพย์และมิห์ราน ยานิเกี้ยน

                กลุ่มจำเลยในคดีได้แต่งตั้งนายริชาร์ด โพแซล เป็นทนายความว่าความให้ โดยมีการติดต่อกับทนายฝ่ายโจทก์คือนายปีเตอร์ ซี.เวอร์ ฮาเลน ตลอดมา   ต่อมาทนายความฝ่ายจำเลยได้ถอนตัวออกไป เพราะไม่อาจตกลงกับลูกความได้กรณีที่ทนายต้องการให้รอมชอม ขณะที่ลูกความต้องการต่อสู้และไม่ยินยอมตามคำแนะนำ

                จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 และ 24 พฤศจิกายน 2004 ศาลได้ออกคำสั่งให้ default ในความหมายก็คือจำเลยไม่มาต่อสู้คดีหรือเพิกเฉย กลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อช่วงวันที่ 10 ธันวาคม หลังจากข่าวเกิดขึ้นจำเลยทั้ง 6 คนไม่เชื่อว่าเป็นคำสั่งที่ถูกต้องเพราะไม่ได้มาจากผู้พิพากษาแต่มาจากเสมียนศาลหรือเขียนไว้ว่า Default by Clerk

                นายตรีภพ พิเดช หนึ่งในจำเลยเปิดเผยว่าตนได้ติดต่อทนายความเดวิด คริสเตียนสัน ให้รับว่าความและมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้สื่อข่าวทราบ  ทั้งนี้นายเดวิดได้ทำจดหมายลงวันที่ 13 ธันวาคมถึงบุคคลทั้ง 6 สรุปความได้ว่าทั้งหมดได้แจ้งให้ทนายทราบว่าบริษัท IPTV มีลิขสิทธิ์วีดีโอโทรทัศน์ตลอดจนเกมโชว์ต่างๆแต่ไม่ยอมเปิดเผย

                ”คุณได้ร้องขอให้ IPTV พิสูจน์ถึงลิขสิทธิ์ที่ถือครองอยู่ รวมทั่งได้ถูกฟ้องร้อง  แต่ขณะเดียวกัน IPTV ได้แนะนำให้ว่าพร้อมที่จะพิสูจน์และยืดเวลาการฟ้องร้องออกไปเพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง” จดหมายกล่าว

                จดหมายกล่าวอีกว่า IPTV ไม่ได้ออกคำเตือนจากนั้นก็ยื่นเรื่องให้มีการ default  และจำเลยทั้งหมดต้องการที่จะยื่น motions เพื่อจะให้ default ตกไป  และขณะนี้คดีก็ยังคงดำรงอยู่เพื่อรอว่าให้ผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินว่าจะชี้ขาดให้ default ตกไปหรือไม่

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2004 ที่ศูนย์อาหารไทยแลนด์ พลาซ่า กลุ่มวิดีโอที่ถูกบริษัท IPTV ยื่นฟ้องได้รวมตัวกันและเชิญนายเดวิด คริสเตียนสัน ทนายความมาร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ผู้สื่อข่าว โดยนายเดวิดได้เข้ามารับช่วงเป็นทนายจำเลยแทนนายริชาร์ด โพแซล ทนายความคนเดิมที่ถอนตัวออกไป

                นายเดวิดชี้แจงว่าระหว่างนี้เขาได้ทบทวนรายละเอียดข้อเท็จจริงและเชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า IPTV มีลิขสิทธิ์แต่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  “เราเตรียมตัวที่จะตอบคำถามในศาล พร้อมที่จะยื่นฟ้องกลับ (Cross-claim) ด้วยเหตุผลที่ว่า 1.ทำธุรกิจไม่ยุติธรรม ( Unfair business practices) 2.จำกัดทางการ (Restraints of Trade) 3.ละเมิดและผูกขาด (Anti-trust Violations) 4.การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม(Unfair Competitions) 5.เข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ ( Interference with Economic Relations)6.หมิ่นประมาท(Libel) 7.พูดจาสบปรามาสและให้ร้าย ( Slander)และ8.ใช้อิทธิพลออกอุบายข่มขู่กรรโชก ( Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act)

                  ในประการต่อมาทนายเดวิดได้ยื่นฟ้อง IPTV รวม 8 กระทงตามข้างต้น โดยให้แต่ละคนเป็น Cross-Claimant ส่วน IPTV เป็น Cross-Defendants หรือจากที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยก็มีการฟ้องกลับเป็นโจทก์ด้วยเช่นกันเพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

                รายงานข่าวเปิดเผยว่าการต่อสู้คดีของทั้งสองฝ่ายจะต้องยืดเยื้อออกไปเพราะต่างฝ่ายต่างก็เป็นทั้งโจทก์และจำเลยในคราวเดียวกัน

 

 
 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค