เมื่อช่วงบ่ายของวันที่
11
ตุลาคม 2005 ที่บริษัทไอพีทีวีมีการแถลงข่าวการสิ้นสุดคดีฟ้องร้องผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ของไอพีทีวี
นับตั้งแต่ดำเนินการในชั้นศาลมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
2004
ผลปรากฏว่าฝ่ายจำเลยได้รับคำสั่งบังคับถาวร
(Permanent
Injunction) จากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
จอร์จ เอ็ช
คิง ลงวันที่
28 กันยายน
2005
ให้จำเลยทั้งหลายละเว้นการกระทำต่างๆที่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
ผู้ที่มาแถลงข่าว
ประกอบด้วยนายนภดล
วงศ์ชัยวัฒน์
และนายรอน
เพชชา สองผู้บริหารบริษัทไอพีทีวี
พร้อมด้วยนายปีเตอร์
จลาพงศ์ ที่ปรึกษาฝ่ายกฏหมายของบริษัทฯ
นายปีเตอร์เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวว่า
คดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่ฟ้องร้องกันในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณหนึ่งปีกับอีกห้าเดือน
ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวทั้งสองฝ่ายพยายามพูดคุยกันผ่านทนาย
ความชัดเจนอยู่ที่ว่าการละเมิดได้เกิดขึ้นหรือไม่
บุคคลที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้กลายเป็นจำเลยในคดี
เราฟ้องไปจำนวน
8
คนด้วยกัน ฝ่ายจำเลยที่ถูกฟ้องได้จ้างทนายจากเซ็นจูรี่ซิตี้มาต่อสู้คดีกับเราซึ่งเป็นทนายด้าน
Copy
Right โดยเฉพาะ และเป็นทนายที่เก่งมาก นายปีเตอร์กล่าวและว่าในช่วงแรกของการเจรจา
หลังจากทนายฝ่ายจำเลยได้ดูข้อมูลของไอพีทีวีแล้ว
มีความเชื่อว่าการละเมิดได้เกิดขึ้น
นายปีเตอร์กล่าวต่อไปว่าสัญญาต่างๆที่ไอพีทีวีเซ็นกับผู้ผลิตในประเทศไทยมีความสมบูรณ์ภายใต้กฏหมายสหรัฐฯ
และการจดลิขสิทธิ์ที่วอชิงตันก็เกิดขึ้น
ครอบคลุมทั่วสหรัฐฯ
ภายใต้กฎหมายของแคลิฟอร์เนียและภายใต้กฏหมายสหรัฐอเมริกา
ในลักษณะนี้หมายความว่า
ถ้าละครม้วนไหน
เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ถ้าถูกจับว่าละเมิด
เราฟ้องได้ทั้งสองศาล
ทั้งแคลิฟอร์เนียหรือศาลสหรัฐฯ
แต่การฟ้องศาลแคลิฟอร์เนียใช้เวลาสั้นกว่า
จะให้ Damage ตัวเลขที่น้อยกว่า
เราเรียกหาได้เฉพาะกำไรจากจำเลยซึ่งได้รับมาจากการขายของที่เรามีลิขสิทธิ์ นายปีเตอร์กล่าว
พร้อมกับอธิบายว่าการที่ไปจดลิขสิทธิ์กับ
Copy
Right Office นั้นเพื่อเพิ่มตัวเลขของความเสียหาย
โดยที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯกำหนดไว้ว่า
เมื่อใดก็ตามที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์
ไม่จำเป็นต้องไปดูบัญชีว่าผู้ละเมิดได้กำไรจำนวนเท่าไร
แต่จะมีตัวเลขตั้งมาว่าต้องชดใช้เป็นจำนวนเท่าใด
ดังนั้นการเรียกร้องค่าเสียหายจะเพิ่มขึ้นสามถึงสี่เท่าจากที่รัฐ
(State)
กำหนดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า
ในช่วงหลังสามเดือนแรกที่มีการฟ้องร้อง
ทนายของจำเลยได้ยอมรับว่าสัญญาที่ไอพีทีวีเซ็นกับบริษัทผู้ผลิตที่เมืองไทยเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ภายใต้กฏหมายสหรัฐอเมริกา
และทนายฝ่ายจำเลยได้ขอออมชอมกับไอพีทีวีซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์
โดยไอพีทีวียอมประนีประนอมสรุปว่า
ข้อหนึ่งต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบค่าทนายของตน
ข้อสองไอพีทีวีไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย
8
คน สามได้เรียกร้องให้หยุดละเมิดลิขสิทธิ์
ความผิดก่อนหน้านั้นขอยกไว้
และเมื่อใดที่ต้องการทราบลิขสิทธิ์ของไอพีทีวีมีอะไรบ้าง
ก็สามารถสอบถามเข้ามาได้
การที่เขาตั้งประเด็นต่อสู้ขึ้นมาว่า
รายการทั้งหลายออกอากาศในประเทศไทย
จะกลายเป็นสาธารณสมบัติ
หมายความว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของ
กฏหมายประเทศไทยไม่ได้บอกไว้อย่างนี้ นายปีเตอร์ระบุพร้อมบอกด้วยว่ากฏหมายไทยบ่งชัดว่าผู้ผลิตคือเจ้าของลิขสิทธิ์
จะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม
การที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ออกมาเรียกร้องค่าตอบแทนของผู้นำผลงานไปใช้ไม่ได้หมายความว่าเขาละทิ้ง
นายปีเตอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า
ทนายได้นัดให้จำเลยมาเซ็นชื่อหลังการประนีประนอมเกิดขึ้น
แต่ปรากฏว่าจำเลยเปลี่ยนใจไม่เซ็นชื่อ
ทนายความจึงลาออกจากคดี
ในช่วงนั้นกลุ่มจำเลยจึงไม่มีทนายความ และเท่ากับว่าฝ่ายจำเลยละทิ้งคดี
ไม่มีทนายรับผิดชอบเป็นตัวแทนของเขา
ฝ่ายเราจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอปิดคดี
ขอปิดคดีคือเราเป็นฝ่ายชนะ
เนื่องจากฝ่ายนู้นไม่ต่อสู้
การประนีประนอมไม่เกิดขึ้น
ฉะนั้นเราขอพิทักษ์ลิขสิทธิ์ของเรา นายปีเตอร์กล่าวและว่า
ในช่วงนั้นศาลอนุมัติ
ส่วนขั้นตอนต่อไปคือการเรียกร้องความเสียหาย
เนื่องจากการประนีประนอมได้ผ่านไปแล้ว
แต่ไม่มีการเซ็นชื่อยอมรับ
ฝ่ายโจทก์ขอศาลในการกำหนดค่าเสียหาย
จากนั้นฝ่ายจำเลยไปหาทนายความคนที่สอง
คือ เดวิด คริสเตียนสัน
ซึ่งระบุว่าผู้ผลิตรายการในประเทศไทยไม่เคยไปจดลิขสิทธิ์ในกรมลิขสิทธิ์ในประเทศไทย
และได้ไปสืบทราบที่วอชิงตันดีซี
ปรากฏว่าไอพีทีวีไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้เช่นกัน
โดยนายปีเตอร์กล่าวว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง
หลังจากวิ่งไปวิ่งมาสี่ห้าเดือน
ในที่สุด คริสเตียนสันยอมรับว่าเอกสารทุกอย่างที่เราให้
รวมทั้งสัญญา
ผลงานต่างๆที่ประเทศไทยนั้นชอบด้วยกฏหมายไทยและชอบด้วยกฏหมายอเมริกัน
เขาตีตัวนี้ไม่ได้
เขาเลยไปตีว่าสัญญาของเราไม่สมบูรณ์ นายปีเตอร์ระบุพร้อมกล่าวว่าทนายฝ่ายจำเลยไม่ได้ระบุในสัญญาว่าให้ละครเรื่องใดมา
แต่เนื่องจากการสร้างละครในอนาคตไม่สามารถกำหนดชื่อเรื่องได้
ในที่สุดได้ลงเอยโดยการขอประนีประนอมกับไอพีทีวีอีกครั้ง
แต่ในขั้นที่สองนี้ฝ่ายโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหาย
ซึ่งศาลสั่งให้เรียกร้องได้
และมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆจำนวนมาก
เพื่อให้ฝ่ายโจทก์มั่นใจว่าฝ่ายจำเลยจะหยุดการละเมิดจริงๆ
อาทิ การทำปลอม
ทำซ้ำ และการจัดจำหน่ายหรือให้เช่ารายการโทรทัศน์ต่างๆซึ่งไอพีทีวีถือลิขสิทธิ์อยู่
มีการตกลงค่าเสียหาย
ซึ่งค่าเสียหายของเราจริงๆอยู่ในตัวเลข
7-8
แสนเหรียญในช่วงปีกว่าๆ
ที่เราเขียนขอเข้าไปในศาล
แต่ในที่สุดเราพยายามปรับตัวเลขให้ยอมรับได้ นายปีเตอร์กล่าวและว่าการสู้คดีกันในครั้งนี้ทำให้ทนายทั้งสองฝ่ายได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินหลักแสน
โดยเมื่อช่วงเริ่มต้น
ทางจำเลยต้องการดูใบจดลิขสิทธิ์
แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการยื่นเรื่อง
(File
Application) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ
6
เดือนถึงจะได้ประกาศนียบัตร
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ยื่นเรื่องและมีใบเสร็จตอบรับมานั้นถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว
คดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่าง
กลายเป็นคดีบรรทัดฐาน
คดีต่อไปจะรุนแรงและง่ายกว่านี้
ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งตกเป็นจำเลยขอเราในอนาคต
จะไม่ใช้เวลาปีกว่า
แต่อาจใช้เวลา
3-4
เดือน และสามารถให้เชอรีฟไปจับได้ในร้านได้
ถ้ามีเบาะแสว่าร้านนั้นมีหนังของเราหนึ่งกระบอกที่เป็นลิขสิทธิ์ของเราและไม่ได้ซื้อกับเรา นายปีเตอร์กล่าวในที่สุด
นายนภดล วงศ์ชัยวัฒน์
ประธานบริษัทไอพีทีวีกล่าวเริ่มต้นว่าตนมีความเสียใจและไม่อยากฟ้องร้องคู่กรณี
8
คน ซึ่งได้บอกตั้งแต่แรกให้มีการยอมความกัน
ขอเพียงไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของบริษัท
และให้ต่างฝ่ายต่างจ่ายค่าทนายของตน
แล้วก็จบกันไป
ในสังคมที่เราอยู่นี้
มีบุคคลที่สาม
บุคคลที่สี่อยู่เยอะมากๆ
ทำให้การให้ข้อมูลข่าวสารตกหล่น
ทำให้ผู้ไม่รู้กฏหมายบางกลุ่มเข้าใจผิดเพี้ยน
ทำให้เสียเงินเสียทองกัน คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนที่สำคัญนายนภดลกล่าว
นายนภดลกล่าวต่อไปว่าไอพีทีวีถือเป็นบริษัทแรกที่เข้ามาเริ่มต้นพัฒนาเรื่องของระบบลิขสิทธิ์นายนภดลเปิดเผยว่าให้เกิดความถูกต้อง
โดยปัจจุบันมีลิขสิทธิ์หนังในรูปแบบดีวีดี
และมีแซทเทิลไลท์ทีวี
ถือเป็นสิ่งใหม่และคนในสังคมควรเปิดใจรับ ถ้ามีการละเมิดลิขสิทธิ์อีก
จำเป็นต้องฟ้องร้อง
ก่อนถึงจุดนั้น
เราต้องการแถลงข่าวเพื่อให้สื่อมวลชนทุกคนมีความชัดเจนเรื่อง
copy right ที่ไอพีทีวีมี
ประธาน
IPTV
เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทฯถือลิขสิทธิ์ละครช่อง
7
อยู่ 72 เรื่อง
มีละครของไอทีวี
8
เรื่อง ละครของกันตนา
5
เรื่อง โพลีพลัส
6 รายการ
อาร์เอสโปรโมชั่น10 เรื่อง
ยังไม่รวมบริษัทที่จดเพิ่ม
ทั้งหมดในช่วงหนึ่งปีกับหกเดือนที่ประกอบธุรกิจมีทั้งหมด
112
รายการ นอกจากนี้ไอพีทีวียังจดลิขสิทธิ์เพิ่มเติมเข้ามา
คือบริษัทแกรมมี่
ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับอุษาเอนเตอร์เทน
ซึ่งมีรายการมากมายที่เพิ่มเติมเข้ามา
ฝากบอกไปถึงผู้ประกอบการค้า
ร้านวิดีโอ
วันนี้เราอยู่ที่
70
ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ที่มี copy right ในสหรัฐอเมริกา
ผมว่าไม่เกินสองปีคงถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะมาจดลิขสิทธิ์ที่นี่หมดนายนภดลเน้น
โอกาสนี้ นายนภดลยังประกาศด้วยว่า
ทางไอพีทีวีได้ประชุมระหว่างบอร์ดและดิสทริบิวเตอร์
มีมติว่าจะลดราคาขายม้วนมาสเตอร์
ให้เท่ากับผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ขายอยู่
คือจะขายราคาม้วนละ
3
เหรียญสหรัฐฯ
ผมขอความเห็นใจเป็นครั้งสุดท้ายและโอกาสสุดท้ายถึงร้านวิดีโอที่ประกอบการค้าอยู่
ให้มาซื้อลิขสิทธิ์ของเรา
ถ้ายังมีการละเมิดเกิดขึ้นอีก
ถ้าเราไปจับครั้งนี้
จะไม่มีการยอมคดี
เราจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด
ทาง ด้านนายรอน
เพชชา ผู้บริหารของไอพีทีวีกล่าวสั้นๆว่า
แม้นายนภดลไม่ต้องการจับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์
แต่ในส่วนของตนต้องการจับ
เนื่องจากเป็นการปกป้องธุรกิจของบริษัทฯ
สำหรับคนที่มีเรื่องเก่าตั้งแต่ปีที่แล้ว
ถือว่ายังผิดอยู่
เราสามารถเข้าไปจับได้
ตั้งแต่เมษาปีที่แล้ว
เพราะผมถือว่าถ้าละเมิดอยู่เราต้องทำนายรอนกล่าวและว่าขอให้หยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งไอพีทีวียังลดราคาม้วนมาสเตอร์ลงถือว่ายุติธรรมมากแล้ว.
ข่าวก่อนหน้านี้
IPTV ร้านวิดีโอแอล.เอ.สู้คดีต่อ
ละเมิดลิขสิทธิ์
พร้อมทั้งอนุญาตให้ฟ้องกลับ 8 กระทงตามคำร้องของทนายจำเลย
ผลัดกันเป็นทั้งโจทก์และจำเลย
ศึกนี้ยืดเยื้อแน่นอน
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2005 ผู้พิพากษาจอร์จ
เอ็ช.คิง แห่งศาลชั้นต้นรัฐบาลกลาง
แคลิฟอร์เนียได้พิจารณาคดี CV04-5036 GHK(SSx) ที่มีบริษัท IPTV Corp. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์
กันตรัตนกุล
และพรรคพวกเป็นจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์วิดีโอของบริษัทซึ่งคดีดังกล่าว Clerk ได้สั่งให้มีการ default หรือไม่ยอมต่อสู้คดีจนกลายเป็นกลุ่มร้านวิดีโอถูกปรับให้แพ้ไปแล้วนั้น
ศาลได้สั่งให้เรื่องดังกล่าวตกไป(Set Aside Default) หมายความว่ากลุ่มร้านค้าวิดีโอยังไม่ได้เป็นผู้แพ้คดี
นอกจากนี้ผู้พิพากษายังลงความเห็นอนุญาตให้มีการฟ้องกลับ (Counterclaims)บริษัท IPTV ด้วย
ทั้งนี้เรื่องเริ่มมาจากบริษัท IPTV ได้เปิดตัวแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2004 และประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ถึงลิขสิทธิ์ละคร
ภาพยนตร์และเกมโชว์จากประเทศไทย
โดยต้องการให้ผู้ค้าวิดีโอไปซื้อวิดีโอจาก IPTV โดยตรง หากไม่ทำตามจะดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์ จนกระทั่งกลุ่มผู้ค้าส่งวิดีโอต้องการทราบว่าเรื่องใดบ้างที่จดลิขสิทธิ์ไว้พร้อมกับขอดู
ต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2004 บริษัท IPTV ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องรวม 8 ราย
ในคดีแพ่งข้อหาละเมิดตามหมายเลข CV04-5036 GHK(SSx)ต่อศาลชั้นต้นรัฐบาลกลาง
รัฐแคลิฟอร์เนีย
ทั้ง 8 รายประกอบด้วยนายชัยวัฒน์ กันตรัตนกุลหรือแน็ตหรือซันนี่
แห่งไทยมีเดียโพรดัคชั่น
นางศรีวรรณ
ไทรงาม แห่งไทยมิวสิค
วิดีโอ นายเฉลิม
พัสธรรม แห่งเอเชี่ยน
แปซิฟิก กรุ้ป ,นายตรีภพ
พิเดช แห่ง
บีจีซี นายนิดา
สุจริตกิจไพศาล
แห่งแพรว สติวดิโอ
นางรัตนา วงศ์สิโรรัตน์
แห่งชาวไทย
วิดีโอ และอีก 2 รายคือเอื้ออารีทรัพย์และมิห์ราน
ยานิเกี้ยน
กลุ่มจำเลยในคดีได้แต่งตั้งนายริชาร์ด
โพแซล เป็นทนายความว่าความให้
โดยมีการติดต่อกับทนายฝ่ายโจทก์คือนายปีเตอร์
ซี.เวอร์ ฮาเลน ตลอดมา ต่อมาทนายความฝ่ายจำเลยได้ถอนตัวออกไป เพราะไม่อาจตกลงกับลูกความได้กรณีที่ทนายต้องการให้รอมชอม ขณะที่ลูกความต้องการต่อสู้และไม่ยินยอมตามคำแนะนำ
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 และ 24 พฤศจิกายน 2004 ศาลได้ออกคำสั่งให้ default ในความหมายก็คือจำเลยไม่มาต่อสู้คดีหรือเพิกเฉย
กลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อช่วงวันที่ 10 ธันวาคม
หลังจากข่าวเกิดขึ้นจำเลยทั้ง 6 คนไม่เชื่อว่าเป็นคำสั่งที่ถูกต้องเพราะไม่ได้มาจากผู้พิพากษาแต่มาจากเสมียนศาลหรือเขียนไว้ว่า Default by Clerk
นายตรีภพ
พิเดช หนึ่งในจำเลยเปิดเผยว่าตนได้ติดต่อทนายความเดวิด
คริสเตียนสัน
ให้รับว่าความและมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้สื่อข่าวทราบ ทั้งนี้นายเดวิดได้ทำจดหมายลงวันที่ 13 ธันวาคมถึงบุคคลทั้ง 6 สรุปความได้ว่าทั้งหมดได้แจ้งให้ทนายทราบว่าบริษัท IPTV มีลิขสิทธิ์วีดีโอโทรทัศน์ตลอดจนเกมโชว์ต่างๆแต่ไม่ยอมเปิดเผย
คุณได้ร้องขอให้ IPTV พิสูจน์ถึงลิขสิทธิ์ที่ถือครองอยู่
รวมทั่งได้ถูกฟ้องร้อง แต่ขณะเดียวกัน IPTV ได้แนะนำให้ว่าพร้อมที่จะพิสูจน์และยืดเวลาการฟ้องร้องออกไปเพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง จดหมายกล่าว
จดหมายกล่าวอีกว่า IPTV ไม่ได้ออกคำเตือนจากนั้นก็ยื่นเรื่องให้มีการ default
และจำเลยทั้งหมดต้องการที่จะยื่น motions เพื่อจะให้ default ตกไป และขณะนี้คดีก็ยังคงดำรงอยู่เพื่อรอว่าให้ผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินว่าจะชี้ขาดให้ default ตกไปหรือไม่
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2004 ที่ศูนย์อาหารไทยแลนด์
พลาซ่า กลุ่มวิดีโอที่ถูกบริษัท IPTV ยื่นฟ้องได้รวมตัวกันและเชิญนายเดวิด คริสเตียนสัน
ทนายความมาร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ผู้สื่อข่าว โดยนายเดวิดได้เข้ามารับช่วงเป็นทนายจำเลยแทนนายริชาร์ด
โพแซล ทนายความคนเดิมที่ถอนตัวออกไป
นายเดวิดชี้แจงว่าระหว่างนี้เขาได้ทบทวนรายละเอียดข้อเท็จจริงและเชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า IPTV มีลิขสิทธิ์แต่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เราเตรียมตัวที่จะตอบคำถามในศาล
พร้อมที่จะยื่นฟ้องกลับ (Cross-claim) ด้วยเหตุผลที่ว่า 1.ทำธุรกิจไม่ยุติธรรม ( Unfair business practices)
2.จำกัดทางการ (Restraints of Trade) 3.ละเมิดและผูกขาด (Anti-trust Violations) 4.การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม(Unfair Competitions) 5.เข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ ( Interference with Economic
Relations)6.หมิ่นประมาท(Libel) 7.พูดจาสบปรามาสและให้ร้าย ( Slander)และ8.ใช้อิทธิพลออกอุบายข่มขู่กรรโชก ( Racketeer Influenced and
Corrupt Organizations Act)
ในประการต่อมาทนายเดวิดได้ยื่นฟ้อง IPTV รวม 8 กระทงตามข้างต้น
โดยให้แต่ละคนเป็น Cross-Claimant ส่วน IPTV เป็น Cross-Defendants หรือจากที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยก็มีการฟ้องกลับเป็นโจทก์ด้วยเช่นกันเพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
รายงานข่าวเปิดเผยว่าการต่อสู้คดีของทั้งสองฝ่ายจะต้องยืดเยื้อออกไปเพราะต่างฝ่ายต่างก็เป็นทั้งโจทก์และจำเลยในคราวเดียวกัน
|