่----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่--------------------------------------------
อธิการบดีรามคำแหงชี้เศรษฐกิจไทยต้องมุ่งพึ่งพาตัวเอง
ผู้บริหารการเงินไม่ยึดติดทฤษฎีต้องมีวิญญาณพนันด้วย
อธิการบดีรามคำแหน่งชี้เศรษฐกิจไทย 2551 ภาคการผลิตตกต่ำ
ต้องปรับโครงสร้างรายได้ ยกฐานะคนจน มุ่งสู่เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองแทนการพึ่งพาต่างประเทศ
หวังผู้ดำเนินนโยบายการเงินที่ไม่ยึดติดทฤษฎีแต่มีวิญญาณพนัน
โดยเฉพาะเรื่องค้าค่าเงินต้องรุกและรับเป็น
รองศาสตราจารย์คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงกล่าวบรรยายเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในปีพ.ศ.2551 โอกาสที่ได้เดินทางมาพบปะกับศิษย์เก่า
ศิษย์ปัจจุบัน รวมทั้งชุมชนไทยเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา โดยรศ.คิมเปรียบเทียบระบบเศรษฐกิจกับร่างกายของมนุษย์
ซึ่งเมื่อเกิดมาต้องดูว่าครบถ้วนหรือไม่ หรือมีจุดใดบ้างที่มีปัญหา
โครงสร้างทางเศรษฐกิจประกอบด้วย 4
ชิ้นส่วนซึ่งจะรวมเป็นเศรษฐกิจในระดับมหภาคของประเทศนั้นๆ อันประกอบด้วยภาคการผลิต
ภาคปัจจัยการผลิต ภาคการเงินและภาคต่างประเทศ หากมีการตรวจสอบในทุกส่วนแล้วไม่พบปัญหา
นั่นหมายความว่าระบบเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆอยู่ในขั้นดี
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย พบว่าภาคการเงินเกิดปัญหาเมื่อปี
1997 ซึ่งเรียกปัญหาในช่วงนั้นว่า โรคต้มยำกุ้ง เริ่มจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์อันเกิดจากการปั่นราคาที่ดินและสร้างคอนโดมีเนียมเกินความต้องการ
เกิด Bubble Economy จนฟองสบู่แตก ปัจจัยที่เกิดตามมาคือสถาบันการเงินที่ต้องปิดตัวลง
ลุกลามไปยังบริษัทห้างร้านต่างๆ จนมาถึงปัญหาการเลิกจ้าง
รศ.คิมกล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในวันนี้ ภาคผลิตถือว่ามีความสำคัญ
โดยมูลค่าของสินค้าและบริการของประเทศทั้งหมดที่เรียกว่า GDP หากมีการเพิ่มขึ้นก็หมายถึงมีการผลิตได้มากขึ้น
ส่วนที่ว่าจำเป็นต้องมีอัตราการเติบโตหรือไม่นั้น คำตอบคือจำเป็น
โดยประเทศไทยควรอยู่ในอัตราการเติบโตประมาณ 8% จึงจะอยู่ดีมีสุข
แต่ปัจจุบันโตเพียง 4% กว่าๆ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในกลุ่มอาเชียน
ทั้งๆที่มีศักษภาพสูงกว่าหลายๆประเทศ
จีดีพีของไทยเคยขึ้นสูงสุด
13% เมื่อปีพ.ศ.2531 ช่วงพล.ต.ชาติชาย(ชุณหะวัณ)เป็นนายก ยุคเปิดสนามรบเป็นสนามการค้า
จนไอเอ็มเอฟยกย่องว่าไทยเป็น Asian Miracle
มหัศจรรย์แห่งเอชีย รศ.คิมกล่าวและว่าปัจจุบันไทยมีภาคการผลิตที่ต่ำกว่ากำลังความสามารถ
ทำให้สูญเสียการยกระดับฐานะของประเทศ และคาดว่าจะตกต่ำไปเรื่อยๆ
โดยก่อนหน้านี้ไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีค่าแรงงานถูก
สามารถนำไปใช้ต่อรองได้ แต่หลังจากจีนเปิดตลาดและเวียดนามเปลี่ยนเป็นประเทศเปิด
ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าไทยมาก ดังนั้นไทยจึงไม่สามารถแข่งขันในเรื่องต้นทุนต่ำได้อีกต่อไป
ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอเริ่มเจ๊ง
ในส่วนของสินค้าตลาดบนของไทย
เช่น เทคโนโลยี ไทยก็สู้ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ไม่ได้ ดังนั้นเราอยู่ในลักษณะคอขวด
ลงล่างแพ้ ขึ้นบนแพ้ ถ้าไม่ทะลุออกไปในอนาคตจะลำบากจริงๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้สึกแต่เป็นเรื่องจริง
อธิการบดีม.รามฯกล่าว
รศ.คิมกล่าวว่าการแก้ปัญหานี้ ย่อมมีคนบางกลุ่มเกิดผลกระทบ
ถ้ารัฐบาลไม่แข็งแรงก็จะไม่กล้าแก้ปัญหา ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา
หากไม่เปลี่ยนอนาคตลูกหลานของไทยจะลำบาก
ส่วนทางภาคการเงินนั้น ไทยเกิดความบอบช้ำมานับตั้งแต่พ.ศ.2540 สถาบันการเงิน 82 แห่งล้มละลาย จึงเป็นพันธะที่รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้ม ส่งผลให้รัฐมีหนี้สินกว่าสองล้านล้านบาท
จนต้องมีการตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วันนี้ไทยยังมีหนี้สินประมาณหนึ่งล้านล้านบาท
ความเข้มแข็งของสถาบันการเงินยังมีไม่มาก
รศ.คิมกล่าวถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมีผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศ
ซึ่งหากยังเป็นอยู่อย่างนี้ได้แนะให้ผู้ประกอบการส่งออกปิดโรงงาน
อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทที่แข็งหรืออ่อนตัวมากเกินไปย่อมเป็นผลเสียทั้งสิ้น
โดยการที่ค่าเงินบาทแข็งเกิดจากค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯที่อ่อนตัวลง
ฝ่ายบริหารท่องแต่ทฤษฎี
อย่าบ้าทฤษฎี ที่เจ๊งจากปี 40 เพราะค่าเงินอ่อนอย่างรวดเร็ว
เราใช้คนที่ดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นเด็กนักเรียนทุนเกียรตินิยม
แต่การเทรดเงินเป็นเหมือนการเดิมพันได้เสีย คนที่ดูออกต้องมีวิญญาณรู้เรื่องการพนัน
รุกเป็น ถอยเป็น เอาพระไปรบกับโจรก็ต้องแพ้
รศ.คิมกล่าวเปรียบเทียบ
สำหรับภาคต่างประเทศของไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมายังถือว่าอยู่ขั้นดี
มีดุลการค้าและดุลการชำระเงินเกินดุล แต่แนวโน้มในปีนี้คาดว่าจะไม่ดีเนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญอยู่ในช่วงตกต่ำ
อีกทั้งเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก
ไทยควรจะปรับโครงสร้างรายได้ให้คนจนรวยขึ้น
ถ้าแก้ไม่ได้แก้ไปร้อยปีก็ไม่จบ แต่ถ้าทำได้ประเทศไทยจะดีขึ้นและพึ่งพาตัวเองได้
คนรวยไม่เชื่อทฤษฎีนี้ รศ.คิมกล่าวและว่าปัญหาเกิดจากคนออกกฎหมายในสภาก็จะไม่ออกกฎหมายมาเก็บภาษีคนรวย
เก็บภาษีตัวเองและครอบครัว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยไม่สู้จะดีนัก
คนไทยที่วางแผนกลับไปปักหลักและใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยโดยมีเงินก้อนหนึ่งที่อยากจะไปลงทุนควรทำอย่างไร
รศ.คิมกล่าวว่าควรไปตั้งหลักเรียนรู้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ถ้าลงทุนแล้วเจ๊งก็จะเสียหายมาก หลายอย่างที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จ
ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นอีกต่อไป
ม.รามคำแหงหนุนเรียนผ่านออนไลน์ศึกษาตลอดชีวิต
ม.รามคำแหงเปิดรับนักศึกษาต่างประเทศทั้งปริญญาตรีและโท
อธิการบดีเผยอุดมการณ์เพื่อประชาชนเป็นหลัก แนะให้เรียนรู้เพิ่มเติมตลอดชีวิตใช้ระบบเทคโนโลยีสื่อสารออนไลน์เป็นตัวเชื่อม
ที่วัดไทยลอสแอนเจลิส ช่วงบ่ายวันที่
27 มกราคม ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอันประกอบด้วยรศ.คิม
ไชยแสนสุข อธิการบดีฯ รศ.ดร.ปัญญา ศิริโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา
และอ.รำไพ สิริมนกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ได้มาพบปะกับศิษย์เก่า
ศิษย์ปัจจุบัน รวมทั้งประชาชนโดยทั่วไปเพื่อแจ้งให้ทราบถึงโปรแกรมการศึกษาของมหาวิทยาลัย
นางรำไพกล่าวเริ่มต้นว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ขยายการเรียนการสอนมายังต่างประเทศเมื่อปี
พ.ศ.2546
โดยเริ่มจากวุฒิปริญญาตรี ต่อมาอีกสองปีได้ริเริ่มหลักสูตรระดับปริญญาโทเพื่อนำการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางด้วยระบบออนไลน์
ผสมผสานระหว่างการศึกษาด้วยตนเองและสื่อทางไกล ส่วนสถานที่สอบได้ขอความร่วมมือไปยังสถานทูต
และสถานกงสุลใหญ่ฯ ปัจจุบันได้ขยายการเรียนการสอนไปยัง 24
ประเทศทั่วโลก
มาตรฐานการเรียนการสอนรับประกันว่าเหมือนกับที่เมืองไทย
อาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบก็เป็นคนเดียวกัน โดยทำการส่งข้อสอบผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ
รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์กล่าว
ส่วนตำราการเรียนมีทั้งการส่งวีซีดีบรรยายมาให้ รวมทั้งนักศึกษาสามารถดาวน์โหลดตำราเรียนจากอินเตอร์เน็ต
ในอนาคตวางแผนว่าจะมีการติดกล้องเพื่อใช้สื่อสารระหว่างอาจารย์และนักศึกษาด้วย
ทางด้านรศ.ดร.ปัญญาเปิดเผยถึงการศึกษาในระดับปริญญาเอกว่าสิ่งสำคัญผู้เรียนต้องวางแผนการทำหัวข้อการวิจัยว่าจะเป็นเรื่องอะไร
โดยแนะว่าควรเลือกหัวข้อที่ตัวเองสนใจและมีความถนัด จากนั้นจะต้องเข้าไปเรียนระเบียบวิธีวิจัยซึ่งถือเป็นคอร์สเวิร์ค
เมื่อสอบผ่านแล้วจะต้องทำ Independent
Study เพิ่มเติม หลังจากนั้นจะต้องทำการสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์
โดยจะพิเศษกว่าที่อื่นเนื่องจากจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหรือบุคคลภายนอกที่สนใจมานั่งฟังและซักถามด้วย
รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีฯเผยถึงวัตุประสงค์ของการเดินทางมาในครั้งนี้ว่าเพื่อพานักศึกษา
MBA จำนวน 90
คนมาดูงานที่มหาวิทยาลัยUSC รวมทั้งมาพบปะพูดคุยในวันนี้
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือการมามอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นให้นายจักร
บุญ-หลง กงสุลใหญ่แอลเอด้วย
อธิการบดีม.รามฯกล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2514 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในยุคนั้น
ซึ่งมีมหาวิทยาลัยของรัฐเพียง 8 แห่ง จึงไม่สามารถรองรับนักเรียนที่จบการศึกษาในระดับมัธยมปลายได้เพียงพอ
มหาวิทยาลัยรามฯแปลกกว่าทุกแห่ง
คือริเริ่มจากฝ่ายนิติบัญญัติ มีอุดมการณ์เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนและเป็นที่พึ่งทางการศึกษาและให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชน รศ.คิมกล่าว
อธิการบดีม.รามฯกล่าวต่อว่า การที่คนไทยมีปัญหาในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
เศรษฐกิจตกต่ำ ต่างมีการโทษว่าเกิดจากคนไม่มีความรู้ ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ
และไม่ควรหยุดเมื่อจบการศึกษาแล้ว แต่ควรมีการอบรมเพื่อหาความรู้เพิ่มเติม
หรืออีกนัยหนึ่งคือการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นเอง
ขณะนี้ทางม.รามฯกำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ สาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ
ภาค 1/2551 ในระดับปริญญาตรี ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2550 ถึง 31 มีนาคม 2551 ในสาขานิติศาสตร์ วิชาการบริหารทั่วไป วิชารัฐศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ส่วนปริญญาโท
เปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการจัดการทั่วไป หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการตลาด
และหลักสูตรรัฐประศาสนศาตรมหาบัณฑิต รับสมัครตั้งแต่ 1
พฤศจิกายน 2550 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์
2551 โดยสามารถสมัครออนไลน์ผ่านเว็บของมหาวิทยาลัย
www.ru.ac.th/oasc
|