| ปชป. ยื่นมติไม่ไว้วางใจสมัครและ 7 รัฐมนตรีชี้ผิด 9 ประเด็น
รัฐบาลกรรเชียงหนีเสนอพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม 28
มิ.ย.
พรรคประชาธิปัตย์มีมติยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล'หมัก' รวมเข่ง 7 รมว.ทั้งเลี้ยบ-เหลิม-มิ่ง-นพดล-สันติ-ทรงศักดิ์-สมพงษ์ เปิดความผิด
9 ข้อซักฟอก รัฐบาลตีกรรเชียงหนีเสนอพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม 28 มิถุนายน ครม.สั่งถอนเช่ารถขสมก. 6 พันคันให้ไปพิจารณารายละเอียดใหม่
ประชาธิปัตย์ยื่นไม่ไว้วางใจ
'หมัก'
ที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 มิถุนายนนายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ฐานะประธานส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์
ได้เรียกประชุม ส.ส.ของพรรค โดยมีวาระสำคัญพิจารณาถึงเรื่องการเสนอเสนอญัตติไม่ไว้วางใจ
ต่อรัฐสภา หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้หารือกับทางแกนนำพรรคและได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว
ต่อมาเวลา 17.30 น. นายองอาจ
คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมว่าที่ประชุมมีมติยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายสมัคร สุนทรเวช ฐานะนายกรัฐมนตรี ด้วยประเด็นฐานความผิดดังนี้ คือ
ข้อแรก เมื่อได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล
นายสมัคร ฐานะเป็นนายกฯ ได้ไปสนองตอบและรับใช้อดีตนักการเมืองผู้สูญเสียประโยชน์
อย่างโจ่งแจ้ง ไม่ใส่ใจต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนในบ้านเมือง การคัดเลือกบุคคลเข้าร่วมรัฐมนตรีไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับ
ตกอยู่ภายใต้การครอบงำ ผู้มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองที่สังกัด และก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารงาน
นำสมุนอดีตนักการเมืองหาประโยชน์
ข้อสอง
นายกฯ ยอมรับให้นำบุคคลที่ไม่มีวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ มีผลประโยชน์ทับซ้อน
เป็นสมุนรับใช้อดีตนักการเมืองที่สูญเสียผลประโยชน์เข้าดำรงตำแหน่ง
ข้อสาม นายกฯ บกพร่องอย่างร้ายแรง ที่ปล่อยให้รัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินตามอำเภอใจ
ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความเป็นเอกภาพ ไร้ทิศทาง ขาดความรู้ มัวแต่จะสร้างภาพของตน
จนทำให้การบริหารงานเชิงนโยบายล้มเหลว
ข้อสี่ นายกฯ
ปล่อยให้มีการใช้ข้าราชการ ที่ยอมตนเป็นพวก แต่กลับใช้อำนาจหน้าที่ล้างแค้นบุคคล
และองค์กร ที่ตนไม่พอใจ ขณะเดียวกันก็ปกป้องพวกพ้องของตนเอง ทำลายระบบคุณธรรมและจริยธรรมอย่างสิ้นเชิง
ปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาออกนอกหน้า
ข้อห้า นายกฯแสดงท่าทีปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำความผิดอย่างออกนอกหน้า
ในหลายกรณี และไม่ใส่ใจถึงผลกระทบนั้นๆ
ข้อหก นายกฯ บริหารไปเพียงวันๆ ไม่สนใจแก้ปัญหาวิกฤตที่กระทบต่อปากท้องของประชาชน
ปล่อยให้ปัญหาลุกลามไปในวงกว้างถึงประชาชนทุกชนชั้น และต้องเผชิญสภาวะปัญหาข้าวยาก
หมากแพง ราคาสินค้าสูงขึ้น และมีการเรียกร้องจากประชาชนกลุ่มต่างๆ
ให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา
วิกฤต 3 จังหวัดชายแดนใต้รุนแรง
ข้อเจ็ด นายก ในฐานะรมว.กลาโหม ทอดทิ้งและไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง และประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว
ยังตกอยู่ในสภาพที่ไร้ความหวัง และมีแนวโน้มจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ
ข้อแปด
ขณะที่ปัญหาของประเทศบานปลาย และลุกลามกลายเป็นวิกฤตรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
แต่นายกฯ กลับเฉยเมย มองข้ามและมีความรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เนื่องจากจะสนองความต้องการผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง
โดยการรวบรัด แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วยเหลือผู้มีบุญคุณ และลบล้างบทลงโทษในคดีที่พรรคการเมืองของตนได้ทำผิดไว้ในการเลือกตั้ง
และ
ข้อเก้า นายสมัคร ในฐานะนายกรัฐมนตรีแสดงต่อสาธารณะอย่างไร้วุฒิภาวะมีพฤติกรรมภาวะผู้นำบกพร่อง พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าสมควรที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสมัครตามมาตรา
158
ไม่ไว้วางใจ 7 รมต.มีเลี๊ยบ-เหลิม-มิ่ง ตามคาด
นายองอาจกล่าวอีกว่า ฝ่ายค้านยังยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีอีก
7 คนตามมาตรา 159 คือ
1.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรมว.การคลัง
ในข้อหาไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกด้าน
2.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์
ในข้อหาการแก้ปัญหาราคาข้าว และการแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง
3.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม
4.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม ในข้อหา การเช่ารถโดยสารปรับอากาศเอ็นจีวีของขสมก.
ที่ส่อทุจริตจำนวน 6,000 ล้านบาท เนื่องจากทั้งสองคนเป็นคณะกรรมการจัดการระบบขนส่งทางรางและขนส่งมวลชน
5.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ในกรณีการบริหารบุคคลที่ผิดพลาดและการใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางมิชอบ
รวมไปถึงกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันแปละปราบปรามการทุจริตภาครัฐ
(ป.ป.ท.)
6.นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ข้อหาการบริหารงานที่ผิดพลาดบกพร่องภายในกระทรวง
รวมไปถึงการนำปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และ
7.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ข้อหาไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา
รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตัดสัญญาณเอเอสทีวี
10.30 น. ฤกษ์ดีส่ง 'สาทิตย์' ยื่นญัตติ
นายองอาจกล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้นายสาทิตย์
วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน ไปยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 18 มิ.ย. เวลา 10.30 น. ให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎรโดยยืนยันว่าอาจจะสามารถอภิปรายได้ทันในการปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญภายในวันที่
28 มิ.ย.นี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม การวางตัวผู้อภิปรายนั้นจะไม่เน้นให้มีผู้อภิปรายมาก
โดยคาดว่าจะมีคนอภิปรายทั้งผู้ที่เป็นครม.เงา และส.ส.ของพรรคประมาณ
1-2 คน ต่อรัฐมนตรี 1 คน
'มาร์ค' เสียงแตก 'เทพเทือก' ให้เหมาเข่ง
แหล่งข่าวจากที่ประชุมรายงานว่า กรณีความเห็นจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ที่ประชุมได้เสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ ที่เห็นว่าควรจะอภิปรายเฉพาะตัวนายสมัคร
เท่านั้น เพราะเกรงว่าเวลาจะไม่พอ และ 2. ฝ่ายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เลขาธิการพรรค ที่เห็นว่าควรอภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรี ด้วย จึงตัดสินโดยการให้
ส.ส.ในที่ประชุมลงคะแนนเลือก ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นตามนายสุเทพ
ห่วงปู่ชัย ประวิงเวลา
นายสาทิตย์ กล่าวว่า การยื่นญัตติดังกล่าว จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่นั้น
ขึ้นอยู่กับท่าทีของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯถึงแม้ว่านายชัยจะระบุว่า จะพิจารณาญัตติดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน
3 วัน ตนก็ยังไม่เชื่อ เพราะอาจจะมีการนำไปหารือกับรัฐบาล และมีการใช้วิถีทางในการดึงเวลาในการดึงญัตติไว้
ไม่ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทันสมัยประชุมนี้ ซึ่งตนก็ยังคิดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้
ที่ยังไม่มีการเปิดประชุมสภา ก็อาจจะเสนอให้รัฐบาลเปิดให้มีการประชุมสมัยวิสามัญ
เพื่อเปิดเวทีให้มีการอภิปราย
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมมือกับส.ว.ขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ
ตามมาตรา 129 นายสาทิตย์กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ถึงเวลาที่จะใช้ช่องทางดังกล่าว
แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอดูท่าทีของนายชัย และรัฐบาลต่อการยื่นญัตติในวันที่
18 มิ.ย.
ชัย ชิดชอบ ขอเวลา 3 วันพิจารณา
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. กรณีคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน
(วิปฝ่ายค้าน) จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
ว่า ได้รอวิปฝ่ายค้านอยู่ตั้งแต่เช้า เพราะได้ยินข่าวว่า มีการโจมตี
โดยหาว่า ไม่เป็นกลาง ทั้งที่เป็นกลางอยู่ขณะนี้ และไม่ได้ไปไหน
ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า หากวิปฝ่ายค้านยื่นญัตติมาจะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าตรวจสอบ
โดยคาดว่า ใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน จึงสามารถส่งเรื่องแจ้งไปยังรัฐบาลได้ หลังจากนั้น จะบรรจุญัตติดังกล่าว
เข้าสู่วาระการประชุม อย่างไรก็ตาม คาดว่า การบรรจุญัตติคงจะทันในสมัยประชุมนี้
นายชัย กล่าวอีกว่า การจะพิจารณาญัตติได้ทันหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตกลงของวิปฝ่ายค้านและคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล
(วิปรัฐบาล) เพราะสภาฯ มีกำหนดการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ
ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ดังนั้น หากจะมีการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะต้องพิจารณาหลังจากร่าง
พ.ร.บ.งบประมาณฯ
ยืนยันเป็นกลางจริงๆ
"ญัตติของฝ่ายค้านจะเป็นญัตติที่
2 ส่วนเรื่องอื่นให้ชะลอไปก่อน ส่วนจะพิจารณาทันหรือไม่ให้วิปฝ่ายค้านกับวิปรัฐบาลไปพิจารณากันเอง
ประธานจะนั่งเป็นคนกลางให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และอภิปรายได้เต็มที่
ตนไม่มีปัญหายืนหยัดอยู่และเป็นกลางจริงๆ ไม่เข้าข้างผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เรื่องปิดประชุมไม่ทราบจริงๆ เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการฯ ปิดสมัยประชุมเลย"
ประธานสภาฯ กล่าว
นายชัย ยังกล่าวถึง กรณีที่ที่วิปรัฐบาลเสนอแนวคิดใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา
129 ขอเปิดสภาสมัยวิสามัญอีกครั้งว่า
การมีการเข้าชื่อจนมีเสียงครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็พร้อมนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ถือเป็นสิทธิที่ทำได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่ขัดข้องเพราะเป็นกลาง
หากมาตามระเบียบแบบแผน ตามรัฐธรรมนูญ พร้อมดำเนินการตามนั้น แต่หากไปนอกเหนือจากนั้น
ไม่เอาด้วยเด็ดขาด มาบังคับก็ไม่ไป
รัฐบาลชิ่งหนีศึกซักฟอก ชง พ.ร.ฎ. ปิดสภาวิฯ 28 มิ.ย.
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17
มิ.ย.ว่า ครม.รับทราบกรณีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป
ครม. โดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 และกำหนดให้ไปชี้แจงในวันที่
23 มิ.ย. 2551 แต่นายกฯ ให้ทำหนังสือถึงสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแจ้งว่า
ครม. ติดภารกิจเตรียมการสำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 25
มิ.ย. 2551 จึงไม่พร้อมที่จะไปชี้แจง
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้
ครม. ยังเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภาในวันที่
28 มิ.ย. 2551หลังจากนั้น จะนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป
บรรหารชี้ยื่นเชือด รมต.ช้าไม่ทันเวลา
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.)
กล่าวเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. กรณีคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน
(วิปฝ่ายค้าน)จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า เรื่องนี้ ต้องดูว่า
มีเวลาเพียงพอที่จะเปิดอภิปรายหรือไม่ และรัฐบาลพร้อมที่จะชี้แจงเพียงใด
หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวต่อว่า เห็นว่า ขณะนี้เหลือเวลาประชุมสมัยวิสามัญประมาณ
10 วัน เกรงว่า จะไม่ทัน ที่สำคัญขณะนี้
ฝ่ายค้านยังไม่ได้ยื่นญัตติ หากฝ่ายค้านยื่นญัตติในวันที่ 18 มิ.ย.จะเหลือเวลาของสมัยประชุมไม่มาก และเข้าใจว่า รัฐบาลจะตอบว่า ไม่พร้อมที่จะให้อภิปราย
นายบรรหาร กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ฝ่ายค้านน่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วาง ใจรัฐบาลตั้งแต่เปิดสมัยประชุมใหม่ๆ
แต่เมื่อมายื่นญัตติในช่วงนี้ เวลาอาจไม่พอ เพราะการอภิปรายต้องให้เวลารัฐบาลในการเตรียมตัวด้วย
หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า
รัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายเป็นรัฐมนตรีที่มาจากพรรคพลังประชาชน (พปช.)
เท่านั้น หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่รู้ว่า มีใครบ้าง
ยังตอบอะไรไม่ได้ จะต้องรอให้ชัดก่อนว่า มีใครบ้าง ส่วนที่มีข่าวจะอภิปรายเฉพาะรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชนนั้น
เชื่อว่า เพราะเป็นกระทรวงสำคัญของแกนนำรัฐบาล จึงได้รับการจับตามองมาก
สมัครสั่งถอยเช่ารถ
ขสมก. แหยงฝ่ายค้านไม่ไว้วางใจ
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
กล่าวถึงสาเหตุที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 17
มิ.ย. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
สั่งให้ถอนโครงการจัดเช่ารถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 6,000 คัน ออกจากการพิจารณาว่า
นายกฯ ต้องการให้พิจารณาโครงการให้รอบคอบอีกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขภาพรวมที่เกี่ยวกับโครงการฯ
โดยขอให้ส่งเรื่องกลับไปให้คณะกรรมการเร่งรัดระบบรางกลับไปพิจารณาโดยรอบคอบก่อนเสนอให้
ครม. พิจารณาอีกครั้ง
รมว.คมนาคม กล่าวต่อว่า การถอนโครงการดังกล่าว
ออกจากการพิจารณาของ ครม. ไม่ได้เป็นการถอนเพื่อหนีการอภิปรายของฝ่ายค้านหลังจากมีการเตรียมนำประเด็นจัดเช่ารถเมล์
6,000 คัน มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เนื่องจากโครงการจัดเช่ารถเมล์เอ็นจีวี
6,000 คันนี้ ถือว่า โปร่งใส และพร้อมชี้แจงทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านสงสัย
สำหรับประเด็นข้อสังเกตในโครงการฯ ถึงข้อเปรียบเทียบระหว่างการซื้อ
หรือ เช่ารถเมล์ 6,000 คัน นายสันติ กล่าวว่า การซื้อ หรือ เช่า ไม่ได้เป็นประเด็นที่นำมาซึ่งการถอนการพิจารณาในวันนี้
ส่วนแผนการจัดหารถนั้น กระทรวงคมนาคมยืนยันว่า แนวทางการจัดหาด้วยวิธีเช่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเนื่องจากจะทำให้มีเจ้าภาพชัดเจนในการบริหารการซ่อมบำรุงรถหลังจากจัดซื้อมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนการจัดหารถมีความพร้อมกระทรวงคมนาคมก็จะเร่งเข้าสู่การพิจารณาของ
ครม.โดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ การประชุม ครม. วันนี้ ยังได้อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง
บางใหญ่-บางซื่อ กว่า 36,000 ล้านบาท ที่เป็นการปรับกรอบวงเงินจากผลกระทบต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้น
โดยหลังจากนี้ การดำเนินการรถไฟฟ้าทุกเส้นทางจะมีการกำหนดราคากลางก่อนการเปิดประกวดราคาเป็นเวลาไม่เกิน
45 วัน เพื่อให้ราคากลางใกล้เคียงกับต้นทุนการก่อสร้างมากที่สุด
ด้านนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
กล่าวว่า หลังจากฝ่ายค้านตั้งเป้าจะนำเรื่องการจัดเช่ารถเมล์เอ็นจีวี
6,000 คัน ไปเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจการประชุม ครม. วันนี้ นายกฯ จึงให้ถอนแผนเช่ารถเอ็นจีวี
เพราะต้องการให้กลับไปดูในหลายเรื่องในการแก้ไของค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
(ขสมก.) ทั้งภาระหนี้และแผนการฟื้นฟูของ ขสมก. โดยต้องนำกลับไปหารือในคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล
|