| กองปราบฯตั้ง 2 ข้อหาคดีหมิ่นเบื้องสูงสอบถึงL.A.
เอนก ชัยชนะเจ้าของก๋วยเตี๋ยวซานฟรานฯจาบจ้วง
ตำรวจกองปราบเตรียมเดินทางมาแอล.เอ.สอบปากคำพยานคดีเอนก ชัยชนะซานฟรานฯจาบจ้วงเบื้องสูงตั้ง 2 ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเผยเป็นคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้
เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ผู้สื่อข่าว APN ได้เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.พงษ์ไสว์
แช่มลำเจียก พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีที่กองปราบปราม สำนักงานถนนพหลโยธินกรณีที่ได้มีหนังสือลงวันที่
6 พ.ค. 2008 เรียกสอบปากคำพยานต่างๆในแอล.เอ.หลายรายนั้น
คดีนี้กลุ่มคนรักในหลวงในแอล.เอ.ร่วมกันลงชื่อ
20 คนทำหนังสือลงวันที่
9 สิงหาคม 2006(2549)ผ่านสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.โดยมีกงสุลบุญหนา
สอนใจ เป็นผู้รับเรื่อง เพื่อให้ดำเนินคดีนายเอนก ชัยชนะ เจ้าของร้านราชาก๋วยเตี๋ยวที่ซานฟรานซิสโกซึ่งแสดงความเห็นในรายการประชาธิปไตย ทูเดย์ผ่านสถานีโทรทัศน์ไอพีทีวี เมื่อวันจันทร์ที่
31 กรกฎาคม 2549 ออกอากาศในแอล.เอ.และครอบคลุมไปยังทวีปอเมริกาเหนือ
ทั้งนี้ได้มีประชาชนที่ฟังรายการอยู่แสดงความไม่พอใจต่อนายเอนก
จากนั้นยังได้ทำจดหมายไปยังบรรณาธิการนสพ.ฉบับต่างๆใช้ชื่อว่านายกระฉ่อนพอสรุปความได้ว่า การที่พวกพันธมิตรเรียกร้องให้ กกต.ชดใช้เงิน
2,000 ล้านคืนให้รัฐนั้นความจริงแล้วน่าจะเรียกร้องจากในหลวงเพราะในหลวงเป็นคนเซ็นพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง
ต่อมากระทรวงการต่างประเทศเมื่อรับเรื่องแล้วนายพิศาล
มาณวพัฒน์ รองปลัดกระทรวงในฐานะหัวหน้ากลุ่มความสัมพันธ์ทวิภาคี ได้ส่งสำเนาเอกสารร้องเรียนทั้งหมดไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)
เมื่อวันที่ 23
สิงหาคม 2549 ซึ่งสตช.ได้ส่งเรื่องมายังกองบัญชาการสอบสวนกลาง(บช.ก.)และบช.ก.ได้ส่งเรื่องต่อมายัง ฝ่ายปฏิบัติการ 8 กองบังคับการกองปราบปรามให้ดำเนินการ
หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนในฝ่ายปฏิบัติการ 8 ได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆทั้งหาได้จากเว็บไซต์และขอความร่วมมือจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอซีที)เป็นผู้ช่วยค้นข้อมูล จนกระทั่งได้ข้อมูลและรูปภาพต่างๆมาสรุปก่อนที่จะประชุมและตั้งข้อหา
2 ข้อหาแก่นายเอนก ชัยชนะ ประกอบด้วยมีความผิดเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 112 ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่
3 ปีถึง 15 ปี
รายงานข่าวเปิดเผยว่าพนักงานสอบสวนยังจะตั้งข้อหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา
328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทกระทำด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร
ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพ หรือตัวอักษร ที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด
ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงบันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง
หรือกระจายภาพ หรือกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2008 พนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือถึงพยานปากต่างๆที่จะเรียกสอบปากคำเพื่อประกอบคดีโดยมีหลายคนที่ร่วมลงชื่อได้รับเหมายเรียกแล้วอาทิเช่นนายภาสกร
ศรีแดงจันทร์ พิธีกรในรายการและบางส่วนของคน 20 คนที่ร่วมลงชื่อ
สำหรับรายชื่อผู้ร่วมยื่นหนังสือต่อกงสุลใหญ่แอล
เอ แจ้งความ นายเอนก ชัยชนะ หมิ่นเบื้องสูง 20 คนประกอบด้วย 1.นิทัศน์ ศรีดิษฐ์ 2.เพลินพรรณ ศรีดิษฐ์ 3.คมคาย จันทรประศิต
4.แฉล้ม เฉลยโภชน์ 5.สมดี บัวนาคม 6.สมจันทร์ ไชยเชษฐ์ 7.สำเริง กลวณิชย์ 8.สมควร วัฒน์จินดา
9.ชลดศรี วัฒน์จินดา 10.วิศวกร คำประกอบ 11.ลักษมี นิ่มกร 12.สมศักดิ์ นิ่มกร 13.ไพลิน ประสิทธิเวช 14.ทองดี สุขเดช 15.วงศ์ชัย ลีลลัคนากุล 16.โสภณ แช่มสาคร 17.พิชัย ศิวะภิญโญยศ
18.มุกดา ศิวะภิญโญยศ 19.สุนทร เกิดโภคา และ20.ปรินดา สัมฤทธิมีผล
พ.ต.ท.พงษ์ไสวเปิดเผยว่าวันที่ 20 พฤษภาคมพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือถึงกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
กระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ในกรมนี้เป็นเจ้าทุกข์เพราะเรื่องเกิดนอกราชอาณาจักร
และยังขอให้กระทรวงประสานงานมายังสถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.ขอใช้เป็นสถานที่สอบปากคำ
หากทุกอย่างเรียบร้อยพนักงานสอบสวนจะเดินทางมาสอบปากคำพยานถึงแอล.เอ.เพื่อความสะดวกแก่ทุกคน
นอกจากนี้ยังทำหนังสือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอพนักงานอัยการร่วมเดินทางมาแอล.เอ.เพื่อสอบปากคำ
กรณีที่สำนักงานอัยการสูงสุดมอบอำนาจให้ทางพนักงานสอบสวนดำเนินการได้
อาจไม่ต้องร่วมเดินทางมาก็ได้ แต่ต้องมีหนังสืออนุญาตพ.ต.ท.พงษ์ไสวกล่าว
พ.ต.ท.พงษ์ไสวกล่าวว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เกิดขึ้นนอกราชอาญาจักรนั้นพนักงานสอบสวนจะต้องพึ่งกระทรวงการต่างประเทศเป็นหลัก
แต่หากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรพนักงานสอบสวนดำเนินการได้เองทันที
หลังจากสอบปากคำพยานเสร็จแล้วเรียบร้อยก็จะมีการประชุมเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหา
จากนั้นจึงจะนำตัวมาสอบสวนเพื่อว่าจะส่งฟ้องหรือไม่จะต้องมีการประชุมบอร์ดคณะกรรมการคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันประกอบด้วยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ,รองผบ.สตช.
ผบช.ก. ฯลฯเป็นต้นคดีนี้เป็นคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้พ.ต.ท.พงษ์ไสวกล่าว
ด้านนายจักร บุญ-หลง กงสุลใหญ่แอล.เอ.เปิดเผยว่าสิ่งที่ทางสถานกงสุลใหญ่ฯดำเนินการหลังมีกลุ่มคนลงรายชื่อส่งมายังสถานกงสุลใหญ่ฯ
ร้องเรียนเกี่ยวกับนายอเนก ชัยชนะซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญจึงทำหนังสือรายงานกระทรวงการต่างประเทศ
ต้นสังกัด เพื่อให้พิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป แต่สถานกงสุลใหญ่ฯก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากตำรวจแต่อย่างใด
โดยที่ผ่านมา สถานกงสุลใหญ่ฯได้ทำหนังสือส่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอดเมื่อมีผู้มาร้องเรียน
ไม่ว่าจะเป็นเสนอการขอใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม หรือการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
เป็นต้น
กงสุลใหญ่กล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร
โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจติดต่อมายังผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ส่วนประเด็นที่ว่า ตำรวจอาจประสานมายังสถานกงสุลใหญ่ฯเพื่อช่วยประสานในเรื่องการสอบพยานนั้น
กงสุลใหญ่ฯกล่าวว่า ยังไม่ทราบถึงระเบียบ อย่างไรก็ตามมองว่า ถ้ามีคนจำนวนมากอยู่ที่นี่
เจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะเดินทางมาสอบถามข้อมูลทั้งผู้ที่ร้องเรียนและถูกร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
ตำรวจเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญที่สุดในการที่จะมาสอบถาม
เพราะจะได้ข้อมูลครบถ้วน หรือถ้าจะขอความร่วมมือเราคงเป็นไปได้ยากเพราะเราไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะตรวจสอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย
อีกทั้งทางตำรวจเป็นเจ้าของเรื่อง นายจักรกล่าว
กงสุลใหญ่ฯกล่าวว่า นับตั้งแต่ทำงานมา ยังไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องทำไปตามหน้าที่ ไม่ได้ทำอย่างมีอคติ ในเมื่อมีคนร้องเรียนมาและเป็นเรื่องสำคัญก็ต้องรายงานทางกระทรวงต่อไป
ให้ชัดเจนว่าเราไม่ได้กล่าวหาแต่ส่งเรื่องไปยังกระทรวงการต่างประเทศ
และทางกระทรวงการต่างประเทศก็ส่งเรื่องต่อไป ขั้นตอนเป็นอย่างนี้
กงสุลใหญ่ฯกล่าวย้ำ
|