| ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาตั้งวงประณามสมัคร สุนทรเวช
ตายคนเดียวเตือนปากแบบนี้อาจเจอระเบิดพลีชีพ
เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์คนเดือนตุลาและเครือข่ายกองทุนญาติวีรชน
6 ตุลานัดแถลงข่าวประณามสมัคร สุนทรเวชจอมบิดเบือนประวัติศาสตร์
ดร.เจิมศักดิ์ออกมาตอบโต้ทางสถานีวิทยุถูกบีบให้หยุดรายการ
นายคงเจตน์ พร้อมนำพล ประธานเครือข่ายกองทุนญาติวีรชน 6 ตุลากล่าวว่าการที่นายสมัคร
บิดเบือนประวัติศาสตร์แบบนี้จะมีการแปรวิกฤตให้เป็นโอกาสโดยการจัดงานเสวนาหาข้อเท็จจริงกรณี
6 ตุลาอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ. เวลา 13.00 น.บริเวณอนุสรณ์ 14 ตุลา ในงานดังกล่าวจะเป็นการรวมตัวกันของญาติวีรชนและพี่น้องคนเดือนตุลาที่อึดอัดกับการกระทำของนายสมัคร
มาตีแผ่ความจริงให้คนไทยถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าไม่ได้เป็นแบบที่นายสมัครบิดเบือน
เราต้องการให้ประชาชนรู้ความจริง เพราะเชื่อว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่เชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมีคนญวนบุกเข้ามาอย่างที่นายสมัครปลุกระดม และขอประณามการกระทำของนายสมัคร ที่กล้าบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่จะไม่เรียกร้องให้นายสมัครขอโทษ เพราะคนๆนี้ขอโทษใครไม่เป็น
เก่งแต่โกหกอย่างเดียว คงจะหวังให้งางอกออกจากปากหมูปากหมา ได้แต่คิดว่าคนแบบนี้จะมาเป็นนายกฯได้อย่างไรรวมถึงคนเดือนตุลาที่อยู่ในพรรคพลังประชาชนด้วยว่าไม่ต้องมาขอโทษ
เพราะพวกเราไม่ให้ค่าคนเหล่านั้น
นายอุดมศักดิ์ วัฒนวรชัยวาทิน ผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลกล่าวว่ายืนยันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากไม่ใช่เพียงคนเดียวเหมือนที่นายสมัครพูดและขอประณามนายสมัครว่าเป็นคนที่ชอบสร้างความแตกแยกให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง
หากเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีนายสมัครคอยปลุกระดมว่านักศึกษาไม่ใช่คนไทย
คงไม่มีคนตายมากแบบนี้
แม้กระทั่งประวัติศาสตร์เขายังกล้าบิดเลือนแล้วเขาจะมาเป็นผู้นำประเทศของเราได้อย่างไร ผมคิดว่าถ้าคุณสมัครยังพูดแบบนี้บ่อยๆ คงต้องมีระเบิดพลีชีพจากคนไทยอย่างแน่นอน
เราคนไทยทนอะไรทนได้ แต่ถ้าเราคนรากหญ้าถูกเหยียบย่ำแบบนี้เราทนไม่ได้
เราคนตุลาไม่ได้อิงพรรคไหนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี อดอย่างเสือไม่ได้ไปขอกินอย่างหมาเหมือนคนอื่นเราไม่เคยเข้าไปเรียกร้องขอผลประโยชน์จากนักการเมือง
ไม่ได้วิ่งเข้าไปขอตำแหน่งทางการเมือแต่ทำไมต้องมาเหยียบย่ำเราแบบนี้
ผมว่าแบบนี้เรายอมไม่ได้เราต้องร่วมกันต่อสู้ทำความจริงให้กระจ่างจนถึงที่สุด
นายอุดมศักดิ์กล่าว
ด้านนายทวีป กาญจนวงศ์
อดีตสหภาพแรงงานทหารเรือกล่าวว่า ตนเป็นกรรมกรที่เข้าร่วมชุมนุมในท้องสนามหลวงครั้งนั้นในช่วง
6 ต.ค. 2519 ถ้าไม่มีนายสมัครไม่มีวิทยุยานเกราะ ไม่มีทมยันตี และอีกหลาย ๆ คนที่ปลุกระดมให้ประชาชนเกลียดชังนักศึกษาออกมากล่าวหาว่านักศึกษาไม่ใช่คนไทย
จนทำให้เกิดความเกลียดชังจากการสร้างกระแสของนายสมัครที่เป็นผู้ดำเนินรายการสถานีวิทยุยานเกราะความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้นเหมือนที่เราได้เห็นในรูปภาพจนทุกวันนี้
ผมพูดได้เลยว่าไม่มีครั้งใดที่มีการเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายเท่ากับ
6 ต.ค. มีการแขวนคอคนที่ต้นมะขามก็ประมาณ
3 คนและที่พระแม่ธรณีบีบมวยผมก็มีการฆ่าเผานั่งยาง ผู้หญิงก็มีการใช้ไม้แทงเข้าไปที่อวัยะเพศ
ผมอยากถามว่าการพูดว่ามีคนตายแค่ 1 คน มันใช่คนพูดหรือเปล่า อดีตสหภาพแรงงานทหารเรือกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ได้มีการนำรายชื่อผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
41 ศพ มาแจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วม
พร้อมฉายสไลด์ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา ตลอดการแถลงข่าวด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อเช้าวันที่
13 กุมภาพันธ์รายการ
มุมมองของเจิมศักดิ์ โดยนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งออกอากาศในช่วงเวลา 08.00-09.00
น.เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ ทางคลื่นวิทยุวิสดอมเรดิโอ 105 เมกะเฮิรตช์ กรมประชาสัมพันธ์ ได้หายไปโดยไม่แจ้งสาเหตุท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยของแฟนประจำของรายการ
รายงานข่าวกล่าวว่าเมื่อวันที่
12 กุมภาพันธ์ หลังจากนายเจิมศักดิ์จัดรายการเสร็จสิ้นตามปกติราว
10โมง ทางสถานีโดยบริษัท ฟาติมาซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานคลื่น 105 เมกะเฮิรตช์จากกรมประชาสัมพันธ์ ได้โทรศัพท์เข้าหานายเจิมศักดิ์
เท่าที่ทราบจากคนใกล้ชิดของนายเจิมศักดิ์ ก็คือ ทางฟาติมาโทร.มาขอหารือกับนายเจิมศักดิ์
ว่า ได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเนื้อหา
และรายการของทั้งคลื่นเพื่อความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายเจิมศักดิ์
จะบรรเทาความเสียหายกันได้อย่างไร หากจะถอดรายการมุมมองของเจิมศักดิ์ออกจากผังรายการวิสดอมเรดิโอ
แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวว่า นายเจิมศักดิ์ขณะนั้นทราบโดยนัยว่า
การถอดรายการของเขา น่าจะเป็นเหตุผลที่มาจากเนื้อหารายการที่นำเสนอ
เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมานั่นเอง
เพราะหยิบยกกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นถึงเหตุการณ์
6 ตุลาคม 2519 ว่า
มีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียวนั้นเป็นเรื่องโกหก
วันนั้นถ้าใครได้ฟังก็จะทราบว่า เนื้อหาที่ นายเจิมศักดิ์ นำมาวิเคราะห์เสนอต่อผู้ฟังเป็นการให้ข้อมูลที่นายสมัครต้องไม่อยากรับฟัง
หรือให้คนทั่วไปได้รับรู้แหล่งข่าวกล่าว
นายเจิมศักดิ์หยิบยกเนื้อหาในหนังสือที่ชื่อ โหงว นั้ง
ปัง : Gang of Five สันดานรัฐบาลหอย : เราสามารถจะเรียนรู้จากความผิดพลาดได้มากกว่าจากความสำเร็จ
เขียนโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ (อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และผู้บริหารพีทีวี)
และนายศิระ ดีระพัฒน์ ตีพิมพ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2521 ซึ่งบทความที่ นายวีระ เขียนจับโกหก นายสมัคร สุนทรเวช ในหลายกรณี รวมถึงเหตุการณ์
6 ตุลาคม 2519 มาอ่านให้ผู้ฟังฟัง
ช่วงหนึ่งของรายการที่อ่านจากหนังสือดังกล่าว
ระบุว่านายวีระ เขียนถึงนายสมัคร ว่า เป็น คุณซ่า
ทายาททางการเมือง ฯพณฯ
หอย นายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี และชอบพูดโกหกหลายครั้ง เช่น
ขณะที่นายสมัครเป็นโฆษกทางโทรทัศน์ในงานรับบริจาคเพื่อสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
นายสมัครได้พูดบนเวทีว่า นายธรรมนูญ เทียนเงิน อาของตัวเองบริจาคเงิน
5 แสนบาท ซึ่งต่อมานายธรรมนูญ ได้เขียนยอมรับในหนังสือสูจิบัตรงาน 29 เมษายนรำลึก เมื่อปี 2521 ว่า ตนไม่ได้บริจาคเงินจำนวนดังกล่าว แต่นายสมัครพูดออกโทรทัศน์เพื่อให้ตนเองได้ชื่อเสียงเท่านั้น
ส่วนกรณี 6 ตุลาคม 2519 นายวีระเขียนถึงเหตุการณ์ที่นายสมัครเคยพูดกับนักเรียนไทยที่ประเทศฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2520
ขณะที่ นายสมัครยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเดินทางไปชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าวในประเทศ
ในวันนั้นนายสมัครพูดถึงเหตุการณ์
6 ตุลา ว่าเป็นการชุมนุมต่อต้านของนักศึกษาโดยมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง
การต่อต้านเลยไปถึงขั้นหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์ ประชาชนที่ดูข่าวจึงเกิดความเคียดแค้น
จึงไปรวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงและจะบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตำรวจก็เข้าไปจึงเกิดปะทะกันโดยฝ่ายนักศึกษายิงป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าไป
ฝ่ายบุกเข้าไปก็มีปืน ฝ่ายข้างในก็มีปืน ผลการยิงกันมีคนตาย 48 คน มีคนถูกเผาตาย 4 คน
นายสมัครยังพูดกับนักเรียนไทยที่ฝรั่งเศส อีกว่า
การเผาคนที่สนามหลวงนั้น เป็นที่ข้องใจของเจ้าหน้าที่อย่างมาก เพราะไม่ใช่วิสัยคนไทย
มีการเอาศพไปแขวนคอ เอาไม้ไปตี เอาเก้าอี้ไปตี แล้วเอามาวาง แล้วจุดไฟเผาไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้
แต่มีการสืบสวนแล้วพบว่าเป็นการทำลายหลักฐาน เพื่อไม่ให้รู้ว่าเป็นใคร
และที่ศพก็มีรูปโฮจิมินห์เล็กๆ อยู่ด้วย
ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มี หมาย่าง หมาตุ๋น
หลายตัวยังมีมีดเสียบอยู่ ตนไปดูหลักฐานที่โรงพักชนะสงคราม มีหลักฐานว่ามีคนชาติอื่นคือ
เวียดนาม เข้าไปในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์คนที่ถูกเผา
ก็เพื่อทำลายหลักฐานไม่ให้รู้ว่าเป็นใคร
นายเจิมศักดิ์ อ่านออกอากาศอีกว่า คำพูดของนายสมัครดังกล่าว
แสดงว่า นายสมัครก็รู้ว่ามีคนตายในเหตุการณ์ถึง 48 คน ซึ่งแต่ละคนมีรายชื่อ
มีการสอบสวน แต่เมื่อวันสองวันมานี้ นายสมัคร กลับไปพูดกับซีเอ็นเอ็นอีกอย่าง
คนที่เป็นถึงเสนาบดี เป็นสุดยอดของมนตรีแห่งรัฐ แต่ให้สัมภาษณ์อย่างนี้
ลองคิดดูก็แล้วกัน
นอกจากนี้ในช่วงท้ายของรายการ นายเจิมศักดิ์ ได้บอกต่อผู้ฟังรายการของเขา
ว่า ในวันพุธที่ 13 ก.พ.จะเอาเนื้อหาของจดหมาย พระสุรินทร์
มาศดิตถ์ ที่พูดถึงกรณีเดียวกันมาอ่านออกอากาศ แต่สุดท้ายก็ไม่มีโอกาส
ถูกใบสั่งจาก นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถอดผังรายการเสียก่อน
Editorial From The Bangkok Post
Samak Shocks,Shames Nation
Prime Minister Samak Sundaravej
should be ashamed for declaring to the world in an interview with
CNN over the weekend, that only one person died in the 1976 massacre
of anti-dictatorship protesters at Thammasat University.
Former student leaders Surapong
Suebwonglee, Chaturon
Chaisaeng and other key Thai Rak
Thai members who now support Mr Samak
must have really cringed; their friends died that terrible day.
With his blatantly inaccurate statements to a worldwide
audience, Mr Samak
has shown disrespect to everyone who has fought for democracy in
this country and embarrassed the nation at the same time. In an
exchange with correspondent Dan Rivers, Mr
Samak reduced the Oct 6, 1976 massacre
to a mere ''movement of some students'' and kept on insisting that
only one person died that day, even if Mr Rivers presented him with the official death toll of 46
and the possibility that the actual number of casualties could be
much higher than that.
Against what went down in history, Mr Samak feebly claimed that there
was no massacre that day, only ''one unlucky guy being beaten and
being burned in Sanam Luang''.
It is one thing to have taken part in moves to quell
pro-democracy protests in the past, it
is another trying to deny not just one's involvement but the entire
event. What Mr Samak was doing in this interview
goes beyond the pale, and even calls into question his ability to
govern the country. Not only is Mr Samak not condemning the events or expressing the faintest
bit of regret, he is denying that the crime perpetrated by the state
against its own citizens ever took place. This is frightening. It
runs contrary to photographic evidence that clearly shows dozens
of students lying dead on university grounds. For any Thai citizen
to give such an answer to an international audience that runs contrary
to very clear evidence is disgraceful, but for the prime minister
to do so is downright shocking.
Many Thais don't know the full extent of what happened
in October 1976 as the brutal incident has been whitewashed in many
history books. Mr Samak,
however, knows well what went on because he played a key role in
whipping up anti-Communist sentiment that played a key role in the
events that led to the lynching and killing.
No government has ever tried to look back and make
sense of what happened or who was doing what during the events that
culminated on Oct 6, 1976. But evidence clearly shows
that paramilitary groups like the Village Scouts and the Border
Patrol Police, as well as the Red Gaur and Navapol
two ultra-rightist groups trained by the Internal Security Operations
Command (Isoc) played a key role in the brutality.
In response to allegations that the Thammasat students were communists who had insulted the monarchy,
on Oct 6 the militant rightists stormed the university grounds with
heavy weapons. Some students tried to flee by jumping into the Chao Phraya River but were further shot at.
Some of those that stayed and surrendered were beaten, hung from
trees or set ablaze.
The official estimate put the death toll at 46, or 45 more than Mr Samak would admit. Many survivors claimed the brutal attack
took more than 100 lives.
It is one thing for Mr Samak to downplay the horror. It is quite another for him
to bury his head in the sand and ignore photographic evidence. He
justifies his role in stirring the pot by claiming that he was protecting
the throne. But Mr Samak's insensitive, inflammatory
and plainly inaccurate comments only serve to damage his reputation,
the country and the monarchy he claims to protect.
The leaders of this country are fond of rewriting history
for their own benefit. But it is time to stop the gross inaccuracies.
Only with a full understanding of what occurred in the past can
we build up a stronger democracy in the future. It is very hard
to see how Mr Samak can lead us there.
(Editorial
from The Bangkok Post , Feb.12,2008)
อ่านรายงานพิเศษจาก นสพ.ผู้จัดการ http://www.manager.co.th/
อ่านคอลัมน์ส่วนตัว-ส่วนรวม
http://www.apacnews.net/ss/ss.htm
|