è----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãËè-----------------------------------------
สิทธิเสรีภาพเป็นของคนไทย
คนไทยมีสิทธิเต็มตัว
โดย
สายธาร
เดชาติวงศ์
ได้พบตัวจริงเสียงจริงของเหล่าวิทยากรในงาน
“เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” ซึ่งจัดขึ้นที่ฮอลลีวูดพาร์ค
เมืองอิงเกิลวูด
เมื่อวันที่
19 พฤศจิกายน
2006 โดยก่อนงานจะเริ่มขึ้น
ทีมงาน APN ได้ลัดเลาะไปหลังเวทีเพื่อขอสัมภาษณ์คุณสนธิ
ลิ้มทองกุล
พร้อมกับคุณอัญชลี
ไพรีรัก และอาจาร์ปานเทพ
พัวพงษ์พันธ์
เท่าที่เวลาจะอำนวย
แต่สิ่งที่ได้ก็สามารถสะท้อนถึงความรู้สึกร่วม
จากคนไทยถึงคนไทยด้วยกัน
พิสูจน์ได้จากบทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้
สนธิ ลิ้มทองกุล
:หลังจากเดินทางมาพบคนไทยในสหรัฐฯมองว่าคนไทยที่นี่มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไร
มีค่อนข้างสูง
คนไทยที่นี่มีความรู้ทางการเมืองมากกว่าที่เมืองไทย
อาจเป็นเพราะได้รับข่าวสาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
95%
ได้รับจาก ASTV
ซึ่งเป็นช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องเดียว
ที่เฉพาะคนที่ได้ดูเท่านั้นจะเข้าใจ
ขณะที่ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ดูโทรทัศน์สายหลักอยู่
พวก 3,5,7,9,11, ITV ส่วน ASTV จะไปตามเคเบิลท้องถิ่น
และเฉพาะคนมีจาน
ทำให้คนที่ต่างจังหวัดที่ดูเคเบิลในเขตอำเภอเมืองได้เห็นกัน
คนต่างจังหวัดที่อยู่นอกเขตอำเภอเมืองไม่ได้เห็น
คนกรุงเทพฯ
เนื่องจากว่า
เคเบิลเขาไม่ยอมรับ
ASTV ก็เลยทำให้คนกรุงเทพฯมีความรู้ทางการเมืองลึกซึ้งน้อยกว่าคนไทยที่อยู่ในอเมริกา
ฉะนั้นคนไทยในอเมริกาเลยมีองค์ความรู้ทางด้านนี้มาก
:วัตถุประสงค์ในการเดินทางมาสหรัฐฯครั้งนี้
มาครั้งนี้เพื่อที่จะมาเยี่ยมเยียนคนไทยในอเมริกา
มาพบคนที่ให้กำลังใจ
และอธิบายความเพิ่มเติมหลายๆอย่างที่ในบางครั้งพูดไม่ได้เวลาออกทีวี
แต่ในชุมชนที่มีคนไม่มากนักก็พอจะพูดได้
มาครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง
ครั้งแรกมาตอนเดือนตุลาคม
เนื่องจากว่าไปพูดที่มหาวิทยาลัยลอนดอน
แล้วบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคไปที่ดีซี
และนิวยอร์คทางฝั่งตะวันออก
ในเมื่อมาทางตะวันออกแล้วไม่มาทางตะวันตกก็ไม่ดี
เพราะแฟนๆที่นี่เรียกร้องมามาก
ทริปนี้เลยตัดสินใจมาลอสแอนเจิส
แต่พอมาลอสแอนเจลิสแล้ว
เดิมทีจะมาที่เดียว
ทางซาน ฟรานซิสโกก็ขอ
ซีแอตเติล
ดัลลัส ลาสเวกัสก็ขอ
เลยไปทั้งหมด
5
เมือง
:เนื้อหาที่มาพูดคุยกับคนไทยที่นี่ โดยหลักแล้วเหมือนกันไหมคะ
ไม่ค่อยเหมือนกัน
สุดแล้วแต่กลุ่มคน
อย่างที่ดัลลัสจะเป็นพวกหมอเยอะ
ที่ซีแอตเติลจะเป็นผู้ประกอบการเยอะ
ส่วนลาสเวกัสจะเป็นคนทำงาน
ซึ่งเป็นคนสู้ชีวิต
ส่วนแอลเอก็หลากหลาย
ฉะนั้นแล้วการพูดต้องออกแบบให้เหมาะกับอารมณ์ของแต่ละกลุ่ม
:การได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ได้มีการมุ่งประเด็นไปที่ใด
เขาก็ตั้งคำถามซึ่งผมคิดอยู่แล้วว่าเขาต้องถาม
ว่าทำไมถึงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
ผมก็อธิบายให้เขาฟังอย่างชัดเจน
ว่าเงื่อนไขการเลือกตั้ง
เงื่อนไขก่อนที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งสี่ห้าข้อ
ประเทศไทยไม่มี
ไม่เหมือนในสหรัฐฯ
สิทธิมนุษยชนเราไม่มี
สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเราไม่มี
การควบคุม
เซ็นเซอร์สื่อก็ยังมีอยู่
ข้าราชการไม่วางตัวเป็นกลาง
ดังนั้น ความยุติธรรมในการเลือกตั้งก็ไม่มี
ฉะนั้นการที่คุณทักษิณชอบพูดตลอดเวลาว่า
ให้ไปตัดสินที่การเลือกตั้ง
ก็เพราะคุณทักษิณกุมอำนาจอยู่
ถึงได้พูดอย่างนั้น
:อยากฝากอะไรให้กับคนไทยที่นี่บ้าง
สิทธิเสรีภาพเป็นของคนไทย
คนไทยมีสิทธิเต็มตัว
ดังนั้นเมื่อเรามีสิทธิแล้ว
จะไปเมินสิทธิก็ไม่ได้แล้ว
เราได้เริ่มรู้จักใช้สิทธิในการต่อสู้ครั้งนี้
เราควรจะรักษาสิทธิอันนี้ต่อไป
อัญชลี
ไพรีรัก
:ความรู้สึกต่อคนไทยที่นี่
อันดับแรกก็รู้สึกดีใจที่มีเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนไทย
เพราะโปรแกรมที่เรานำเสนอไปทั่วโลกเป็นโปรแกรมที่มีส่วนสัมผัสกับทุกคนในโลกใบนี้ที่เป็นคนไทย
ถ้าเสียงตอบรับดี
แสดงว่าเรามีแนวร่วมที่ดี
อันดับสอง
คือได้เรียนรู้ว่า
โลกใบนี้มัน
Globalize ซึ่งเราพูดถึงปัญหาบ้านเมืองเราในบ้านของเรา
แต่ทั่วโลกได้ยินพร้อมกัน
สัญญาณอินเตอร์เน็ต
ดาวเทียม เทคโนโลยีต่างๆสามารถเป็นเครื่อง
มือที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้
อย่างน้อยปัญหาเรื่องการรับรู้
เพราะคนบ้านเรามีการรับรู้ที่ไม่ทั่วถึง
จากเหตุการณ์การแทรกแซงสื่อ
แต่ในประเทศเสรีภาพหลายประเทศที่เราไปมา
พบว่า คนไทยรับรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก
มีการถกเถียงปัญหาบ้านเมืองเยอะมาก
ทำให้เกิดพลังคนไทยทั้งโลกที่จะเข้าไปช่วยกดดันให้แนวร่วมในการแก้ไขปัญหาเพิ่มมากขึ้น
และเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาเร็วขึ้น
:คุณอัญชลีอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนมากี่ปีแล้วคะ
เริ่มเข้ามาปี
2529
มาถึงปีนี้ก็
20 ปีเต็มๆ
:ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกเลยหรือเปล่าคะที่คนไทยออกมามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขนาดนี้
ใช่ค่ะ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่มีแนวร่วมทั่วโลก
อย่างตอนที่เราเคยผ่านเหตุการณ์เดือนพฤษภาฯ
เรามีแนวร่วมทั่วโลกจริง
แต่เรามองไม่เห็น
สัมผัสไม่ได้
เราไม่ได้ยิน
เพราะระบบอย่าง
ASTV ไม่มี แต่พอคราวนี้
เราเห็นปรากฏการณ์ว่า
แนวร่วมของคนไทยรักชาติมีทั่วโลก
เราเห็น เราได้ยิน
เราสัมผัสได้
แล้วมันทำให้เรามีพลังมากขึ้น
มีกำลังใจมากขึ้น
แล้วเชื่อเลยว่า
แม้จะอยู่ห่างไกลแต่เขาไม่เพียงแค่ส่งกำลังใจ
เขาส่งทุกอย่างที่เราต้องการ
ให้แรงใจ ให้แรงกายสนับสนุนทุกๆทาง
ซึ่งเราสัมผัสได้จริง
ไม่ใช่แค่บอกว่า
เรารักชาติ
เราเชียร์เธอนะ
ไม่ใช่แค่นั้น
แต่มาด้วยกัน
เดินด้วยกัน
มีหลายครั้งที่มีการเดินขบวนแล้วพบว่า
คนที่เดินข้างๆเรา
บางคนมาจากนิวยอร์ค
ชิคาโก อังกฤษ
ไต้หวัน เราตกใจมาก
นึกว่ามาเยี่ยมบ้าน
แต่เปล่า พอนัดว่าจะมีม๊อบ
ฉันก็มาเลย
เป็นต้น คิดว่าเป็นปรากฏการณ์พิเศษซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการเมืองไทย
และอนาคตคิดว่าจะมีมากกว่านี้
: อะไรเป็นกำลังใจให้คุณอัญชลียืนหยัดอยู่ทุกวันนี้
เสรีภาพ
เมื่อเสรีภาพถูกลิดรอน
เสรีภาพถูกคุกคาม
เสรีภาพของสื่อมวลชนคือเสรีภาพของประชาชน
เมื่อเราถูกลิดรอน
หมายถึงประชาชนถูกลิดรอน
การทำงานมา
20 ปีทำให้เห็นว่า
นี่คือปัญหา
และไม่เล็ก
ต้องเดินออกมา
คือถ้าไม่กล้า
ก็ถอยออกไป
แต่ถ้ากล้าไม่พอ
มันต้องมีลูกบ้าขนาดว่าต้องสู้กันให้แพ้
ชนะกันไปข้างหนึ่ง
ปานเทพ
พัวพงษ์พันธ์
: ครั้งแรกกับการเดินทางมาพบพี่น้องชาวไทยในอเมริกา
สะท้อนอะไรบ้าง
ปกติเราไม่เคยเห็นคนไทยรวมตัวกันมากขนาดนี้
การที่ไปเยือนลาสเวกัส
และแอลเอก็สะท้อนให้เห็นว่า
คนไทย แม้จะอยู่ไกลบ้านแค่ไหนก็สามารถรวมตัวกันยามที่ชาติบ้านเมืองมีความเดือดร้อน
มีวิกฤติ ก็สะท้อนว่า
คนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาที่มีอาชีพการงานที่มั่นคงแล้ว
แต่ทันทีที่บ้านเมืองมีวิกฤติก็จะมารวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืน
แสดงพลัง และวันนี้มีการสื่อสารที่เข้าถึงกันได้ระหว่างคนไทยกับคนไทยที่อยู่อเมริกา
ไม่ว่าจะผ่านทาง
ASTV
หรือผ่านทางอินเตอร์เน็ต
เราไม่มีพรมแดนระหว่างกัน
ความรักชาติจึงไม่มีพรมแดนระหว่างกัน
:ตอนนั่งจัดรายการอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ กับการได้มาพบปะคนไทยที่นี่จริงๆ
มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง
คนไทยที่ดูรายการก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นอยู่แล้ว
แต่คนไทยที่นี่จะมีบรรยากาศที่เรารู้สึกว่าไม่เหมือนกับที่เมืองไทย
คือ รู้สึกว่าเขาคิดถึงเรา
คิดถึงเมืองไทย
แววตาและการแสดงความรู้สึกออกมา
คือ เขาห่วงใยบ้านเมือง
ในฐานะที่อยู่ไกลบ้าน
ก็เป็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่ถือว่า
ประทับใจ
ประวัติ สนธิ
ลิ้มทองกุล
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของนสพ.เครือผู้จัดการ
หมายเหตุ
บรรณาธิการ- เมื่อวันที่
19 พฤศจิกายน
2006 สนธิ ลิ้มทองกุล
และคณะได้นำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร
เดินทางมาเปิดอภิปรายที่ฮอลลีวู้ด
พาร์ค เอ็นเทอร์เทนเมนต์
เมืองอิงเกิ้ลวู้ด
รัฐแคลิฟอร์เนีย
เราถือโอกาสนำประวัติของเขาที่ขึ้นไว้บนเว็บไซท์(Wipikidia
encyclopedia)มาลงให้ผู้อ่านได้ทราบดังนี้
สนธิ ลิ้มทองกุล
เป็นนักหนังสือพิมพ์
นักเขียน ผู้ก่อตั้งและเจ้าของหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ
ผู้ดำเนินรายการกลางแจ้ง
เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร
และเคยเป็นผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.
ก่อนที่ถูกระงับการถ่ายทอดเนื่องจากการกล่าวถึงพระราชอำนาจ
เดือน กรกฎาคม
พ.ศ. 2546 สนธิได้เขียนข่าวทำนายว่าเงินดอลล่าร์สหรัฐจะตกต่ำในปี
พ.ศ. 2553 พร้อมทั้งสนับสนุนให้ลดการส่งออก
และขณะเดียวกันแนะนำให้ผู้คนลงทุน
ด้วยการซื้อทองสะสมไว้
ในช่วงต้นปี
พ.ศ. 2549 สนธิเป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ที่นำการชุมนุมเพื่อขับไล่
พ.ต.ท. ทักษิณ
ชินวัตร ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จนกระทั่งวันที่
19 กันยายนรัฐบาลทักษิณถูกทำรัฐประหารนำโดยพลเอกสนธิ
บุญยรัตกลิน
สนธิ ลิ้มทองกุล
มีชื่อเดิมว่า
โกตั๊บ แซ่ลิ้ม
เกิดเมื่อวันที่
7
พฤศจิกายน
2490 เป็นลูกของนายวิเชียร
แซ่ลิ้ม อดีตสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋ง
และผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยหว่างผู่
มีมารดาชื่อ
ไชยย้ง แซ่ลิ้ม
ทั้งคู่มาตั้งรกรากทำกิจการโรงพิมพ์
และออกหนังสือพิมพ์จีน
จำหน่ายให้กับชาวจีนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร
สนธิ จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยม
จากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา
รุ่น18 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับทนง
พิทยะ หลังจากจบจากโรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญศรีราชา
สนธิ ถูกส่งตัวไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวัน
พร้อมกับเรียนวิชาวิศวกรรมเครื่องกลที่เมืองไถ่ต้า
เป็นเวลาปีเศษ
ก่อนที่จะไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา
จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ยูซีแอลเอ
ลอสแองเจลีส
และปริญญาโท
สาขาประวัติศาสตร์
ที่ มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต
เมืองโลแกน
รัฐยูทาห์
นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาอักษรศาสตร์ที่วิทยาลัยฮาร์ตวิคก์
เมืองโอนีโอนตา
รัฐนิวยอร์ก
และปริญญาดุษฎีบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พร้อมกันนี้ยังได้ศึกษาต่อ
MBA
ที่ประเทศออสเตรเลีย
ต่อมานายสนธิได้บริจาคเงินสร้าง
The
Sondhi Limthongkul Center for Interdependence (The S.L.
Center for Interdependence)ให้แก่ วิทยาลัยฮาร์ตวิคก์
นายสนธิ
สมรสกับนางจันทร์ทิพย์
ลิ้มทองกุล
เมื่อ พ.ศ. 2516 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์
ระดับ 9
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มีบุตรชายด้วยกันคือ
นายจิตตนาถ
ลิ้มทองกุล
ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารกิจการในเครือผู้จัดการ
นายสนธิ
เข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร
หนังสือพิมพ์
ประชาธิปไตย
เมื่ออายุได้เพียง
27 ปี จากนั้นได้ร่วมกับพอล
สิทธิอำนวย
ตั้งบริษัท
Advance Media ในเครือพีเอสกรุ๊ป
ออกหนังสือดิฉัน
แต่ประสบปัญหาขาดทุน
จึงได้ขายกิจการให้กับนายปีย์
มาลากุล ณ
อยุธยา สนธิกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
ด้วยการตั้งบริษัท
ตะวันออกแมกกาซีน
ทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายเดือน
เมื่อปี 2526
และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์
จากความสำเร็จในการเป็นหนังสือแนวธุรกิจชั้นนำของผู้จัดการรายสัปดาห์และรายเดือน
ทำให้สนธิ
นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี
2533 ต่อมาหุ้น
MGR ถูกตลาดหลักทรัพย์แขวนป้ายระงับการซื้อขาย
เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท
ปัจจุบันนายสนธิ
เป็นที่ปรึกษากลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
และ อาจารย์พิเศษคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
|