แพทริค น้อยนวม :

พิสูจน์ใบหน้าศพด้วยระบบดิจิตอล

ปฏิวัติ (แพทริค) น้อยนวม บุตรชายคนเดียวของคุณไพโรจน์และคุณวิลาวัลย์ น้อยนวม เป็นผู้หนึ่งที่เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิโดยเข้าไปทำงานร่วมกับทีมของคุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

                แพทริคเดินทางออกจากแอลเอเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2005 อยู่ที่กรุงเทพฯหนึ่งวัน แล้วเดินทางไปยังภูเก็ตวันที่ 16 มกราคม ทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสาม-สี่ทุ่มในแต่ละวัน และมีแผนที่จะเดินทางกลับในวันที่ 29 มกราคม แต่คุณหมอพรทิพย์ขอให้ช่วยอยู่ต่อ ก็เลยกลับกรุงเทพฯในวันที่ 4 และกลับมาแอล.เอ.วันที่ 9 กุมภาพันธ์เราลองมาฟังกันว่าสิ่งที่เขาเดินทางไปทำนั้น มีความเป็นมาและให้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

:อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เดินทางไปช่วยผู้ประสบภัยจากสึนามิ

                ได้ยินข่าวสึนามิซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา แล้วยอดผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากร้อย กลายเป็นพัน ก็เลยเกิดความคิดขึ้นว่าน่าจะนำวิชาความรู้ที่ได้เรียนมาจาก Nursing School เพื่อช่วยเหลือเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย หรือเด็กกำพร้า ซึ่งดีกว่าการนั่งอยู่กับบ้านเฉยๆโดยไม่ทำอะไร

:การที่เป็นคนไทยมีส่วนผลักดันให้เดินทางไปช่วยเหลือด้วยหรือไม่

                ใช่ นั่นเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่เกิดมาเป็นคนไทย มีคุณพ่อคุณแม่ที่มาจากประเทศไทย แต่สิ่งที่กระตุ้นให้ไปช่วยเป็นอย่างมาก คือการที่มีผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

:เริ่มต้นทำอย่างไร

อย่างแรก คือ โทรไปที่ Red Cross ที่นี่ จากนั้นผมได้เขียนจดหมายแสดงความจำนงที่จะเข้าช่วยเหลือผ่านมาทางสถานกงสุลใหญ่ฯ

(หมายเหตุบ.ก. - กงสุลใหญ่อิสินธร สอนไว ได้จัดการตามประสงค์ด้วยการทำหนังสือยื่นเข้าถึงสำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกับสำเนาไปถึงสถานทูต ณ กรุงวอชิงตัน ,สถานกงสุลใหญ่ชิคาโก้และสถานกงสุลใหญ่นิวยอร์ก ) โดยระบุว่านายปฏิวัติจะรับผิดชอบด้านค่าเดินทางเองทั้งหมด  แต่ขอการสนับสนุนด้านอาหารและที่พักระหว่างปฏิบัติงานช่วยเหลือ   เมื่อทางกรุงเทพฯตอบรับกลับมาแล้วกงสุลใหญ่อิสินธรได้ทำหนังสืออีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 13 มกราคม 2548 เพื่อส่งตัวนายปฏิวัติไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิโดยผ่านไปยัง ศูนย์วัดย่านยาน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา)

แพทริคกับดร.ลูบ้า ที่พังงา,แพทริคกำลังเทียบเคียงภาพหน้าของศพกับคอมพิวเตอร์มีหมอพรทิพย์ดูอยู่ใก้ล

 

  ผมเดินทางไปที่วัดย่านยาว ต.ตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า  จังหวัดพังงา โดยได้ไปพูดคุยกับ  คุณหมอพรทิพย์ หน้าที่แรกคือการพิสูจน์ดีเอ็นเอจากศพ จากนั้นได้ไปพบกับ Dr. Ljubisa Matic  หมอชาวเซอร์เบียนอีกท่านหนึ่ง และได้มีโอกาสร่วมงานที่ท่านคิดค้นซึ่งเรียกว่า “Facial Reconstruction” โดยวิธีการเข้าไปทำให้บ่งบอกได้ว่าผู้เสียชีวิตเป็นใครจากใบหน้าของศพ    ก่อนอื่นเราต้องเข้าไปแต่งใบหน้าของศพด้วยมือ จากนั้นก็ถ่ายรูปเอาไว้ แล้วจึงทำวิธีเดียวกันกับร่างนั้น ให้พร้อมสำหรับการตรวจหาว่าศพนั้นเป็นของใคร

                นอกจากนี้ยังได้พบกับดร.พอล วอลเลซ คุณหมอศัลยกรรมพลาสติคชาวอเมริกัน และเป็นหัวหน้าแพทย์ของสภามวยโลก โดยท่านได้ร่วมงานกับเราเพียงหนึ่งวัน เพื่อช่วยให้คำแนะนำให้วิธีที่เราทำได้ผลที่ดีขึ้น

:วิธีพิสูจน์ร่างศพจาก DNA กับ Facial Reconstruction แตกต่างกันอย่างไร

                การพิสูจน์จาก DNA จากสถานการณ์นี้อาจจะไม่ได้ข้อสรุปว่าศพนั้นๆเป็นของใคร เนื่องจากสึนามิเป็นภัยธรรมชาติที่กลืนกินชีวิตผู้คนมากมาย บางกรณีก็เสียชีวิตกันหมดทั้งครอบครัว การตรวจ DNA จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีสมาชิกคนใดคนหนึ่งของครอบครัวยังมีชีวิตอยู่ ส่วนวิธีพิสูจน์จากฟันของผู้เสียชีวิตนั้นก็อาจไม่ได้ผล เนื่องจากฟันอาจถูกกระแทกจนไม่เหลืออะไร อีกอย่างก็คือผู้เสียชีวิตไม่เคยมีประวัติการทำฟัน จึงมีเพียงไม่กี่ศพที่สามารถตรวจสอบได้จากหลักฐานทางฟัน

นอกจากนี้การที่ร่างเกิดการเน่าเปื่อย จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร เราเคยเจอเคสที่มีญาติจำนวน 30-50 คนมาขอรับศพๆหนึ่ง การตรวจหา DNA  ของคนที่มาร้องขอหลายสิบคนนับว่าต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ส่วนงบประมาณที่มีให้แต่ละศพมีจำนวน 4,400 บาท และการพิสูจน์ DNA  หนึ่งรายก็ใช้เงินเกือบหมดจำนวนที่ให้ไว้แล้ว

มาพูดถึงวิธีการสร้างใบหน้าจากศพด้วยโปรแกรมจากคอมพิวเตอร์ หรือ Facial Reconstruction สามารถทำให้การมาขอตรวจสอบศพจากญาติมีจำนวนลดลง โดยมีญาติ 1-5 ครอบครัวมาขอให้ช่วย จากเดิมที่เป็นสิบๆครอบครัว หลังจากนั้นเราก็สามารถใช้การพิสูจน์ด้วย DNA และหลักฐานทางฟันมาเป็นส่วนประกอบในการตรวจสอบว่าศพนั้นเป็นใคร ผมและดร.แมติคช่วยกันการสร้างใบหน้าจากศพที่เน่าเปื่อยให้สามารถใกล้เคียงกับใบหน้าที่แท้จริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ภาพศพที่นำมาทำ Facial Reconstruction ผ่านคอมพิวเตอร์

 

ช่วยอธิบายเพิ่มเติมว่าการสร้างใบหน้าจากศพนั้นทำอย่างไร

            วิธีการแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ การแต่งใบหน้าด้วยมือ การถ่ายภาพ และทำด้วยระบบดิจิตอล โดยในขั้นแรกนั้น ดร.แมติค จะทำการแต่งศพที่บวมและแห้ง โดยเอาแก๊สจากร่างออก เพื่อจะทำให้สามารถใส่อวัยวะบนใบหน้าอย่างจมูก คาง ริมฝีปาก แก้มกลับคืนสู่ที่เดิม ส่วนวิธีการสร้างภาพด้วยระบบดิจิตอลจะช่วยกำจัดปัญหาการระบุใบหน้าไม่ได้จากที่เนื้อเยื่อที่ตายไป ทำให้เนื้อบนหน้าบางส่วนหายไป ในขั้นนี้ การสร้างใบหน้าขึ้นใหม่เพื่อให้ใกล้เคียงกับของเดิม จะช่วยทำให้ญาติบอกได้ว่าเป็นศพที่เขากำลังหาอยู่หรือไม่ จึงง่ายต่อการตรวจสอบ

:วิธีการสร้างใบหน้าจากศพที่เมืองไทยมีบุคลากรที่ช่วยทำด้านนี้หรือไม่ ที่นั่นยังต้องการอะไรบ้าง

            วิธีนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ใหม่อยู่มาก ซึ่งเป็นการผสมผสานด้วยการปรับแต่งศพด้วยมือ และการสร้างภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และยังไม่เคยมีที่ใดในโลกใช้วิธีการดังกล่าวมาก่อน แต่จากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้หมอและผู้ร่วมงานอีกหลายๆคนมารวมกันในครั้งนี้ และเกิดโปรเจคดังกล่าวขึ้น อย่างไรก็ตามคุณหมอพรทิพย์ได้มีส่วนสนับสนุนให้ใช้วิธีนี้ และมันก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีการที่เธอมีความภูมิใจมากที่สุด

                วิธีการดังกล่าวยังต้องการคนที่มีความรู้และได้รับการศึกษามา ซึ่งที่เราทำไปนั้นไม่ได้เป็นการหลบหลู่ใบหน้าของผู้เสียชีวิต ในทางตรงข้าม เราช่วยนำความสงบสุขมาให้แก่ครอบครัวที่เป็นทุกข์ อาจกล่าวได้ว่าคนที่จะมาช่วยด้านนี้ต้องมีความรู้และการศึกษาในหลายสาขา โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีพื้นฐานการศึกษาทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคและพยาบาล การแต่งศพด้วยมือจำเป็นต้องอาศัยความรู้ของแพทย์ ส่วนการใช้ระบบดิจิตอลต้องอาศัยความรู้ด้านกายวิภาควิทยาของใบหน้ามนุษย์และกะโหลกศีรษะเช่นเดียวกันกับความรู้ความสามารถในโปรแกรมการออกแบบจากคอมพิวเตอร์

:คิดว่าทางรัฐบาลไทยจะให้การสนับสนุนทางงบประมาณในเรื่องนี้ได้อย่างไร

จริงๆแล้ว ในระยะแรก คุณหมอพรทิพย์เป็นผู้ช่วยสนับสนุนเราด้านงบประมาณด้วยตัวเองทั้งหมด มีหมอบางคนคิดว่าวิธีการนี้จะใช้ไม่ได้ผลเพราะไม่ได้เป็นวิธีการทางแพทย์ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีการพิสูจน์แล้วว่าวิธีการนี้มีประสิทธิภาพและใช้ได้ จึงทำให้รัฐบาลและอีกหลายๆหน่วยงานหันมาให้ความสนใจทั้งในและต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น Scotland Yard (an intelligence agency of the United Kingdom)

:ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการไปในครั้งนี้

                ผมไม่เคยรู้จักของคุณหมอพรทิพย์มาก่อนเลย แต่ได้ยินชื่อจากที่คุณพ่อคุณแม่เคยพูดให้ฟัง แต่หลังจากได้ร่วมงานกันแล้วพบว่า คุณหมอพรทิพย์เป็นคนที่ทุ่มเท และต้องการช่วยเหลือคนที่นั่นจริงๆ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้โครงการ“Facial Reconstruction” เป็นจริงขึ้นได้ โดยทีมงานของคุณหมอถือเป็นทีมแรกที่ยื่นมือเข้าไปช่วย และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความภูมิใจในสิ่งนั้น

                ในส่วนตัวของผม เดิมทีจากที่ได้เรียนมา ก็คิดว่าคงจะได้ช่วยผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ในโรงพยาบาล แต่การเดินทางไปในครั้งนี้ ทำให้ผมได้ผสมผสานความรู้ทางการแพทย์กับงานกราฟฟิคทางคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่และสามารถช่วยงานได้มากทีเดียว

คุณหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์,แพทริคและน้องสาวคุณหมอ

:ต่อจากนี้ต้องไปช่วยอะไรอีกบ้าง

            ผมต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯอีกครั้งในเดือนเมษายน รวมทั้งดร.แมติค จากการเชื้อเชิญจากคุณหมอพรทิพย์ เพื่อไปบรรยายเกี่ยวกับวิธีการสร้างใบหน้า หรือ Facial Reconstruction

                การเดินทางไปประเทศไทยของแพทริคในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้เขาได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำไปตลอดชีวิต แพทริคยังได้นำความภูมิใจมายังคุณพ่อคุณแม่ เพื่อน ญาติสนิทมิตรสหาย รวมทั้งคนส่วนใหญ่อีกมายมายทั้งไทยและต่างชาติ จากบทสนทนาที่นำมาฝากท่านผู้อ่านคงเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันความคิดดังกล่าวได้ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เขาไปเจอะเจอ และแน่นอนว่า การเสียสละของเขานั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เบื้องหลังแพทริคก็ต้องพบเจอปัญหาและอุปสรรคอยู่บ่อยครั้ง หลายสิ่งหลายอย่างเกินกว่าความเข้าใจของเด็กไทยที่เเกิดและเติบโตในสังคมอเมริกัน แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเขา บวกกับกำลังใจจากครอบครัว ส่งผลให้สิ่งที่เขาตั้งใจบรรลุผลสำเร็จ และมาถ่ายทอดให้เราได้รับทราบโดยทั่วกัน

 

แพทริค น้อยนวม นำช่อดอกไม้ไปขอบคุณกงสุลใหญ่อิสินธร สอนไว ที่สถานกงสุลใหญ่แอล.เอ.หลังกลับจากช่วยเหยื่อสึนามิ โดยมี วิลาวัลย์ น้อยนวม(แม่)และไพโรจน์ น้อยนวม(พ่อ)ร่วมไปด้วย

 
 
 
 
 
 
     

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy