Editor Editor Immigration American Way Interview Column Tubna Business-Society Business Society Special Report Sport Letter to Editor Letter from Thailand Cartoon Veera Shopping
 
 
 
 
 
 
 
   
 
   
 
 
 
กษิต ภิรมย์ ขณะขึ้นเวทีพันธมิตรอภิปรายรัฐบาลทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน
 
ผมก็ยังชอบพอกับ คุณทักษิณ...
แต่ "วัฒนธรรมนอบน้อมเยี่ยงทาส"...รับไม่ได้
กษิต ภิรมย์

อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน

แล้วที่สุด "กษิต ภิรมย์" อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันก็ตัดสินใจลง สู่สนามการเมืองแบบเต็มตัว หลังจากตกปากรับคำ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เข้ามาเป็นปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิปัตย์ยุคผลัดใบ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อะไรคือแรงบันดาลใจในการเลือกประชาธิปัตย์ ? ไทยรักไทย และทักษิณ ชินวัตร ไม่ดีตรงไหน ?

ฟัง "ประชาชาติธุรกิจ" เปิดใจ "กษิต ภิรมย์"

- จากการทูตมาสู่การเมืองได้ยังไง

ผมรับราชการอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ 37 ปี เป็นงานราชการที่พัวพันกับเรื่องการเมืองมาตลอด ทั้งการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองภายใน มันจึงไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่จะเข้ามาข้องแวะกับการเมือง เพราะการเป็นผู้แทนของรัฐบาลไทยในต่างประเทศต้องรู้ความเป็นไปในสังคมไทย ดังนั้นเรื่องการบ้านการเมืองมันก็อยู่ในสายเลือด

ช่วงที่รับราชการอยู่ตลอด 15-20 ปี ได้รับการทาบทามหลายครั้งจากหลายพรรค แต่ผมไม่พร้อมทางด้านครอบครัว กับยังรักงานที่กระทรวงการต่างประเทศอยู่ แต่ก็ได้ข้องแวะบ้างในฐานะที่เคยไปช่วยราชการด้านการเมือง

อย่างเมื่อ 20 ปีก่อนก็ไปช่วยราชการที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯสมัยที่ท่าน "ชวน" เป็นรัฐมนตรี ได้มาช่วยงานท่านองคมนตรี "สิทธิ เศวตศิลา" สมัยท่านเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ กับคุณทักษิณรู้จักกันเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ช่วงท่านเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่พรรคพลังธรรม ก็ได้มีโอกาสให้ความคิดเรื่องการเมืองบ้าง และได้ติดต่อรู้จักกับท่านทักษิณมาโดยตลอด

- สัมพันธ์ทั้งประชาธิปัตย์และไทยรักไทยมาโดยตลอด

ครับ เพราะตอนนั้นถือเป็นข้าราชการประจำ แล้วได้ไปช่วยงาน อยู่กับคุณชวน ส่วนใหญ่เป็นงาน "ล่าม" ช่วยบรีฟประเด็นปัญหาต่างๆ ส่วนท่านทักษิณก็ช่วยเรื่องการบ้านการเมืองภายในมาโดยตลอด แต่เป็นเรื่องของการเป็นข้าราชการประจำที่มาช่วยเตรียมงานให้

- แล้วทำไมตัดสินใจเลือกประชาธิปัตย์

ผมโตมากับประเทศไทย โตมากับการเมืองไทย ตอน 10 ขวบ ผมก็คิดว่าคนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นต้องเป็น "จอมพล" เป็น "ทหาร" เป็น "นายพล" หรือเห็นการสู้รบระหว่างกองทัพเรือกับทหาร เพราะบ้านผมอยู่ฝั่งธนฯ หลังกรมอู่ทหารเรือ ก็เห็นลูกระเบิดทิ้ง เห็นความขัดแย้งในสังคม เห็นการต่อสู้กับระบอบทหารและเผด็จการ สมัยคุณคึกฤทธิ์ (ปราโมช) สมัยคุณควง (อภัยวงศ์) เห็นอย่างนี้มาตลอด กระทั่งมาถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ครั้งหนึ่งเคยไปธรรมศาสตร์เมื่อปี 2516 ไปฟัง "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" ไฮด์ปาร์ก ปรากฏว่ามีการวางระเบิด ก็วิ่งกระเจิงกลับมา ขณะเดียวกันผมไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่เห็นด้วยกับวิธีการคอมมิวนิสต์ฝ่ายซ้าย แล้วก็ไม่ชอบระบอบรัฐบาลทหาร มันอยู่ในสายเลือด พอโตขึ้นมาก็เห็นทั้งรัฐบาลทหาร รัฐบาลพลเรือนที่เป็นเผด็จการ แล้วก็มีการต่อสู้

จากประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ชอบระบอบเผด็จการ แต่เมื่อได้เข้าไปทำงานกับรัฐบาลทักษิณช่วงหนึ่งที่ทำเนียบรัฐบาล กับการเป็นทูตภายใต้รัฐบาลนี้มา 5 ปี ก็ได้เห็นอะไรที่มันถอยหลังเข้าคลองของระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด กระทั่งมาถึงจุดที่มีการขายหุ้นชินคอร์ป

ถึงจุดหนึ่งก็คิดว่าจะนั่งตีขิมอยู่บนกำแพง เป็นนักวิชาการสอนหนังสือ หรือจะเข้าร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร หรือภาคประชาชนมันก็ได้ แต่ผมก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้คืบหน้าไปอย่างมั่นคง มีการตื่นตัวในเรื่องธรรมาภิบาลในภาคประชาชน แล้วก็คงจะไปกันได้

แต่มันมีส่วนที่อ่อนคือ พรรคการเมือง เลยคิดว่าหากกระโดดเข้ามาตรงพรรค อาจจะมีส่วนช่วย ก็มองดูว่าพรรคไหนเป็นพรรคที่เป็นของประชาชน มันก็เหลืออยู่พรรคเดียวที่ไม่ได้เป็นพรรคเฉพาะกิจ

แน่นอนความรู้จักส่วนตัวที่เคยมีมากับท่านชวน (หลีกภัย) ท่านสุเทพ (เทือกสุบรรณ) และอีกหลายๆ ท่าน คุณบัญญัติ (บรรทัดฐาน) คุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) มันก็มีตรงนี้อยู่ด้วย

- งานที่จะช่วยประชาธิปัตย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หลายคนอาจจะเดาว่าเป็นเรื่องต่างประเทศ ซึ่งอันนั้นแน่นอน แต่ผมคิดว่าผมอยากจะให้ทางพรรคหรือรัฐบาลมีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาคประชาชน ประชาสังคม เพราะมันอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และอยู่ในมติสหประชาชาติว่า ภาคประชาสังคมต้องมีสัดส่วนในการจรรโลงสังคม ก็อยากจะมาดูทางด้านนี้

- เหตุที่ไม่เลือกไทยรักไทย

ปี 2540 เราได้รัฐธรรมนูญที่ถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตย ให้การการันตีกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีการส่งเสริมภาคประชาสังคม สิทธิในการรับรู้ สิทธิสื่อ เราเองก็พยายามทำตัวให้เป็นโมเดิร์น โซไซตี้ เป็นสังคมที่ทันสมัย มีความเป็นประชาธิปไตย มันก็เป็นมาได้

กระทั่งมาถึงรัฐบาลนี้ ก็คิดว่ามันก็น่าเป็นประชาธิปไตยที่โลดแล่น เพราะฐานมันมีอยู่ แล้วก็ได้ไปช่วยคุณทักษิณที่สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นปี 2001 คือพบกับคุณทักษิณที่เยอรมนี ท่านก็ไปชวนผมให้มาช่วยงานที่สำนักนายกฯ ผมก็กลับมา ทำงานอยู่ที่ทำเนียบ 4-5 เดือน แล้วก็ได้ตกลงกันว่าจะมาช่วยราชการอยู่สักปีนึง หลังจากนั้นผมก็จะไปเป็นทูตที่วอชิงตัน แต่มีการเปลี่ยน ผมจึงไปเป็นทูตที่โตเกียว

ช่วงที่อยู่กับรัฐบาลนี้ ก็ได้เห็นแล้วก็ไม่สบายใจ ตอนนั้นไม่สามารถเล่าอะไรให้ใครฟังได้ นอกจากกับมาพูดกับภรรยาแล้วก็ญาติพี่น้องว่า รู้สึกมันผิดเวที ที่ทำเนียบทำไม ทหาร ตำรวจ เยอะเหลือเกิน แล้วก็มีอดีตผู้นำนักศึกษา ลักษณะของการทำงานก็ค่อนข้างหนักไปทางด้านมวลชน ไอเดีย เกิดขึ้นมากมาย แต่การบริหารจัดการไม่ค่อยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันตอนนั้นก็คิดว่า ครม.ชุดแรกก็น่าจะเป็นอะไรที่เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม แต่มันก็ไม่ใช่ แต่กลายเป็น ครม.ที่มาจากขุนพลทางการเงิน หัวหน้ากลุ่มมุ้งเล็กมุ้งใหญ่ต่างๆ

แต่เมื่อเป็นข้าราชการอยู่ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ก็เลยออกไปเป็นทูตตามที่ตกลงกันไว้ ช่วงนั้นก็ผิดหวัง แต่พูดให้ใครฟังไม่ได้ เมื่อไม่ค่อยสบายใจ ก็เลยออกไปเป็นทูตที่โตเกียว ผมทำทุกอย่างที่รัฐบาลมอบหมาย ทำเต็มที่ในฐานะข้าราชการประจำ

หลังจากนั้นปี 2002 เริ่มมีปฏิกิริยาเคลื่อนไหวในสังคมไทยกับวิธีการบริหารราชการ วิธีการพูดเร็ว ใจเร็ว เกิดอาณาจักรแห่งความหวาดกลัวในแวดวงข้าราชการประจำ ก็มีความไม่สบายใจมาโดยตลอด

ผมเองได้เสนอข้อคิดเห็นที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ก็กลายมาเป็นเรื่องที่ไม่ชอบอารมณ์ โดยเฉพาะในเรื่องของคุณสุรเกียรติ์ (เสถียรไทย) แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ ผมคิดอย่างนี้ การเป็นทูตมันสวมหมวก 2 ใบ 1.คือเป็นผู้แทนของพระองค์ ของประชาชนชาวไทย 2. คือเป็นข้าราชการที่ทำตามนโยบายรัฐบาล ทั้งสองอย่างก็ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร เพราะเราเป็นผู้แทนพระองค์ ผู้แทนคนไทย ความดีความงามของสังคมไทย เกียรติภูมิ หน้าตา เกียรติยศของประเทศ การจะไปดำเนินนโยบายของรัฐบาลก็ต้องไปในทิศทางเดียวกัน อะไรที่ฉีกออกมาแล้วเห็นว่าผิดศีลธรรม ไม่ถูกต้อง ก็เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำที่จะท้วงติงรัฐบาล

ยกตัวอย่าง ตอนที่รัฐบาลอยากจะซื้อเครื่องบินโซเวียตหรือซื้อเครื่องบินสวีเดน ผมเป็นทูตอยู่ที่อเมริกาผมก็ต้องบอกว่า เราน่าจะซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา เพราะเรามี "เอฟ 16" อยู่แล้ว จะซื้อชุดใหม่มันก็ควรจะเป็นชุดเดียวกัน การใช้ภาษอังกฤษมันง่าย นักบินไทยก็คุ้น แล้วการจัดชิ้นส่วนอะไหล่ การบำรุงรักษาน่าจะง่าย อีกอย่างเราเป็นพันธมิตรกับอเมริกา แล้วผมเคยเป็นทูตที่โซเวียตมาก่อน ก็รู้ว่าของโซเวียตส่วนใหญ่มันใช้แล้วทิ้ง ผมทราบประเด็นนี้ ผมก็จะโทรเลขเข้ามาบอกว่า ในฐานะที่เราเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ แล้วต้องซื้อของที่ดีที่สุดให้กับนักบินของเรา แต่สิ่งที่ผมเสนออาจไม่สอดคล้องกับแนวที่จะไป แต่ผมก็คิดว่าเป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำ

หรือกรณีที่ฝ่ายเราอยากส่งเสริมเรื่อง "ไฮบริดคาร์" ก็ไปบอกให้บริษัทฟอร์ดเขาผลิตรถแบบนี้มา พอเขาผลิตเสร็จจะเอาเข้ามา เราก็ไม่ปรับภาษี มันก็เสียหน้า ผมเป็นทูตอยู่ก็ถูกเขาด่าเช้าด่าเย็น ว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ อย่างนี้ผมก็จะรายงานเข้ามาว่าไม่ถูกต้อง

หรือเรื่องของคุณสุรเกียรติ์ก็มี 2 ประเด็นเท่านั้นว่าการไปจ้างคอนซัลแทนต์โดยที่ไม่ได้ปรึกษาผมก่อน ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง กับอยู่ดีๆ ให้ผมมาเซ็น ผมบอกผมเซ็นไม่ได้ ซึ่งผมไม่ได้มีอะไรเป็นส่วนตัวกับคุณทักษิณหรือคุณสุรเกียรติ์ ผมก็รายงานว่าไม่เห็นด้วย แล้วก็ไม่ต้องมาโกรธผม เพราะผมไม่ชอบวิธีการ แต่ผมไม่ได้คัดค้านว่าไม่ให้เซ็น คุณจะให้คนอื่นเซ็นก็ได้ ถ้าไม่พอใจก็ย้ายผมออก เอาคนอื่นมาเป็นทูตแล้วให้เขาเซ็น

หรือในเรื่องที่ได้รายงานการสนทนาระหว่างท่านนายกฯกับบุช ผมก็วิเคราะห์ให้ฟังว่า เขาไม่เอาคุณสุรเกียรติ์ ผมไม่ได้ไม่ชอบคุณสุรเกียรติ์หรือคุณทักษิณ ผมเพียงแต่วิเคราะห์ให้ฟัง นี่คือการทำหน้าที่ในฐานะข้าราชการประจำ อะไรที่รัฐบาลสั่งมาไม่ดี ผมก็จะท้วงไปก่อน มันก็สร้างความไม่พอใจให้

- อะไรที่เรารับรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้

ที่ไม่ชอบมาโดยตลอดคือ เริ่มต้นจากการปลดพวกซี 11 เพราะในฐานะข้าราชการประจำ มันไม่ค่อยถูกต้อง จนต่อมาเกิดวัฒนธรรมนอบน้อมเยี่ยงทาส โดยข้าราชการประจำต่อนักการเมือง กลายเป็นโรคเรื้อรังในระบอบราชการไทย อีกเรื่องคืองานไปทางด้านมวลชน เข้าไปควบคุมมวลชน และก็เรื่องแทรกแซงสื่อ เรานั่งอ่านข่าวรู้ ก็บอกอย่างนี้ไม่ไหว เพราะตลอดมาผมรักสิทธิเสรีภาพ

- ประเด็นอะไรที่เขาไม่พอใจเรามากๆ

รู้มาตลอดครับ แต่ผมไม่ได้ไปด่าพ่อลˆ่อแม่ ไม่มีเรื่องส่วนตัว ผมไม่พอใจในความคิดความอ่าน ผมก็เป็นข้าราชการ ต้องให้ข้อมูลในสิ่งที่ถูกต้อง อะไรที่ไม่ดีก็ต้องเตือน แต่จะมาโกรธเป็นการส่วนตัวไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัว ผมก็ยังชอบพอกับคุณทักษิณอยู่ เพราะรู้จักกันมานาน ไปนั่งกินเหล้ากันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็พูดคุยกันได้

- ปรับตัวยากมั้ยเพราะภาพของทูตดูสง่างาม

ผมว่ามันต้องมีสติทุกวินาที เพื่อไม่ให้มีอารมณ์ แล้วก็หลีกเลี่ยงการทะเลาะ มันก็ยาก แต่ก็ต้องเรียนรู้ ถือว่าเข้ามาเป็นเด็กใหม่

(คัดจาก นสพ.ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม .. 2549 )

อ่าน 3 อดีตทูตแฉรัฐบาลทักษิณเจรจาต่างชาติมีผลประโยชน์ทับซ้อน http://www.apacnews.net

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy