è----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãËè-----------------------------------------
ทำความรู้จัก
“จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี”นักธุรกิจกับว่าที่สว.กทม.
โดย
สายธาร เดชาติวงศ์
การที่เบียร์สิงห์ยกคณะทำงานมาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในสหรัฐอเมริกา
ทำให้เรามีโอกาสพบกับหนุ่มใหญ่ไฟแรง
อย่าง “จุตินันท์
ภิรมย์ภักดี” กรรมการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่
จำกัด และนอกจากเขาจะเป็นนักธุรกิจชื่อดังของไทยแล้ว
ในวันนี้คุณจุตินันท์
ได้สวมหมวกอีกหนึ่งใบ
ในฐานะ ว่าที่สว.กรุงเทพมหานคร
เราจึงไม่รีรอที่จะให้คนไทยที่นี่รู้จักเขามากขึ้นผ่านทางบทสัมภาษณ์ประจำฉบับนี้
อยากทราบประวัติการศึกษาโดยสังเขป
เรียนจบป.6 ที่โรงเรียน
SevenDay Adventist
ที่เมืองไทย
จากนั้นมาต่อระดับมัธยมที่
Hotchkiss School ที่
Connecticut แล้วไปต่อปริญญาตรีที่
Boston University ด้านเศรษฐศาสตร์
และได้ไปทำงานที่
European American Bank ที่นิวยอร์คอยู่ประมาณปีกว่า
ทำทางด้านเครดิต
จริงๆตอนนั้นอย่างแรกคืออยากอยู่ที่อเมริกา
อย่างที่สองคือไม่อยากกลับไปทำงานธุรกิจของครอบครัว
ทำไมล่ะคะ
มีความรู้สึกว่า
ไม่มั่นใจว่าการไปทำธุรกิจกับครอบครัว
ผลต่างระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง
และพ่อกับลูกจะคลุมเครือขนาดไหน
กลัวว่าในการที่เรามีความขัดแย้งทางความคิดในเรื่องงานจะไปมีผลกระทบต่อส่วนตัว
เลยไม่ค่อยอยากทำเท่าไร
สุดท้ายคุณพ่อให้เหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้
คือท่านบอกว่าอยากเกษียณเร็ว
ในฐานะที่ผมเป็นลูกชายคนเดียวก็กลัวว่าจะไม่มีใครดูแลธุรกิจของครอบครัว
อีกส่วนหนึ่งตอนนั้นได้เจอภรรยาแล้ว
เป็นแฟนกัน
จึงเป็น Convincing reason พอ เป็นสองเหตุผล
จึงตัดสินใจกลับกรุงเทพฯในปี
1982
ตำแหน่งแรกที่ไปทำงานกับบุญรอดบริวเวอรี่
ช่วงนั้นเป็นช่วงแรกที่บุญรอดจะ
convert เป็นระบบคอมพิวเตอร์
ซึ่งก่อนผมกลับไปทำงาน
ทางบริษัทได้ซื้อเครื่องฮาร์ดแวร์ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยถือเป็นเรื่องใหม่
ส่วน Software Programmer ที่เราจ้างมาก็ไม่เข้าใจระบบบุญรอด
ซึ่งเป็นระบบค่อนข้างเก่า
ผมเลยรับหน้าที่เป็นคนเชื่อม
สิ่งที่ดีมากๆจุดนั้น
ทำให้ผมได้เข้าไปศึกษาระบบทุกระบบของบุญรอด
และเริ่มเข้าไปพัฒนาปรับปรุงให้เข้ากับระบบใหม่ได้
จากนั้นได้ย้ายไปทำงานทางด้านใด
ก็ทำด้านนั้นอยู่
3-4
ปี จากนั้นก็ไปดูด้านเครดิตลูกค้า
แล้วก็มาด้านการเงิน
บัญชี เดี๋ยวนี้ผมก็ดูสายนั้นอยู่
ช่วงหลังปีที่ผ่านมา
คุณสันติ(ภิรมย์ภักดี)ก็บอกว่าอยากให้มาดูด้านส่งออกด้วย
อยากให้ขยายความคอนเซ็ปการโฆษณาเบียร์สิงห์ที่ว่า
“นำความเป็นไทยสู่สากล”
จริงๆความรู้สึกของเบียร์สิงห์
มีความเป็นไทยมาก
ถ้าจะพูดว่ามีผลิตภัณฑ์คนไทยอะไรบ้างที่ชาวต่างชาติรู้จักและยอมรับ
ผมคิดว่ามีไม่ถึง
5
อย่าง คิดว่าเบียร์สิงห์เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ต่างชาติรู้จักและยอมรับ
และผลิตภัณฑ์ของสิงห์ก็อิงความเป็นไทยมาโดยตลอด
70 กว่าปี
ในการที่เรามาโปรโมทเบียร์ที่นำพาวัฒนธรรมไทยไปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย
กีฬา หรือดนตรีไทย
ผมว่าเป็น
Natural Progress และทำให้ฝรั่งสนใจวัฒนธรรมไทย
ใช้งบโฆษณาในตลาดสหรัฐฯเยอะไหมคะ
ไม่เยอะนะครับ
เราตั้งไว้ไม่กี่ร้อยล้าน
ถ้ามองOverall จะเป็นงบน้อย
แต่ถ้ามองว่าเป็นงบนอก
คือตลาดอเมริกาก็จะเยอะ
เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้ให้ความสนใจกับตลาดส่งออกมากขนาดนั้น
แล้วเริ่มให้ความสนใจมากกับตลาดส่งออกเมื่อไร
จริงๆผมเริ่มเข้ามาจับเมื่อสองสามปีที่แล้ว
อย่างที่บอกว่าคุณสันติมอบหมายให้เมื่อปีที่แล้ว
ผมก็เข้ามาและพยายามเขย่าองค์กรที่เป็นอยู่
ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
เราก็ได้คนอย่างทอม
(เครือโสภณ)
เข้ามาเป็นทีมงานใหม่
มีไฟแรง เมีความคิดใหม่ๆ
แล้วผู้แทนจำหน่าย
อย่างปาลีวงศ์ล่ะคะ
ปาลีวงศ์ถือว่าทำงานให้เราได้ดี
โดยเฉพาะในส่วนของร้านอาหารไทย
เราตั้งเป้าหมายที่กรรมการบริษัทต้องการ
คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ไม่ใช่ขึ้นทีละ
5%
10% ถ้ามานั่งดูว่าฐานของร้านอาหารไทย
เราก็เข้ามาเยอะแล้ว
ครั้งนี้เราคิดว่าจะผลักดันให้ไปอีกระดับหนึ่ง
แต่ว่าต้องเป็นเราที่เข้ามาดูภาพลักษณ์
การตลาด Branding
Promotion Program ผมว่าเราสามารถขยับยอดขายได้
และส่วนหนึ่งยอดขายต้องมาจากที่เราต้องเข้าไป
Modern Trade ซึ่งเราต้องมองคนที่มีศักยภาพที่จะพาเราเข้าไปได้ด้วย
การที่หันมาสนใจด้านการเมืองและลงสมัครสว.
มีเหตุผลอย่างไรคะ
ผมมีคำถามที่ถามตัวเองสองอัน
หนึ่งคือ คิดว่าถ้าผมเข้าไปมีส่วนใดส่วนหนึ่งทางการเมือง
จะมีอะไรที่ไป
Offer
เขาได้บ้าง
มองดูแล้วก็ใช่
เพราะสามปีที่แล้วผมได้ไปเรียนวปอ.
มีส่วนเสนอในการทำยุทธศาสตร์ของชาติ
เป็นวิจัยส่วนบุคคลที่ผมทำ
ได้ไปสัมผัสหน่วยงานราชการ
จึงคิดว่าน่าจะช่วยทำอะไรให้ประชาติดีขึ้น
คำถามที่สองคือ
เรามีศักยภาพที่จะเข้าไปหรือไม่
คำตอบคือ มี
ในส่วนของ
“นายจุตินันท์” เองก็เป็นนักธุรกิจ
เป็นนักกีฬา
และนายกสมาคม
ในฐานะเป็น
“ภิรมย์ภักดี” บุญรอดฯอยู่มา
73 ปี จึงมีศักยภาพ
และภรรยาผมเองก็รับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ
ปัจจัยพวกนี้ทำให้มั่นใจว่ามีศักยภาพ
อยากฝากอะไรถึงคนไทยที่นี่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองไทย
ที่ทุกคนต่างมีความเป็นห่วงอยู่ในขณะนี้
อย่างแรก
ผมเห็นตัวเลขของการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนไทยในต่างประเทศ
คิดว่าน้อยมาก
ค่อนข้างผิดหวัง
จริงๆผมก็ไม่อยากเจาะจงคนในต่างประเทศ
เพราะในกรุงเทพฯเอง
ก็มีการออกมาบ่นตลอดเวลาว่าไม่ชอบเรื่องนั้น
เรื่องนี้
แต่พอถึงเวลาใช้สิทธิก็ไม่ออกมา
เพราะเรื่องนี้ถือเป็น
Fundamental
Floor ของระบอบประชาธิปไตย
สำหรับคนไทยในต่างประเทศ
ตอนนี้มีระบบ
Communication ที่ดี
ถ้าจะฝากก็ขอให้ควรเข้าไป
Participate มากขึ้น
และก็อย่าฟังข่าวด้านเดียว
|