Editor Editor Immigration American Way Interview Column Tubna Business-Society Business Society Special Report Sport Letter to Editor Letter from Thailand Cartoon Veera Shopping
 
 
 
 
 
         
 
 
 
 
 
----------------------------------------------คลิกที่รูปเพือดูรูปใหญ่-----------------------------------------

พระราชดำรัสในหลวง แก้ปัญหาชายแดนใต้ ต้องเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา
รศ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด

ปัญหาชายแดนภาคใต้ ถือเป็นความทุกข์ใจของชาวไทยอย่างหนักในห้วงเวลานี้ การฆ่ากันตายรายวันมีให้เห็นอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในผืนแผ่นดินไทย หลายคนออกปากว่าความรุนแรงเช่นนี้เกินกว่าที่จะเยียวยา หนึ่งในเหตุผลที่ต้องบอกอย่างนั้น เพราะสถานการณ์แย่ลงทุกวัน เรียกได้ว่า ใครๆก็มีสิทธิตายได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวบ้านที่นับถือศาสนาใด เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่ผู้นำท้องถิ่นเองก็ตาม

                เชื่อว่าหลายคนได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ผ่านการนำเสนอตามสื่อต่างๆจากเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนบทสัมภาษณ์ที่จะนำเสนอในครั้งนี้ เป็นการบอกเล่าจากผู้มีประสบการณ์ตรงในการลงพื้นที่ดังกล่าว บุคคลที่พูดถึงนี้ คือรศ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประธานกลุ่มหญิงไทยมุสลิม และอดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ รศ.เสาวนีย์ได้มาช่วยไขข้อข้องใจในหลายประเด็น ติดตามได้จากบทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้

:อยากให้อาจารย์เล่าถึงที่มาของการเดินทางมาสหรัฐฯ

                ทางกระทรวงการต่างประเทศเชิญมา เนื่องจากสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดีซีจัดงานสัมมนา Conference on Thailand – US Relations ระหว่างวันที่  9 – 10 พฤษภาคม และให้มาบรรยายเรื่องสถานการณ์ในภาคใต้ มีคณะเดินทางมาประมาณ 9 คน ทางด้านการเมืองมีดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณและดร.ปณิธาน มีหัวข้อใหญ่ๆ คือ การเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ สังคม และไทยศึกษาซึ่งมีอาจารย์จากธรรมศาสตร์มาพูด ส่วนที่นี่มีสี่มหาวิทยาลัยที่เปิดเรื่องไทยศึกษา เราจึงมาประชาสัมพันธ์ให้คนอเมริกันได้รับรู้ โดยมีสถานทูตไทยให้ความช่วยเหลือ

                โดยในรายงานของกอส. เราใช้ชื่อว่า “เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์” โดยกอส.ทำนายไว้ว่า ถ้าเราไม่สามารถจะขจัดเงื่อนไขต่างๆที่เราค้นพบได้ สถานการณ์จะรุนแรงขึ้น ซึ่งท่านอานันท์ ปันยารชุน ประธานกอส.เคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 5 June 2006 ซึ่งตอนนี้ 07 เราก็เห็นสถานการณ์รุนแรงขึ้นตามที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ แต่ก็ได้บอกด้วยว่าไม่อยากให้เป็นตามที่ทำนาย

:มีการนำเสนอระหว่างการสัมมนาอย่างไรบ้าง

                เราเสนอว่าภาคใต้อยู่ที่ไหน สถานะของมุสลิมในไทยเป็นอย่างไรบ้าง มีวัฒนธรรมอย่างไร ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและประชาชนเป็นอย่างไร ในอดีตเรามองว่า ความสัมพันธ์ในแนวราบคือประชาชนกับประชาชนนั้นดีมาก แต่ในแนวดิ่งระหว่างกลไกรัฐกับประชาชนนั้นไม่ดี ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ในแนวดิ่งยิ่งเลวลง และความสัมพันธ์ในแนวราบที่เคยดีก็ไม่ดีแล้ว มีการระแวงกัน ซึ่งถ้าความสัมพันธ์ในแนวราบมีปัญหา ก็จะอันตราย

                ความรุนแรงนี้มีมานานแล้ว แต่คนไทยและคนทั่วโลกคิดว่า สถานการณ์เริ่มเมื่อมีเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2004 แต่จริงๆเกิดมานานแล้ว มีหลายเหตุการณ์ เช่น การลักพาตัวของพ่อคุณเด่น คือฮัจยีซูหลง เรื่องของกบฏที่เรียกว่า สถานการณ์ดูสูงยอในปี 1991 เรื่องการประท้วงที่ปัตตานี เหล่านี้คือเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในอดีต

                สถานการณ์ระหว่างปี 2004-2007 เกิดเหตุการณ์ที่เพิ่มความรุนแรง เริ่มจากการปล้นปืน เหตุการณ์กรือเซะที่มีคนตายจำนวนมาก ก่อนหน้านั้น คือการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิต และเหตุการณ์ที่ตากใบ

:ช่วยวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น

                จากที่เคยเป็นคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐสภา สามารถสรุปสาเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ความยากจน ปัญหายาเสพติด ถือว่าเป็นปัญหาเหมือนกันทั่วประเทศ แต่ทางภาคใต้มีเรื่องของ Social Psychology คือสังคมจิตวิทยา จากความแตกต่างด้านศาสนา วัฒนธรรมที่คนปกครองมีความต่างกันและไม่เข้าใจกัน จึงชัดเจนและถูกต้องตามที่ในหลวงทรงบอกว่า ถ้าจะแก้ปัญหาภาคใต้ต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งรัฐไม่ได้ทำ

                โดยส่วนตัวแล้วมองว่า รากหง้าของปัญหาชายแดนภาคใต้มาจาก 6 อ. ประการแรก อวิชชา คือความไม่รู้ของทั้งสองฝ่ายทั้งรัฐและประชาชน อ. ที่สองคือ อคติ มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย สามคือ อำนาจ ที่รัฐใช้กับประชาชน เมื่อสามตัวนี้ถ้าไปอยู่ในกลไกของรัฐ ก็จะเกิดความอยุติธรรม จากนั้น ในฝ่ายของประชาชนจะมีอยู่ 2 อ. คือ อตลักษณ์ (Identity) ประชาชนต้องการรักษาการเป็นมลายู และมุสลิม แต่รัฐไม่เข้าใจ จนในวันนี้ข้าราชการที่ทำงานอยู่ก็ยังไม่เข้าใจ จริงๆไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม และสุดท้ายคืออุดมการณ์ ต้องยอมรับว่า มีมุสลิมส่วนหนึ่งที่ยังต้องการแบ่งแยกดินแดน เคยเขียนหนังสือเมื่อปี 2531 มองว่ามีส่วนน้อย แต่ถึงเวลานี้ คนมีอุดมการณ์อาจมีไม่มากเท่าไร แต่คนที่ถูกดึงไปเป็นแนวร่วมกับคนมีอุดมการณ์มีเยอะ กลายเป็นเชื้อไฟ คนที่เคยอยู่ตรงกลางถูกดึงไปเป็นแนวร่วม                หากดูในแง่ความเป็นสงครามแย่งชิงประชาชน ต้องบอกว่าตรงนี้รัฐแพ้

:หลายคนมองว่ามาเลเซียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจารย์มองจุดนี้อย่างไร

                จริงๆแล้วรัฐบาลมาเลเซียไม่ต้องการ แค่ปัญหาในประเทศเขาก็ต้องแก้อยู่แล้ว ทางกัวลาลัมเปอร์กับกลันตันก็คนละพรรคกัน

:แล้วในแง่ของกลุ่มคนล่ะคะ

                ในแง่ของกลุ่มคน ประการแรกเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ประการที่สอง ต้องยอมรับว่า มีคนที่เป็นสองสัญชาติจำนวนไม่น้อย เป็นมาเลด้วยเป็นไทยด้วย ทีนี้ถ้าเขาไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐ ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะไปอยู่ทางโน้น คือได้รับบาดแผลจากตรงนี้ไป น่าจะเป็นที่เข้าใจได้ว่า เมื่อเขาเจ็บก็ต้องการแก้แค้น ถ้าไปพูดรวมว่าประเทศเพื่อนบ้าน มันโยงไปถึงรัฐบาล ซึ่งตัวเองไม่เชื่อตรงนั้น แต่ถ้าสมมติฐานที่ว่าเป็นสองสัญชาติที่ไปมา ก็มีความเป็นไปได้

:ปัจจุบันสถานการณ์เลวร้ายลง มีการตายรายวัน ไม่ว่าไทยพุทธ หรือไทยมุสลิม การเปลี่ยนแปลงตรงนี้จะอธิบายได้อย่างไร

                ส่วนตัวมองว่า ตอนนี้เจ้าภาพในการก่อการเยอะ ต่างจากสมัยก่อนที่จะประกาศตัวว่าเป็นฝีมือเขา และถ้าเป็นมุสลิมโดยทั่วไปที่ไม่ใช่คู่อริของเขา เขาก็จะไม่ทำ แต่ปัจจุบันทุกคนมีสิทธิตายหมด

:เชื่อว่าการก่อเหตุมีส่วนเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือไม่คะ

                เชื่อในสมมติฐานนั้น แม้แต่เรื่องส่วนตัวก็ลงมือ เคยได้คุยกับทหารบางคน บอกว่าไปคุยกับแม่ค้า แม่ค้าบอกเคยถูกตำรวจรังแก เลยลงขันจัดการตำรวจ นี่คือเรื่องส่วนตัว ดังนั้นสาเหตุมั่วไปหมด การเมือง ส่วนตัว ผลประโยชน์ พื้นที่ตรงนั้นมีผลประโยชน์เยอะ เหตุการณ์ตั้งแต่อดีต ต้องบอกว่าบางส่วนเป็นการสร้างสถานการณ์ของนักธุรกิจเอง

เพื่อกันไม่ให้คนอื่นลงมา

:หลายคนมองว่าปัญหาภาคใต้เกินกว่าจะเยียวยาได้

                ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เราน่าจะมีความหวัง ถ้าเรามองย้อนในอดีต เราเคยเอาชนะคอมมิวนิสต์มาได้ ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ทำงานอย่างต่อเนื่อง ข้าราชการต้องไม่คอรัปชั่น ต้องแก้ปัญหาจริงๆ ควรจะมีหวัง แต่ต้องใช้เวลา

:ช่วยยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่า รัฐบาลควรทำอย่างไรบ้าง

                รัฐต้องมีความโปร่งใส นโยบายต้องชัดเจน เป็นเอกภาพ จะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา เปลี่ยนองค์กรอยู่เรื่อย เปลี่ยนตัวบุคคลอยู่เรื่อย ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนจะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศ คำถามคือเป็นไปได้หรือไม่ จำเป็นต้องเปลี่ยนแม่ทัพภาคหรือไม่ บางคนประชาชนรักแล้ว ทำงานได้ดี แต่ต้องย้ายเพราะต้องไปกินตำแหน่งใหม่ เลยต้องเริ่มใหม่ จึงไม่ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาถ้ารัฐบาลแก้ไขอย่างจริงใจ จะไม่เกิดเรื่องมากขนาดนี้

                การแก้ปัญหาระยะสั้น คือการทำหน้าที่ของทหารตำรวจ การจัดการกับอาวุธ แต่สิ่งที่เราเสนอคือการแก้ปัญหาระยะยาว คือ ในระดับโครงสร้างของสังคม และวัฒนธรรม ยกตัวอย่างว่า เสนอให้ภาษามาลายูเป็นภาษาที่สองได้ แต่ไม่ใช่ภาษาราชการ แต่ถูกตี

:คิดว่ารัฐบาลของพ.ตท.ทักษิณมีส่วนทำให้สถานการณ์แย่ลงหรือไม่คะ

                มั่นใจพันเปอร์เซ็นต์เลย นายกทักษิณมีทัศนคติต่อการแก้ปัญหาที่แย่มาก เช่นเรื่องที่ว่าเป็นโจรกระจอก การแก้ปัญหาภาคใต้ให้เวลานิดเดียว ยุบหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานพัฒนา ไม่หาสาเหตุรากเหง้าของปัญหา ไปติดว่าเป็นปัญหาอาชญากรรม จะเห็นว่ารัฐบาลรบยกแรกก็แพ้แล้ว

                ช่วงหลังที่ยุบปตท.43 นายกทักษิณให้ตำรวจมีอำนาจเต็มที่ ไม่ต้องภาคใต้หรอก ตำรวจที่ไหนๆก็มีปัญหากับประชาชนในแง่ความยุติธรรม ตำรวจที่ดีมีน้อย กลายเป็นว่าใครมีความผิดก็ส่งลงไป ยิ่งไปรังแกประชาชน คนเจ็บไม่ได้รับการเยียวยา คนที่พ่อแม่พี่น้องถูกฆ่าตาย เมื่อมีคนอุดมการณ์ไปใส่อะไรให้เขา เขาจะไม่เชื่อหรือลุกขึ้นมาต่อสู้หรือ

:มุสลิมในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นอย่างนั้น

                ไม่ต้องมุสลิมตรงนั้น ตัวเองลงพื้นที่ครั้งแรกในการทำค่ายอาสา มีโอกาสคุยกับชาวบ้าน เราเห็นปัญหามาโดยตลอด เห็นความอยุติธรรมแต่เราก็มีเพียงปลายปากกาในการที่จะเขียน มีปากที่จะพูดเรียกร้องความยุติธรรมให้เขา แต่มันหายไปกับสายลมแสงแดด เคยถามกับวุฒิสภาว่ามีนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิงหรือไม่ เพราะวิตกว่าถ้าผู้หญิงไม่มีคุณภาพในการสอนลูก กลัวว่าสถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น อีกอย่างปัญหายาเสพติดมามีมาก เมื่อปี 2540 ลงไป ชาวบ้านบางส่วนบอกว่า นี่เป็นแผนล้างมุสลิมในการเอายาเสพติดเข้าไปแพร่ระบาด ทำไมล่องมาถึงตรงนี้ได้ ทำให้เยาวชนติดยาเสพติด เป็นเครื่องมือก่อการ ชาวบ้านมองว่ากลไกของรัฐเป็นคนทำเสียเอง

:ถ้าปัญหายังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง คิดว่าทางสหรัฐฯจะเข้าไปแทรกแซงหรือไม่

                จะแทรกแซงหรือไม่ ขอจบด้วยประโยคที่ว่า ไม่ทราบว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เราไม่ต้องการกำลังทหารต่างชาติในประเทศของเรา นี่พูดให้สหรัฐฯฟัง อย่างที่เราเห็นว่าเขาเข้าไปในประเทศโน้นประเทศนี้ ยิ่งทำให้รุนแรง เอาแค่ง่ายๆ เมื่อมีกองกำลังทหารภาคต่างๆเข้าไปในพื้นที่ ขนาดคนไทยด้วยกันเองยังไม่เข้าใจ เช่นถามว่าจะไปไหน ไปละหมาด ก็บอกว่าทำไมละหมาดกันมากมาย อีกเรื่อง ชาวบ้านบอกว่าจะไปกินเหนียว ทหารจากภาคอีสานนึกว่าไปล้อเลียนเขา ซึ่งจริงๆแล้วกินเหนียวหมายถึงกินบุญ นี่คือความไม่เข้าใจกัน ยิ่งถ้าเป็นทหารต่างชาติก็ยิ่งไปกันใหญ่

                อีกประเด็นหนึ่งคือเราไม่ต้องการใช้พาสปอร์ตเข้าไปในจังหวัดสามชายแดนภาคใต้ คือไม่ต้องการให้มีการแบ่งแยกดินแดน

:แสดงว่าการแบ่งแยกดินแดนไม่ใช่ทางออกของปัญหา

                ไม่ใช่การแก้ปัญหา สมมติถ้าตัดได้ แล้วจะอยู่อย่างไร เพราะต้องอยู่ในบริบทของสังคมโลก โลกรับรองหรือเปล่าว่าเป็นประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแยกออกเป็นประเทศ มันเป็นละคนกรณีกับติมอร์ เราต้องแก้ที่สาเหตุโดยเฉพาะในแง่โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม

:คนไทยที่นี่บางส่วนต้องการช่วยแก้ปัญหาทั้งเม็ดเงินและการให้แนวคิด อยากฝากอะไรถึงพวกเขาบ้าง

                ความช่วยเหลือทุกรูปแบบที่เราต้องการทั้งการระดมความคิดและกำลังในการช่วยคลี่คลายปัญหา แต่การทำให้ได้ผลต้องขึ้นอยู่กับคนปฏิบัติการ ทุกคนอยากให้สงบ ฉะนั้น ขึ้นอยู่กับคนกำหนดนโยบายและคนลงไปปฏิบัติการจะสำคัญที่สุด หากมองรักษาการผู้บัญชาการตำรวจคนปัจจุบันคือท่านเสรีพิสุทธิ์ ตัวเองก็มีความหวัง ถ้าได้ตำรวจมือสะอาดตั้งแต่ต้น สถานการณ์จะไม่เป็นขนาดนี้ ต้องปรับกระบวนการยุติธรรมให้มาก

โดย สายธาร เดชาติวงศ์ฯ

 
 
 
 
 

 
The Asian Pacific News;Multilingual Weekly Newspaper in USA. หนังสือพิมพ์ ดิ เอเชี่ยนแปซิฟิค    USA Office : 13815 Graystone Ave, Norwalk , CA 90650 TEL ( 562 ) 868 -6339 FAX: (562) 863 - 7820 E-mail: editor@apacnews.netFree Hit Counter
 
Thai Tumbon Paleewog Trading Royal Thai Consulate Royal Thai Embassy