| è----------------------------------------------¤ÅÔ¡·ÕèÃÙ»à¾×Í´ÙÃÙ»ãËè-----------------------------------------
อัญชลีพร
กุสุมภ์
ดอกไม้เหล็กแห่งเอเอสทีวี
ครั้งที่สามที่ได้ไปเยือนบ้านพระอาทิตย์
สำนักงานนสพ.ในเครือผู้จัดการ
จับพลัดจับผลูได้เข้าร่วมอยู่ในการแถลงข่าวของแกนนำพันธมิตรฯหลังจากศาลอ่านคำพิพากษาคดีรัชดา
หลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง
ได้เดินข้ามถนนไปยังบ้านเจ้าพระยาอันเป็นสำนักงานของเอเอสทีวี
เมื่อสบโอกาสได้ขอเข้าไปคุยกับอัญชลีพร กุสุมภ์
หัวหน้าผู้ประกาศข่าวของเอเอสทีวีและผู้ดำเนินรายการ
News Hour ผู้ซึ่งมีฝีปากคมกริบและคารมคมคาย
เป็นความสามารถที่ทำให้อยากรู้จักเธอผู้นี้มากขึ้น
อยู่ในวงการสื่อมานานเท่าไรและความแตกต่างจากอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างคะ
ทำข่าวมาประมาณ
19
ปี มีความต่างมาก
ก็ทำทีวีมาโดยตลอด
ช่อง 11 ทำอยู่
8 เดือน
ช่อง 7 ทำอยู่
7 ปีกว่า
ไอทีวี 4 ปีกว่า
จนมาทำที่นี่
คือยิ่งอยู่ทีวียิ่งเพิ่มขึ้น
ตอนแรกดูเหมือนว่าช่องทางที่จะอยู่สถานีโทรทัศน์มีเพียงไม่กี่ช่อง
ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเป็นหลัก
เพราะว่าทุกช่องเป็นสถานีของรัฐ
รัฐมาก รัฐน้อย
เป็นของรัฐโดยตรงหรือทางอ้อม
มาถึงนาทีนี้ยังไม่คิดเลยว่าจะเกิดสถานีดาวเทียมได้
และเป็นทีวีเสรีภาพ
เราสามารถจะคิด
วิเคราะห์
พูด นำเสนอได้ที่เราคิดว่าสังคมควรจะเป็น
ความต่างมีสูงมากและมีกลุ่มคนดูที่จับต้องได้
รู้หน้ารู้ตาชัดเจน
และเราก็เติบโตพร้อมกับคนดู
จากความแตกต่างในจุดที่ทำอยู่นี้ทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆสื่อมวลชน
หรือรุ่นพี่รุ่นน้องเปลี่ยนไปหรือไม่
ความสัมพันธ์เปลี่ยนมาก
แค่ Position
ที่อยู่ในสังกัดแต่ละที่
ของแต่ละช่องก็ต่างกันแล้ว
การนำเสนอออกทีวี
เขาดูเราทางทีวีเขาก็รู้ว่าเราคิดอะไร
ขณะเดียวกันเราดูเขาทางทีวีเราก็รู้ว่าเขาคิดอะไร
ไม่มีการมาปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงได้
บางครั้งก็คิดว่าอยู่ห่างๆ
มันเหมือนกับว่าเลือกที่จะคุยสบายใจกว่า
สมัยก่อนอยู่ต่างช่องยังพอคุยกันได้
แต่เดี๋ยวนี้มันชัดเจนมากๆ
ยกตัวอย่างเพื่อนร่วมรุ่นของพี่อัญอย่างคุณศุภรัตน์
นาคบุญนำ ได้คุยกันบ้างไหมคะ
จริงๆตอนเรียนหนังสือไม่ได้สนิทกัน
แต่จะเรียกได้ว่ามาสนิทกันตอนอยู่ช่อง
7
ก็ได้เพราะอยู่ด้วยกันมาเกือบ
8 ปี แต่คนที่มาสนิทกันตอนโตมันก็ต้องมีภาระทั้งหน้าที่การงาน
ครอบครัว เรื่องส่วนตัว
เลยสนิทแต่ไม่ได้ใกล้ชิด
มันก็ห่างกันไป
แต่ถ้าได้เจอกันมันก็เหมือนเดิม
แต่พอมาเวลานี้
(หัวเราะ) ไม่ได้คุยกัน
แต่เขาเคยโทรมาหาตอนที่เห็นคอลัมน์ใน
Manager Online ไม่ได้เอ่ยชื่อแต่พาดพิงไปใกล้เคียงเขา
เขาก็โทรมาคุย
สถานะนักข่าวตอนนี้เหมือนเป็นดารา
เอเอสทีวีทำให้คนเลิกดูละครไปเลย
คนออกทีวีก็เป็นดาราอยู่แล้ว
ดาราข่าว แต่ที่คนเลิกดูละครเพราะเรื่องจริงมันยิ่งกว่าละครเสียอีก
แต่ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถจำแนกพระเอก
นางเอกได้
เราแกล้งหน่อมแน้ม
ทำตัวเป็นกลาง
รู้ก็พูดไม่ได้
รักกันสามัคคีกันดีกว่า
เดี๋ยวนี้เราไม่
เมื่อก่อนเคยทำงานให้กับช่องที่มีนายทุนเป็นเจ้าของ
มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นายทุนจะมีเป้าหมายทางธุรกิจและจะจำกัดเสรีภาพของเรา
ใช่เป็นเพราะเขาไม่อยากมีเรื่องกับนักการเมือง
มาถึงทุกวันนี้พี่ชัดเจนในตัวเองแล้วว่าจะเดินมาทางนี้
มันเดินมาแล้วค่ะ
(หัวเราะ) และจะเดินกลับไม่ได้
ไม่ได้ทั้งใจตัวเองและองค์ประกอบโดยรวม
ตอนนี้มีหน้าที่รับนักข่าวรุ่นใหม่ๆเข้ามาทำงานใช่ไหมคะ
ใช่ค่ะ
มองแนวโน้มสื่อมวลชนรุ่นใหม่เป็นอย่างไรบ้าง
มองว่าคลื่นลูกใหม่ถ้าจะเข้ามาในธุรกิจสื่อจะต้องแยกตลาดให้ชัดเจน
สถานีบางช่องก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้แสดงความสามารถอะไรมากมาย
แค่ให้อ่านข่าว
ออกเสียงให้ชัดเจนแค่นั้น
เขาต้องการศักยภาพของคุณแค่นั้น
คุณมีมากกว่านั้นก็ไม่สามารถไปปล่อยที่นั่นได้
แต่ถ้ารู้สึกว่าคิดเป็นมากกว่านี้
อยากทำอะไรที่ท้าทายที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมมากกว่านี้
มันก็มีสถานีให้คุณเลือกเหมือนกัน
เพราะที่นี่ที่รับมาก็คือคนที่ตั้งใจมาทำเอเอสทีวี
ที่นี่นักข่าวทุกคนมีอิสระที่จะคิด
พูดหรือนำเสนออะไรก็ได้ใช่ไหมคะ
มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น
มันก็มีกรอบอยู่ว่าเรากำลังคิดอะไร
ทำอะไร และข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
มีการเดินมาบอกว่าเบาๆหน่อยไหมคะ
ไม่มี แต่มีที่เห็นไม่ตรงกัน
เถียงๆกันก็มี
อย่างพี่กับเติมศักดิ์
(ผู้จัดรายการร่วม)ก็ไม่ได้เห็นตรงกันทุกเรื่อง
เราก็เถียงกันบนเวที
คนดูก็คิดไม่ตรงกับเราอยู่แล้ว
บางคนอาจเห็นด้วยกับเติมศักดิ์
บางคนเห็นด้วยกับพี่
บางคนอาจไม่ได้คิดอะไรเลย
แต่ฟังดูมันชวนให้คิด
พอมาถึงตรงนี้
เราชวนคุณอัญชลีพรคุยเรื่องสบายๆ
โดยถามไถ่ถึงการตั้งครรภ์
ครั้งนี้เป็นท้องที่สอง
เธอมีกำหนดคลอดลูกในเดือนมกราคมปีหน้า
สำหรับแฟนรายการ
News
Hour ที่มีความเป็นห่วงเพราะบางครั้งเธอหายหน้าไปจากจอทีวีเพราะป่วยเป็นไข้
เป็นหวัด ไอ
จามมาก จนเกิดภาวะคุกคามคือมีเลือดออก
ต้องไปนอนเฉยๆที่โรงพยาบาลอาทิตย์หนึ่ง
ต่อคำถามที่ว่าเครียดหรือไม่ที่ต้องทำงานในช่วงที่สถานการณ์ที่เคร่งเครียดแบบนี้เธอบอกว่า
“ไม่เครียดเลย
เพราะอยู่ตรงนี้จนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ก็จะไม่ได้ตื่นเต้นกับข่าวลือ
ไม่ได้มาขบคิดว่าจะเป็นยังไง
แต่กลัวความรุนแรง
วันไหนมีแนวโน้มจะรุนแรงก็ไม่ควรไปเพราะทั้งตัวเอง
เป็นภาระของคนอื่น
ทางนี้ก็ไม่อยากให้ไปด้วย”
|